บรรยากาศที่กำลังตึงเครียดคลี่คลายลง กิลด์มาสเตอร์ค่อยๆลดดาบของเขาลงจากนั้นก็เก็บมันเข้าไปในฝักที่อยู่ด้านหลัง
"เช่นนั้นเื่ในครั้งนี้ก็ถือว่าแล้วกันไป" กิลด์มาสเตอร์หันหลังม้วนตัวกลับ แต่ในระหว่างที่กำลังจะก้าวเท้าเดินออกไป เขาก็กล่าวขึ้นมาอีกหนึ่งประโยคว่า "เื่เช่นนี้อย่าให้มีครั้งที่สองอีก เพราะข้าจะไม่ประนีประนอมกับใครหน้าไหนทั้งนั้น ต่อให้เป็ท่านเองก็ตาม ท่านเ้าหอคอยเวทมนตร์"
กล่าวจบกิลด์มาสเตอร์ก็ะโลงจากกำแพงป้อมปราการ และก่อนที่ร่างกายของเขาจะถึงพื้น เสียงที่น่าเกรงขามก็ดังมาอีกว่า
"แยกชิ้นส่วนสัตว์อสูรทุกตัวที่กองอยู่ที่นี่ให้หมด จากนั้นก็ส่งกลับไปที่กิลด์นักผจญภัย ข้าจะรอพวกเ้าอยู่ที่นั่น"
"น้อมรับคำสั่งกิลด์มาสเตอร์" จอมเวทย์แมทธิวรีบขานรับในทันที
จากนั้นก็มีเสียงของผู้บริหารระดับสูงที่กระจายตัวกันอยู่รอบด้านก็ค่อยๆดังขึ้น เสียงตอบรับดังออกมาจากทุกทิศทาง ไม่นานร่างของผู้บริหารระดับสูงของกิลด์นับสิบร่าง ก็ทะยานไปยังที่ตั้งของกองซากศพที่พะเนินซ้อนทับกันอยู่
กิลด์มาสเตอร์พาเออิจิเดินเข้าไปในป้อมปราการ ภายใต้สายตาที่จับจ้องอยู่หลายหมื่นคู่ ทุกคนที่ได้เห็นภาพที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ต่างก็รู้สึกตกตะลึงและมึนงง พวกเขาจับต้นสายปลายเหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย
แต่ถึงอย่างนั้นก็มีเื่หนึ่งที่พวกเขาเข้าใจเป็อย่างดี นั่นก็คือเด็กหนุ่มที่เดินเคียงคู่ไปกลับกิลด์มาสเตอร์แห่งกิลด์นักผจญภัย เขาต้องเป็บุคคลที่ยิ่งใหญ่มากอย่างแน่นอน การที่กิลด์มาสเตอร์ออกหน้าให้ถึงเพียงนี้ สถานะของเขาไม่มีทางต่ำต้อยอย่างเด็ดขาด
้ากำแพงป้อมปราการ สตรีที่มีรูปโฉมงดงามราวกับนางเซียน จ้องมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มมารยาททรามด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้ ในดวงตาคู่งามของนางเต็มไปด้วยความถวิลหาและความปรารถนา ประโยคที่เด็กหนุ่มได้กล่าวกับนางก่อนหน้านี้ คือสิ่งที่ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวกับนางมาก่อน รวมถึงเื่ที่เด็กหนุ่มล่วงรู้ถึงรากฐานการฝึกฝนของนางอย่างทะลุปรุโปร่ง เมื่อมองดูแผ่นหลังของเด็กหนุ่มแล้ว มันช่างยิ่งใหญ่และลึกลับอย่างบอกไม่ถูก
นางค่อยๆเรียกสติของตนเองกลับคืนมา จากนั้นก็หันกลับมามองชายที่สวมชุดคลุมสีแดงเพลิง
"ผู้ตรวจการซาลาแมนเดอร์ ครั้งนี้ท่านวู่วามเกินไปแล้ว"
"หากข้ารู้ว่านักรบทมิฬจะออกหน้าด้วยตนเอง ข้าคงไม่เสี่ยงโจมตีเด็กเวรนั่น แล้วทำให้ตนเองอับอายเช่นนี้หรอก" น้ำเสียงของชายที่สวมชุดคลุมสีแดงเพลิงเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม แววตาและน้ำเสียงของเขาแฝงไว้ซึ่งความเกรี้ยวกราด
"ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ยอมให้เื่นี้จบลงแต่เพียงเท่านี้แน่ การที่ข้าได้รับความอับอายจากนักรบทมิฬ นั่นถือว่าเป็เื่ที่สามารถยอมรับได้ แต่กับเื่ที่เ้าเด็กเวรนั่นดูิ่เหยียดหยามท่าน ข้าไม่มีทางยอมอย่างเด็ดขาด เขาต้องชดใช้ให้กับคำพูดและการกระทำที่หยาบคายของเขาในวันนี้ด้วยชีวิต" เพลิงแห่งโทสะลุกโชนอยู่ในดวงตาของชายที่สวมชุดคลุมสีแดงเพลิง
เ้าหอคอยเวทมนตร์ส่ายศีรษะแล้วกล่าวเตือนขึ้นอีกครั้ง "เื่นี้ให้จบแต่เพียงเท่านี้เถอะ หากท่านถูกกิลด์มาสเตอร์แห่งกิลด์นักผจญภัยสังหารไปจริงๆล่ะก็ หอคอยเวทมนตร์กับกิลด์นักผจญภัยคงไม่สามารถอยู่ร่วมเมืองเดียวกันได้อีกเป็แน่"
"ดันแคนคือคนที่อารมณ์ร้อนเป็ที่สุด ด้วยฉายานักรบทมิฬของเขา อันที่จริงเขาสามารถทำงานอยู่ในสำนักงานใหญ่ของกิลด์นักผจญภัยได้อย่างไร้ข้อกังขา ไม่จำเป็ต้องถูกส่งตัวมายังพื้นที่ชายแดนชนบทเช่นนี้ และเหตุผลที่เขาถูกส่งตัวมาที่นี่ นั่นก็เพราะเขามีปัญหากับชนชั้นสูงในเมืองหลวงของจักรวรรดิเรเดียนท์"
"ด้วยเหตุผลที่ยังไม่แน่ชัด เขาเกือบลงมือสังหารชนชั้นสูงด้วยดาบใหญ่สีดำเล่มนั้นของเขา โชคยังดีที่ผู้าุโในสำนักงานกิลนักผจญภัยเข้าห้ามปรามเขาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นตระกูลชนชั้นสูงตระกูลนั้นอาจจะถูกฆ่าล้างทั้งตระกูลก็เป็ได้ เื่นี้โด่งดังมากเมื่อสิบปีก่อน เมื่อดูจากอารมณ์ที่รุนแรงและบ้าคลั่งของเขาเมื่อครู่นี้แล้ว เห็นได้ชัดเจนเลยว่าเขายังคงเป็คนอารมณ์ร้อนไม่เปลี่ยนแปลง"
"ข้าไม่อยากให้ท่านต้องมีปัญหากับเขา มันจะทำให้หอคอยเวทมนตร์สาขาป้อมปราการฟอร์ทลูมิน่าที่ข้าดูแลอยู่เดือดร้อนไปด้วย" น้ำเสียงของเ้าหอคอยเวทมนตร์เต็มไปด้วยความเคร่งขรึมจริงจัง แม้ว่านางจะเป็จักรพรรดิเวทมนตร์เจ็ดวงแหวน แต่หากต้องปะทะกับเซียนดาบขั้นห้าอย่างกิลด์มาสเตอร์ที่ได้รับสมญานามว่านักรบทมิฬ บอกตามตรง ลึกๆแล้วในใจของนางก็แอบหวั่นเกรงอยู่เล็กน้อยเช่นกัน
ชายที่สวมชุดคลุมสีแดงเพลิงแววตาเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม ความโกรธแค้นยังคงอัดแน่นอยู่ในใจของเขา
"เื่ที่ท่านบอกไว้ข้าจะลองคิดดู แต่ถึงอย่างไรข้าก็เป็ถึงผู้ตรวจการของหอคอยเวทมนตร์แห่งจักรวรรดิเรเดียนท์ ข้าเชื่อว่านักรบทมิฬคงไม่กล้าสังหารข้าง่ายๆ" กล่าวจบชายที่สวมชุดคลุมสีแดงเพลิงก็ลอยตัวขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วบินทะยานจากไป
เ้าหอคอยเวทมนตร์จ้องมองร่างของชายที่สวมชุดคลุมสีแดงเพลิงค่อยๆบินห่างออกไป นางสั่นศีรษะอย่างอับจนหนทาง นั่นก็เพราะนางเข้าใจคำพูดของชายที่สวมชุดคลุมสีแดงเพลิงเป็อย่างดี เพราะเขาเองก็เป็ชายที่หัวรั้นมากที่สุดคนหนึ่งเหมือนกัน
