หญิงสาวรูปร่างบอบบางอรชรในชุดสีแดงเพลิงยืนอยู่ท่ามกลางซากศพของบุรุษกักขฬะทั้งสองที่นอนหมดลมหายใจอยู่กับพื้นในสภาพไม่น่าดูนักใบหน้าขาวนวลมีรอยโลหิตกระเซ็นเปรอะเปื้อนเพียงเล็กน้อยแต่กลับทำให้นางดูน่าเกรงขามและหวาดหวั่นไม่น่าเข้าใกล้แต่ในขณะเดียวกันกลับมีเสน่ห์ชวนหลงใหลเหมาะกับฉายานามมัจจุราชแสนสวย
“เซียนเอ๋อร์มาล้างหน้าล้างมือเสียก่อน”จ้าวเฟยหยางหรือพี่รองเอ่ย พลางหยิบกระบอกน้ำขึ้นมาราดลงบนมือบางเพื่อให้นางล้างคราบโลหิตที่เปรอะตามใบหน้าและมือ
“ขอบคุณเ้าค่ะพี่รอง”
หลังจากชำระคราบโลหิตออกจนหมดจ้าวลี่เซียนก็เดินไปยังสตรีที่นางได้ช่วยเหลือไว้ซึ่งกำลังนั่งหันหลังและเอามือปิดตาโดยมีพี่ใหญ่ยืนอยู่ด้านข้างเมื่อจ้าวเฟยหลงเห็นน้องสาวเดินตรงเข้ามาจึงหลีกทางให้สตรีสนทนากันได้สะดวก
“แม่นางข้าเองมิต้องกลัว”จ้าวลี่เซียนเอ่ยพลางจับไหล่มนเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงออกหวาน
“ขอบคุณแม่นางที่ช่วยเหลือข้าน้อยไว้เ้าค่ะ”ซือหนิงอ้ายเมื่อได้ยินเสียงหวานเอ่ยเรียกก็หันกลับไปมองผู้มีพระคุณของนางใบหน้านวลยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ดวงตาแดงช้ำมีแววเศร้าหมอง
“ไม่เป็ไร เ้ามีนามว่าอะไรรึข้ามีนามว่าจ้าวลี่เซียน”
“ข้าน้อยมีนามว่าซือหนิงอ้ายเ้าค่ะ”
“เ้ากำลังจะไปที่ใดรึ”
“ข้ากำลังเดินทางกลับจวนหลังทำบุญที่วัดเสร็จแต่ไม่คิดว่าจะเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้”
“เ้าเดินทางคนเดียวรึ”จ้าวลี่เซียนยังคงถามต่อ
“เปล่าเ้าค่ะข้ามากับสาวใช้และคนขับรถม้าอีกหนึ่งคน”
“แล้วพวกเขาอยู่ที่ใด”
“พวกเขาถูกบุรุษทั้งสองสังหารอยู่ทางนั้นเ้าค่ะ”ซือหนิงอ้ายชี้ไปยังอีกฟาก นางพยายามอย่างยิ่งที่จะกลั้นน้ำตามิให้ไหลออกมา
“ข้ากับเ้าน่าจะอายุเท่ากันเรียกข้าว่าเซียนเอ๋อร์ก็ได้หากเ้าอยากร้องไห้ก็ร้องเถิดข้าจะนั่งเป็เพื่อนเ้าเองเมื่อร้องไห้จนพอใจแล้วก็จงทำตัวให้เข้มแข็ง”จ้าวลี่เซียนรู้ว่านางพยายามที่จะไม่ร้องไห้ออกมาจึงเอ่ยปลอบและนั่งอยู่เป็เพื่อนนางอยู่ด้านข้าง
“ฮือๆ...ฮึกๆ...ขอบคุณเ้าเรียกข้าว่าอ้ายเอ๋อร์เถิด ฮึกๆ...” ซือหนิงอ้ายเอ่ยด้วยความอยากลำบาก
“อืม” จ้าวลี่เซียนรับคำ
