เอี๊ยดดด!!!
เสียงล้อรถยนต์เสียดสีกับพื้นถนนถึงจะแค่สั้น ๆ แต่ก็ทำให้คนที่กำลังอ่อนล้าต้องชะงักเท้ายืนนิ่งตัวแข็งทื่อกอดเอกสารแน่นไม่ใช่ไม่เห็นว่ามีรถกำลังมาแต่ไม่คิดว่าจะพุ่งมาเร็วขนาดนี้ ทั้งที่พึ่งออกมาจากตัวอาคารและตรงที่เขายืนอยู่ก็เป็ทางโค้ง แต่รถหรูสีขาวแบรนด์ยุโรปกลับไม่ชะลอเลยสักนิด ดูไปดูมาก็คุ้นๆ แล้วก็นึกได้พร้อมกับตอนที่เ้าของรถผลักประตูออกมาด้วยท่าทีกระวนกระวาย
“อริน!!! เป็อะไรมั้ย”
หญิงสาวตรงหน้าเป็คนที่อัญรินคุ้นเคยเป็อย่างดีเพราะสรรพนามที่ใช้เรียกเขาแบบนี้มีเพียงแค่เธอคนเดียว เพียงเสี้ยววินาทีร่างบางราวกับนางแบบปราดเข้ามาประชิดตัวคนที่ยืนทื่อเป็ตอไม้มือเรียวบีบเบา ๆ ที่ต้นแขนเรียกสติ
“เป็อะไรมั้ยพี่ขอโทษ”
เธอเอ่ยเสียงอ่อนอย่างรู้สึกผิดทั้งใและเป็ห่วงละคนกัน ยิ่งเห็นเขายืนนิ่งก็อดไม่ได้ที่จะยกมือข้างนึงประคองแก้มใสทันทีที่ฝ่ามืออุ่นััโดนแก้มคนหน้านิ่งก็ได้สติพร้อมกับเบี่ยงหลบเล็กน้อย
“เป็ไงบ้าง ใหมดเลย”
ที่ต้องใควรจะเป็เขาเสียมากกว่า...
“อัญไม่เป็ไรค่ะ ขอโทษนะคะที่ไม่ทันมอง หมอขวัญเป็อะไรมั้ยคะ”
เขาตอบพลางขยับถอยอย่างระวังก่อนส่งรอยยิ้มเฝื่อนถึงจะรู้ว่าคนตัวสูงเป็ห่วงแต่ก็ยังรู้สึกไม่สนิทใจอยู่ดี
“พี่ไม่เป็ไร เรานั่นแหละหน้าดูไม่ค่อยโอเคเลยนะ”
เธอยังคงถามด้วยแววตากังวลเมื่อเห็นว่าใบหน้าของอัญรินยังคงซีดอยู่
“อัญโอเคค่ะหมอขวัญรีบไปเถอะค่ะรถติดแล้ว”
คนถูกถามยังยืนยันคำตอบเดิมแค่ในิดหน่อยหน้าเลยดูซีดอย่างที่อีกฝ่ายเห็น เขาไม่ได้เป็อะไรเลยจริง ๆ
“ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว ดูแลตัวเองดี ๆ นะ พี่เป็ห่วง...ขวัญเอ๋ยขวัญมา”
คนพูดส่งสายตาอาทรถือโอกาสลูบผมเขาเบา ๆ
“ขอบคุณนะคะ”
“งั้นพี่ไปก่อนนะ ดูแลตัวเองดี ๆ ละ เดี๋ยวแวะไปหาที่แผนกนะ”
เธอบอกพลางส่งสายตาเว้าวอนราวกับว่าถ้าไม่รีบจะเดินไปส่งเขาอย่างนั้นอัญรินมองตามอีกฝ่ายที่หายเข้าไปในรถแล้วปล่อยให้รถเคลื่อนที่ผ่านไปก่อนจึงเดินข้ามถนนอย่างระวัง
เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ...
