บทที่ 10 ความร้ายกาจของสวีเสวี่ยเจียว
เมื่อสวีเสวี่ยเจียวได้ยินดังนั้นก็รีบพูดขึ้น
“ไม่มีอะไรกัน? เริ่มเป็แบบนี้ั้แ่ฉันอายุแปดขวบแล้ว ครั้งนั้นที่บ้านมีงานเลี้ยงสังสรรค์ เป็ครั้งแรกที่ฉันโดนพี่หลอกไปกอดจูบที่มุมลับตาคน พี่ลืมแล้วเหรอคะ? พี่ยังให้ฉันถอดเสื้อผ้าให้พี่ตรวจอยู่เลย พี่บอกว่าโตขึ้นพี่จะเป็หมอ... วันนั้นฉันกลัวมาก เกือบจะเชื่อคำพูดพี่แล้วจริง ๆ...”
กำปั้นของหลงอ้าวเทียนบีบแน่นทีละนิด สายตาที่จับจ้องลู่เฉิงเหวินแสดงความดุร้ายมากขึ้นทุกที
ลู่เฉิงเหวินหรี่ตามองแม่ผีร้ายสวีเสวี่ยเจียว เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่ายัยตัวร้ายคนนี้คงจะรู้จุดตายของเขาเข้าแล้ว!
แต่ที่สำคัญคือ เธอมีใบหน้างดงามและใสซื่อบริสุทธิ์ อีกทั้งดวงตากลมโตไร้เดียงสา คงไม่มีใครเชื่อหรอกว่าจิตใจของยัยตัวร้ายคนนี้จะมืดมิดถึงขนาดนี้ จะแสดงละครจัดฉากให้เนียนจนทะลุกรอบเลยใช่ไหม?
‘ไม่ง่ายเลยที่ฉันจะได้โอกาสเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตอีกครั้ง ตอนนี้คงไม่มาจบในกำมือของยัยผู้หญิงนิสัยเสียคนนี้หรอกใช่ไหม?’
‘หรือว่าหลงอ้าวเทียนกับบรรดาผู้หญิงของเขาจะเป็อุปสรรคที่ชั่วชีวิตนี้ของฉันไม่อาจผ่านพ้นไปได้?’
สวีเสวี่ยเจียวก็คิดในใจเช่นกัน
ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจจิตใจของหลงอ้าวเทียนดีมาก และดูเหมือนว่าสองคนนี้จะมีความแค้นต่อกันด้วย
หึ ๆ! ดีเลย คนชั่วย่อมต้องเจอคนชั่ว พวกนายสองคนไม่ใช่คนดีทั้งคู่ คนหนึ่งทำร้ายผู้ชายข่มเหงผู้หญิง ดีแต่ก่อเื่ชั่ว ส่วนอีกคนหนึ่งก็กล้าทำร้ายคนแก่ที่นอนป่วยอยู่บนเตียง เพื่อจะยับยั้งไม่ให้ฉันรักษาได้
ไม่ว่าฝ่ายไหนโดนฆ่าตายก็ล้วนเป็เื่ที่น่ายินดีทั้งนั้น พี่สาวชอบที่จะได้เห็นคนชั่วฆ่าฟันกันเอง!
ลู่เฉิงเหวินปาดเม็ดเหงื่อบนหน้าผาก ฝืนฉีกยิ้มออกมา “เื่เมื่อตอนเด็ก ๆ ฉันลืมไปหมดแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้คงต้องกอดกันหน่อยแล้วมั้งคะ?”
สวีเสวี่ยเจียวกระเถิบเข้าไปใกล้ ๆ ลู่เฉิงเหวินพลางพูดเบา ๆ “ไม่กอดฉัน พี่ก็อย่าคิดเลยว่าจะได้ไปดี ๆ”
ลู่เฉิงเหวินหรี่ตา ในสายตาแฝงไว้ซึ่งความเคียดแค้นฝังลึกถึงกระดูก ก่อนจะตอบเบา ๆ “เธอแน่มาก!”