"บุรุษมีแต่พวกสมองเท่าเม็ดถั่วหรืออย่างไร เหตุใดถึงได้พากันโง่งมเช่นนี้" น้ำเสียงของนางอ่อนแรงลงไปหลายส่วน ถึงแม้จะเป็จักรพรรดิเวทมนตร์เจ็ดวงแหวน แต่สถานะของนางก็ยังไม่เพียงพอที่จะห้ามปรามผู้ตรวจการจากหอคอยเวทมนตร์แห่งจักรวรรดิเรเดียนท์ได้
ณ สำนักงานกิลด์นักผจญภัย
เออิจิกำลังให้กิลด์มาสเตอร์แห่งกิลด์นักผจญภัยก่อไฟให้เขา จากนั้นเออิจิก็เอาถังไม้ขนาดใหญ่ ที่บรรจุไขกระดูกของสัตว์อสูรสายเืชั้นยอดวางลงไปบนกองไฟกองนั้น เขาจ้องมองดูฟืนที่ถูกเผาไหม้เสียงดังเปรี๊ยะปร๊ะ เขาสังเกตเห็นว่าความแรงของไฟในตอนนี้มันยังไม่พอ
"ไฟเบาเกินไปเติมฟืนเข้าไปอีก"
กิลด์มาสเตอร์หันขวับมาจ้องมองเออิจิด้วยความไม่พอใจ แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมและเ็าขึ้นมาว่า
"ข้าไม่ใช่คนรับใช้ของเ้านะ อยากได้ไฟแรงกว่านี้เ้าก็ทำเองสิ" กิลด์มาสเตอร์รู้สึกหงุดหงิดอย่างถึงที่สุด "แล้วทำไมข้าต้องมาก่อไฟให้กับเ้าด้วยเนี่ย คิดแล้วมันน่าโมโหจริงๆ"
เออิจิไม่ได้สนใจกับคำบ่นของกิลด์มาสเตอร์เลยแม้แต่น้อย เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งว่า
"ทำไปซะอย่าบ่น หากการฝึกฝนของข้าขึ้นไปถึงระดับกำเนิดได้เมื่อไหร่ ข้าจะช่วยเ้าทะลวงขั้นที่ติดอยู่คอขวดมาอย่างยาวนานขั้นนี้เอง"
กิลด์มาสเตอร์หรี่ตาของเขาลง เขาพิจารณาถึงคำพูดของเด็กหนุ่มเมื่อครู่นี้อย่างละเอียด ก็ไม่พบว่าน้ำเสียงของเขาจะมีพิรุธหรือผิดธรรมชาติแต่อย่างใด
'ระดับจอมดาบขั้นเก้าจะช่วยข้าที่เป็ถึงเซียนดาบขั้นห้าเลื่อนขั้นได้อย่างไร แล้วระดับกำเนิดที่เขากล่าวถึงคือระดับพลังอะไรกันแน่ บนโลกนี้ยังมีวิธีการฝึกฝนอื่นอยู่อีกอย่างนั้นเหรอ?' กิลด์มาสเตอร์แอบบ่นในใจ
"อย่าพูดจาเหลวไหล ช่วยให้ข้าเลื่อนระดับขั้นอย่างงั้นเหรอ ช่างเป็เื่ตลกที่ไม่ขำเลยสักนิด" ถึงแม้คำพูดและน้ำเสียงของกิลด์มาสเตอร์จะเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แต่มือของเขาก็ยังเติมฟืนเข้าไปในกองไฟใต้ถังไม้ใบใหญ่ไม่ยอมหยุด
เออิจิจ้องมองไขกระดูกที่เริ่มเดือดปุดๆอยู่ในถังไม้ใบใหญ่ จากนั้นจึงค่อยๆกล่าวขึ้นมาว่า
"โลกใบนี้กว้างใหญ่มีความเป็ไปได้มากมายนับอนันต์ ระบบการฝึกฝนอย่างผู้ใช้เวทมนตร์และผู้ใช้ออร่า ไม่ใช่สองระบบที่มีในโลกใบนี้มาแต่เดิม ย้อนกลับไปในยุคสมัยโบราณ มีระบบการฝึกฝนหนึ่งที่แพร่หลายในยุคนั้น นั่นก็คือระบบของผู้ฝึกยุทธ" เออิจิเห็นใบหน้าของกิลด์มาสเตอร์ที่เต็มไปด้วยความสงสัย เขาก็กล่าวสำทับขึ้นมาอีกว่า "จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่เ้า"
กิลด์มาสเตอร์จ้องมองเออิจิด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้ "นี่ก็เป็ความรู้ที่เ้าได้รับมาจากซากปรักหักพังโบราณนั้นอย่างงั้นเหรอ?"