อัญรินกลับมาเคลียร์งานต่อแม้จะได้เวลาเลิกงานแต่ยังไม่ใช่เวลากลับของคนหน้านิ่งกับนริศาเพราะยังมีงานเอกสารกองอยู่บนโต๊ะเอกสารที่ต่อให้ทำเสร็จภายในวันนี้ พรุ่งนี้ก็ต้องทำอีกอยู่ดีบางทีเขาก็คิดว่างานพัสดุนั้นเหมือนบูมเมอร์แรงที่พอเขวี้ยงมันออกไปก็วนกลับมาหาเ้าของอีกอยู่ดีจนกว่าจะจบกระบวนการบางเื่ก็ทำเอากินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะขั้นตอนการดำเนินการและปัญหามันมีเยอะแยะยิบย่อยไปหมด
ยังไม่ทันไรปัทมาก็สวมเสื้อแจ๊คเกตพร้อมสะพายกระเป๋าสีแดงใบเก่งเตรียมกับบ้านเขาไหว้พี่ ๆ ในแผนกที่ยังเหลืออยู่ ก่อนจะโบกมือลาอัญริน คนหน้านิ่งพยักหน้าโบกมือลาตอบก่อนที่อีกฝ่ายจะยิ้มหน้าระรื่นเดินออกจากแผนกไปหาสาวร่างเล็กที่ยืนรออยู่หน้าแผนก
Lucky in love, Lucky in Game…
“กลับกันกี่โมง”
หัวหน้างานทะเบียนในชุดออกกำลังกายะโถามเธอกำลังจะไปออกกำลังกายหลังเลิกงานกับเพื่อร่วมงานอีกคนที่ศูนย์กีฬาของโรงพยาบาลซึ่งเปิดให้เ้าหน้าที่เข้าไปใช้บริการได้ฟรีถือเป็สวัสดิการอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนับสนุน
“สักพักจ้า”
นริศาตอบ
“งั้นเปิดฝั่งสแกนไว้ให้ด้วยนะ”
หัวหน้างานทะเบียนบอกเพราะคิดว่าออกกำลังกายเสร็จ กลับมาที่แผนกคงไม่มีใครอยู่แล้วไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ เพราะเป็อันว่ารู้กัน อัญรินเองก็เคยไปออกกำลังกายกับพวกเธออยู่สักพักตอนมาทำงานที่นี่่แรกแต่ไม่รู้ว่าเพราะไม่มีเวลาหรือไม่ชอบออกกำลังกายก็เลยไม่ได้ไปอีก
“พี่หนิงพรุ่งนี้เราไปออกกำลังกายกันมั้ย”
ไม่รู้นึกยังไงถึงได้ชวนนริศาไปแบบนั้นเพราะขนาดคนถูกถามยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“พูดใหม่อีกทีสิ เธอชวนเราไปออกกำลังกายเหรอ...เธอเนี่ยนะจะไปออกกำลังกาย”
“เอ้า ทำไมอ่ะ”
“ก็ไม่เห็นจะเคยไป”
“เคย แต่นานมากแล้ว แล้ว่นี้ก็รู้สึกไม่คล่องตัวเหมือนเมื่อก่อนก็เลยอยากไปยืดเส้นยืดสายอ่ะ”
“งั้นก็ตามนั้น”
ถึงจะไม่อยากเชื่อสักเท่าไหร่แต่นริศาก็ไม่ได้ขัดคนหน้านิ่งแต่อย่างใด
แล้วอัญรินก็ได้มาออกกำลังกายที่ศูนย์กีฬาในวันสุดท้ายของสัปดาห์แต่เป็วันแรกของการเข้าศูนย์กีฬาหลังจากที่ไม่ได้มานานนับปี ถึงจะมีบริการฟรีสำหรับเ้าหน้าที่แต่เขาก็ไม่ค่อยได้ใช้บริการสักเท่าไหร่ นาน ๆทีถึงจะย่างกรายมาที่นี่เพราะไม่ชอบออกกำลังกาย
“พี่ไปวิ่งก่อนนะ เครื่องว่างแล้ว”
นริศาบอกก่อนจะหยุดปั่นจักรยานแล้วเดินไปที่เครื่องวิ่งซึ่งอยู่อีกมุมของห้อง อัญรินไม่ได้สนใจยังคงตั้งหน้าตั้งตาปั่นจักรยานต่อไปให้ครบห้ากิโลเมตรตามที่ตั้งใจไว้
“มาออกกำลังกายด้วยเหรอคะ”
เสียงหวานคุ้นหูเอ่ยทักหลังจากที่นริศาเดินไปที่เครื่องวิ่งได้ไม่นานทำให้อัญรินที่กำลังปั่นจักรยานเพลิน ๆ ต้องรีบหันไปมอง ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคนทักเป็ใครแต่ก็ไม่ได้เตรียมใจว่าจะเจออีกฝ่ายที่นี่
หมอภามาได้ยังไงนี่...