หลังจากนั้นซือหนิงอ้ายก็ร้องไห้ออกมาเพื่อระบายความเศร้าโศกเสียใจที่สูญเสียสาวใช้คนสนิทที่เป็ดั่งเพื่อนและพี่สาวนางเป็เพียงบุตรีของอนุภรรยาที่เกิดจากเ้าของโรงเตี๊ยมเล็ก และที่แต่งเข้ามาเพราะบิดาต้องตาต้องใจในความงามของมารดาจนให้กำเนิดนางขึ้นมาซือหนิงอ้ายใช้ชีวิตอยู่ในจวนของบิดาอย่างยากลำบากนางมักจะถูกบุตรีของฮูหยินใหญ่และฮูหยินรองกลั่นแกล้งเสมอบิดาไม่รักเชื่อแต่เพียงฮูหยินใหญ่ที่กุมอำนาจในเรือน
“ขอบใจเ้ามากเซียนเอ๋อร์หากมิได้เ้าและพี่ชายของเ้าช่วยเหลือไว้ข้าก็คงเหมือนตกนรกทั้งเป็เพราะถูกบุรุษทั้งสองย่ำยีศักดิ์ศรีแน่แท้”หลังจากที่สงบสติอารมณ์ได้แล้วก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยขอบคุณสตรีตรงหน้าอีกครั้งอย่างจริงใจ
“มิเป็ไรเ้ามาจากแคว้นหลิวใช่หรือไม่”
“ใช่เ้าค่ะ”
“แล้วเ้าจะเดินทางกลับเช่นไร”
ซือหนิงอ้ายเงียบไปพลางครุ่นคิดนางมิอยากทิ้งร่างไร้ิญญาของสาวใช้คนสนิทและคนขับรถม้าไว้ที่นี่หากแต่นางจำได้ว่าม้าที่เชื่อมต่อกับตัวรถม้าได้วิ่งเตลิดไปไกลก็ได้แต่ทอดถอนใจ
“ไม่รู้เ้าค่ะอีกทั้งข้ามิอยากทิ้งร่างคนทั้งสองไว้ที่นี่แต่ม้าหลุดวิ่งหนีเตลิดไปไกลเสียแล้ว”
“ไม่เป็ไรเื่นี้ข้าจัดการเองเ้ารออยู่ตรงนี้สักครู่”
“เ้าค่ะ” ซือหนิงอ้ายเอ่ยขอบคุณสตรีตรงหน้า
จ้าวลี่เซียนเดินยิ้มหวานเดินตรงไปยังพี่ชายทั้งสองเพื่อปรึกษาขอความช่วยเหลือในระหว่างนั้นจ้าวเฟยหลงก็ลอบมองสตรีที่น้องสาวได้ช่วยเหลือไว้เป็ระยะพลางทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้าตอบรับน้องสาวสุดรักสุดหวง เมื่อตกลงกันได้จ้าวลี่เซียนก็หันหลังเดินไปหาซือหนิงอ้ายด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้าพร้อมกับพี่ชายทั้งสอง
“ข้าและพี่ชายตกลงกันว่าจะส่งเ้ากลับจวนอย่างปลอดภัยส่วนเื่คนของเ้าที่สิ้นไปเ้าไม่ต้องเป็ห่วง ตอนนี้เ้าพาข้าและพี่ชายไปดูรถม้าที่จอดทิ้งไว้ก่อนเถิด”จ้าวลี่เซียนเอ่ย
“ขอบคุณท่านทั้งสามมากเ้าค่ะรถม้าอยู่ด้านนี้เชิญตามข้ามาเถิด”
“อืม”
หลังจากนั้นคนทั้งสี่ก็เดินไปยังจุดที่มีตัวรถม้าที่จอดอยู่พร้อมกับมีศพคนทั้งสองถูกแทงนอนสิ้นลมอยู่เบื้องล่างซือหนิงอ้ายถึงกับน้ำตาไหลมาอีกคราเมื่อเห็นร่างสาวใช้คนสนิท
“ถึงร้องไห้ไปนางก็ไม่กลับมาหาเ้าแล้วตอนนี้เ้าทำได้เพียงต้องเข้มแข็งและพาร่างของนางกลับไปหาครอบครัวเพื่อประกอบพิธีศพอย่างถูกต้อง”จ้าวเฟยหลงเอ่ย