"ใช่" คำตอบของเออิจิสั้นและกระชับ
"แล้วระบบของผู้ฝึกยุทธที่ว่านั่น สามารถช่วยให้ข้ายกระดับพลังได้จริงเหรอ?" กิลด์มาสเตอร์เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
"เื่นี้ไว้มาคุยกันทีหลัง ตอนนี้เ้าออกไปข้างนอกก่อน" เออิจิกล่าวตัดบทอย่างไม่ใยดี แล้วกล่าวเสริมขึ้นอีกว่า "แล้วก็อย่าให้ใครเข้ามารบกวนข้า"
กิลด์มาสเตอร์เมินเฉยกับคำพูดของเออิจิ เขายังคงยืนนิ่งอยู่ในห้องไม่ยอมจากไปไหน ด้วยความสงสัยที่มีอยู่เต็มอก ว่าระบบของผู้ฝึกยุทธที่ว่านั่นคืออะไร แล้ววิธีการฝึกฝนของมันเป็อย่างไร ยังมีอีกหลายเื่ที่เขายังไม่ได้รับคำตอบ แล้วจู่ๆเออิจิมาไล่เขาไปเช่นนี้ เขาที่เป็ถึงเซียนดาบและกิลด์มาสเตอร์จะยอมจากไปง่ายๆได้อย่างไร
เออิจิหันมาจ้องมองกิลด์มาสเตอร์ที่อยู่นิ่งไม่ยอมจากไปไหน แววตาของเขาค่อยๆเฉียบคมขึ้น จิตสังหารที่เคยเก็บไว้ในร่างกายบัดนี้ค่อยๆแผ่ขยายออกมา บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง เออิจิค่อยๆชี้หอกยาวไปที่ใบหน้าของกิลด์มาสเตอร์ จากนั้นก็กล่าวขึ้นมาว่า
"ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้ อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำ"
กิลด์มาสเตอร์จ้องมองเออิจิด้วยสายตาเย็นะเื แม้ว่าจิตสังหารของเออิจิจะเยือบเย็นและน่าเกรงขามมากแค่ไหน แต่ด้วยระดับการฝึกฝนของกิลด์มาสเตอร์ แน่นอนว่าเขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
"หัดเก็บความอวดดีของเ้าเอาไว้บ้าง เ้าคิดจริงๆหรือว่าข้าไม่กล้าลงมือกับเ้า" ออร่าสีเหลืองทองแผ่กระจายออกมาจากร่างของกิลด์มาสเตอร์ ด้านหลังของเขาปรากฏร่างเงาของราชสีห์ทองคำตนหนึ่งขึ้นมา
โฮก!