“สวัสดีค่ะ”
แม้จะใแต่คนหน้านิ่งก็ไม่ได้แสดงอาการใดๆ ก่อนจะหยุดปั่นจักรยานโดยอัตโนมัติพร้อมกับยกมือไหว้เธอเหมือนทุกครั้งที่เจอ คุณหมอส่งรอยยิ้มหวานพร้อมกับมองคนตรงหน้าด้วยประกายตาใสทำเอาคนที่ประหม่าอยู่แล้วยิ่งเสียอาการเข้าไปอีกทำได้เพียงแกล้งมองไปทางอื่นก่อนจะลงจากจักรยาน
‘กลัวเหลือเกินว่าถ้าใกล้กันมากขึ้นจะยิ่งรู้สึกกับเธอมากกว่านี้’
“จะไปแล้วเหรอคะ”
“ค่ะขอตัวนะคะ”
“นี่คงไม่ได้หลบหน้าหมอหรอกนะ”
ประโยคนี้ทำให้คนหน้านิ่งต้องชะงักคุณหมอคงจะดูออกว่าเขากำลังหลบหน้าเธออยู่ซึ่งก็เป็ความจริง
เอายังไงดีอัญริน...
“เปล่าค่ะ...แค่จะไปนั่งพัก”
แม้จะพยายามเก็บสีหน้าขนาดไหนแต่หัวใจกลับเต้นแรงขึ้นทุกที
ตึกๆ ๆ
จะตื่นเต้นทำไมเนี่ย...
“เดี๋ยวสิคะหมอมีเื่จะคุยด้วย”
นั่นไงหลบไม่ได้แล้วสินะ…
คนหน้านิ่งพยายามปิดบังความประหม่าเริ่มกังวลที่ถึงเื่ที่อีกฝ่ายกำลังจะคุยด้วยหรือว่าจะเป็เื่ที่เขาบอกชอบเธอแต่ที่ผ่านมาเวลาเจอกันก็ไม่เห็นว่าเธอจะพูดถึงมันเลย หรืออาจเป็เพราะทั้งคู่ไม่มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันตามลำพังเหมือนเช่นตอนนี้เธอเลยไม่เคยพูดถึงก็เป็ได้ถ้าเป็เื่วันนั้นจริงเขาจะต้องทำอย่างไร
“ค่ะ...”
เขานั่งลงที่เดิมพร้อมกับรับคำตั้งใจฟังสิ่งที่เธอกำลังจะพูดอย่างใจจดใจจ่อ
“หมออยากรู้ว่า...”
เธอหยุดมองหน้าเขายิ่งทำให้คนหน้านิ่งเฝ้าลุ้นจนใจเต้นรัว
เอาแล้วไงอัญริน...
“เื่...”
เธอยังไม่ยอมบอกแล้วยังทำหน้าจริงจังราวกับว่ากำลังจะพูดเื่สำคัญทำเอาคนที่รอฟังแทบหยุดหายใจ
บอกสักทีสิค่ะหมอ...
“เื่ที่เราประชุมกันเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำเอกสารไปถึงไหนแล้วแจ้งคณะกรรมการบ้างรึยังเพราะหมอยังไม่เห็นเอกสารเลย”
ให้ตายเถอะอัญริน…
ความรู้สึกเหมือนสะดุดเท้าตัวเองเขาหลงคิดอะไรอยู่ร้อนตัวทำไมเธอแค่จะคุยเื่งานแต่ทำไมไม่ถามนริศานะวันนั้นเขาแค่ไปช่วย
“พี่หนิงทำเอกสารแจ้งไปแล้วนะคะ”
คนถามพยักหน้ารับรู้ส่วนคนหน้านิ่งก็ได้แต่แอบถอนหายใจ กระนั้นคุณหมอก็ยังสังเกตเห็นจนอดที่จะแกล้งเขาไม่ได้
“นึกว่าหมอจะถามเื่อะไรเหรอ”
เธอทำเหมือนไม่รู้ทั้งที่ในใจก็อยากจะพูดถึงเื่ที่เขาบอกชอบตัวเองแต่ก็ไม่แน่ใจว่าหากพูดไปจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดีขึ้นมาหรือไม่
“เปล่าค่ะ”
เขารีบปฏิเสธแต่ถึงอย่างนั้นกลับรู้สึกผิดกับคนตรงหน้าเสียเอง คนหน้านิ่งครุ่นคิดอยู่นานเขาเคยพลาดโอกาสที่จะขอโทษเธอมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อตอนอยู่ในลิฟต์นี่คงเป็โอกาสที่จะได้ขอโทษอีกครั้ง ต่อให้เธอไม่ถือสา ไม่สนใจ ลืมไปแล้วหรืออะไรก็ตามแต่เขาก็ยังอยากจะขอโทษเธออยู่ดีเขาจึงค่อย ๆ นั่งลงบนเครื่องปั่นจักรยานอีกครั้ง
“เอ่อ...อาจารย์คะ หนูมีเื่อยากขอโทษอาจารย์ค่ะ”
“ขอโทษ...เื่อะไรคะ”
“คือหนู...ขอโทษนะคะที่ตอนนั้นเสียมารยาทกับอาจารย์”