“ขอบคุณที่เตือนสติข้าเ้าค่ะ”ซือหนิงอ้ายเอ่ยพลางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา
“ไม่เป็ไร” ว่าจบก็เดินออกไปช่วยจ้าวเฟยหยางที่กำลังยกร่างไร้ิญญาขึ้นรถม้าโดยจ้าวเฟยหลงเองนำม้าผูกกับตัวรถไว้จนแน่นเมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยจึงหันไปหาสตรีทั้งสอง
“เสร็จเรียบร้อยแล้ว” จ้าวเฟยหยางเอ่ยพลางะโขึ้นม้าของตนที่พ่วงกับตัวรถ
“ขอบคุณเ้าค่ะพี่รองไปกันเถอะอ้ายเอ๋อร์” จ้าวลี่เซียนเอ่ยตอบ ก่อนจะหันมาพูดกับสตรีด้านข้าง
“เ้าค่ะ”ว่าจบซือหนิงอ้ายก็เดินไปยังรถม้าแต่ถูกขัดไว้เสียก่อน
“เ้ากำลังไปที่ใด”จ้าวเฟยหลงเอ่ยถาม
“ไปขึ้นรถม้าเ้าค่ะ”
“ข้าว่าคงไม่เหมาะ เ้าดูนั่น”จ้าวเฟยหลงเอ่ยตอบ และชี้ไปยังรอยเืที่หยดลงมาจากรถม้า
“เ้ามานั่งม้าตัวเดียวกับข้าก็ได้”จ้าวลี่เซียนเอ่ย
“เ้าค่ะ” ซือหนิงอ้ายรับคำพลางเดินไปหยุดที่ม้าของจ้าวลี่เซียนเพื่อหาทางขึ้นกว่าหนึ่งจิบชา (3 นาที)แต่กระนั้นนางก็ไม่สามารถขึ้นไปได้เพราะไม่เคยขี่ม้ามาก่อน
จ้าวเฟยหลงมองนางอยู่ตลอดเวลาก็รู้ได้ในทันทีว่านางคงขี่ม้าไม่เป็แต่กระนั้นก็ไม่คิดที่จะหัวเราะให้นางต้องอับอาย
“เซียนเอ๋อร์ให้นางนั่งม้าตัวเดียวกับพี่ดีกว่า”
“แต่มันไม่เหมาะนะเ้าคะพี่ใหญ่”จ้าวลี่เซียนเอ่ย
“บ้านเ้าอยู่ที่ใด”จ้าวเฟยหลงไม่สนใจแต่กลับหันมาถามสตรีที่ยืนอยู่ข้างม้าของเขาและน้องสาว
“อยู่ในเมืองหลวงแคว้นหลิวจวนตระกูลซือเ้าค่ะ” ซือหนิงอ้ายเอ่ยตอบ
“ให้นางมานั่งกับพี่ก่อนเข้าเขตเมืองหลวงค่อยเปลี่ยนไปนั่งกับเ้าแทน พี่ไม่อยากให้เ้าต้องลำบาก”จ้าวเฟยหลงยกความสะดวกสบายของน้องสาวขึ้นมาอ้าง
“แต่” จ้าวลี่เซียนจะค้านแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
“ตามนี้ ว้าย!!...” จ้าวเฟยหลงก้มลงใช้มือแกร่งรัดเอวนางขึ้นมาจัดท่านั่งให้นางอยู่ด้านหน้าเขาตอนนี้ซือหนิงอ้ายหน้าแดงด้วยความเขินอายเพราะนางมิเคยใกล้ชิดกับบุรุษเช่นนี้มาก่อน
ทางด้านจ้าวลี่เซียนและจ้าวเฟยหยางได้แต่อ้าปากค้างกับภาพที่เห็นพี่ชายใหญ่ของพวกเขาเป็ประเภทเดียวกับบิดาที่มิชอบให้สตรีนางใดเข้าใกล้นอกเสียจากมารดาและน้องสาวคนทั้งสองได้แต่มองหน้ากันอย่างงงงวย ‘พี่ใหญ่ท่านกินอันใดผิดสำแดงมาหรือไม่จึงได้กระทำเช่นนี้’ ทั้งสองพลางคิดในใจ