เสียงคำรามของราชสีห์ทองคำทำให้เออิจิถอยหลังไปหนึ่งก้าวครึ่ง ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังร่างเงาของราชสีห์ทองคำอย่างไม่วางตา เขารู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้เห็นเป็อย่างมาก เพราะนี่คือรูปลักษณ์ของออร่าที่ถูกควบรวมในขั้นปรมาจารย์ดาบ ราชสีห์ทองคำคือสัตว์อสูรสายเืโบราณ ที่มีความแข็งแกร่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสัตว์อสูรสายเืดั้งเดิมเลยแม้แต่น้อย นี่คือสัตว์อสูรในตำนานที่พบเห็นได้ยากแม้แต่ในยุคสมัยของเขา
เออิจิควบรวมลมปราณของเขาไว้ที่ปลายหอก ร่างเงาัครามค่อยๆปรากฏขึ้นที่ด้ามหอกของเขา จากนั้นมันก็ค่อยๆเลื้อยขึ้นมาลอยวนอยู่บนปลายหอก ร่างของมันค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น เพียงไม่นานก็มีขนาดพอๆกับร่างเงาของราชสีห์ทองคำ
กิลด์มาสเตอร์จ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความตื่นตะลึง เขาใช้เวลาอยู่นานกว่าจะเรียกสติของตนเองกลับมาได้ กิลด์มาสเตอร์เก็บออร่าสีเหลืองทองเข้าไปในร่างของเขาตามเดิม ร่างเงาของราชสีห์ทองคำที่เคยอยู่ด้านหลังของเขาก็ค่อยๆจางหายไป
"เ้าเข้าถึงขั้นปรมาจารย์ดาบแล้วงั้นเหรอ? ไม่สิ! เช่นนี้ไม่ถูกต้อง ผลึกคริสตัลสีน้ำเงินเก้าแฉกที่หลังมือขวาของเ้ายังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง นั่นหมายความว่าัครามตนนี้คือร่างแปลงจากออร่าที่ไม่ได้มาจากจิติญญาของเ้าอย่างงั้นเหรอ? เ้าเด็กนี่! มีแต่เื่ที่ทำให้ข้าต้องแปลกใจ"
"ออกไป" น้ำเสียงของเออิจิเคร่งขรึมและเด็ดขาด
คราวนี้กิลด์มาสเตอร์ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับเขาอีก เข้าเดินออกไปจากห้องทั้งที่ยังมีความสงสัยอัดแน่นอยู่ในใจอย่างเต็มอก แต่ยิ่งเออิจิแสดงความลึกลับออกมามากเท่าไหร่ กิลด์มาสเตอร์ก็ยิ่งชื่นชอบเขามากขึ้นเท่านั้น เพราะนี่คือความหวังที่จะทำให้เขาได้กลับไปยังจักรวรรดิเรเดียนท์อย่างยิ่งใหญ่
เออิจิสะบัดหอกเล็กน้อย ร่างเงาของัครามที่ลอยวนอยู่ก็ค่อยๆหายไป เออิจิชันหอกของเขาไว้ที่กำแพงห้อง จากนั้นก็เดินไปที่ถังไม้ใบใหญ่ที่บรรจุไขกระดูกของสัตว์อสูรสายเืชั้นยอดเอาไว้ด้านใน ตอนนี้ไขกระดูกเดือดได้ที่แล้ว มันทั้งข้นและหนืด แถมยังมีกลิ่นที่ไม่น่าอภิรมย์อีกด้วย
เออิจิเอาสมุนไพรที่ถูกซ่อนไว้ในอกของเขาออกมาห้าต้น จากนั้นก็โยนพวกมันลงไปในถังไม้ใบใหญ่ที่มีไขกระดูกเดือดอยู่ปุดๆ สมุนไพรทั้งห้าถูกความร้อนของไขกระดูกต้มจนละลาย ไม่นานไขกระดูกที่ข้นหนืดก็ส่งกลิ่นหอมกระจายฟุ้งออกมา
เออิจิถอดเสื้อผ้าทั้งหมดของเขาออก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อและซิกแพคที่งดงาม กล้ามเนื้อของเขาไม่มีชิ้นใดใหญ่เกินไปเลยแม้แต่น้อย พวกมันล้วนแต่สมส่วนได้รูป มองดูแล้วช่างน่าหลงใหลอย่างถึงที่สุด
เออิจิค่อยๆก้าวขาของเขาลงไปในไขกระดูกข้นหนืดที่กำลังเดือดอยู่ปุดๆ