เขาพยายามอย่างสุดกำลังจึงฝืนฉีกยิ้มอันน่าเกลียดออกมาได้ จากนั้นก็สวมกอดหญิงสาวเบา ๆ
ทว่าสวีเสวี่ยเจียวกลับกอดลู่เฉิงเหวินแน่น ทั้งยังร้องะโ “แหมพี่เฉิงเหวินละก็ พี่ร้ายนักนะ แต๊ะอั๋งฉันอีกแล้ว!”
ชายหนุ่มผลักสวีเสวี่ยเจียวออก อยากจะะเิความแค้นออกมา
หลงอ้าวเทียนประคองสวีเสวี่ยเจียวที่โดนผลักจนเซ เขาจ้องเขม่นไปที่ลู่เฉิงเหวิน “คุณชายลู่ หมายความว่ายังไง?”
ลู่เฉิงเหวินรู้สึกสมองตื้อ
‘แย่แล้ว!’
จู่ ๆ เขาก็หัวเราะพลางตอบ “เปล่าครับ เมื่อกี้นี้ผมกล้ามเนื้อกระตุก พวกคุณคุยกันไปนะ โรงงานของผมเกิดปัญหาขึ้น ผมต้องรีบกลับไปจัดการก่อน...”
ลู่เฉิงเหวินหมุนตัวได้ก็รีบวิ่ง จ้าวกังอึ้งได้สองวินาที ก่อนจะชี้หน้าหลงอ้าวเทียน “นายเตรียมใจไว้ได้เลย!”
พูดจบก็หมุนตัวไล่ตามลู่เฉิงเหวินไป
หลงอ้าวเทียนไม่คิดตามลู่เฉิงเหวินไป ตอนนี้มีหญิงงามอยู่ข้างกาย ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจลู่เฉิงเหวินอีก
“เสวี่ยเจียว คุณไม่เป็ไรใช่ไหมครับ? ได้รับาเ็ตรงไหนรึเปล่า? สบายใจได้นะครับ ผมไม่มีทางปล่อยลู่เฉิงเหวินไปแน่”
“อย่างนั้นเหรอคะ?” สวีเสวี่ยเจียวเปลี่ยนสีหน้าเป็เ็าในชั่วพริบตา พร้อมรีบแยกตัวออกห่างจากหลงอ้าวเทียน “เขาเป็ถึงคุณชายลู่แห่งประเทศเป่ย คนทั่วไปไม่อาจหาเื่ด้วย แล้วคนอย่างคุณเนี่ยนะจะทำอะไรได้?”
หลงอ้าวเทียนหัวเราะลั่น “ในสายตาของผม หลงอ้าวเทียน และสี่ตระกูลใหญ่ล้วนเป็แค่มดปลวกเท่านั้นแหละครับ”
แววตาของสวีเสวี่ยเจียวเย็นะเื “ล้วนเป็แค่มดปลวกอย่างนั้นเหรอ?”
หลงอ้าวเทียนรู้สึกตัวว่าพูดผิดไปแล้ว จึงรีบแก้ตัวขึ้นมา “ไม่ใช่ครับ! ความหมายของผมคือ...”
“ลาก่อน”
สวีเสวี่ยเจียวสาวเท้าก้าวยาว ๆ เดินตรงไปที่รถของตัวเอง พอมาถึงก็กระชากเครื่องแบบของตัวเองออก กลุ่มผู้ช่วยล้อมหน้าล้อมหลัง รีบคลุมชุดดำให้เธอ
จากสาวน้อยผู้ใสซื่อสวีเสวี่ยเจียว เปลี่ยนไปเป็ราชินีผู้งามสง่าที่มีสีหน้าเคร่งขรึมในพริบตา ท่าทางของเธอเหมือนกับเหลิ่งชิงชิวไม่มีผิด
...
พอขึ้นรถ ลู่เฉิงเหวินยังคงตัวสั่น ตบที่วางมือจนดัง ‘ตึก ๆ!’ หลายทีด้วยความโกรธ
“เกือบไปแล้ว เกือบจะดับแล้วเมื่อกี้นี้!”
จ้าวกังรีบหมุนกระจกกั้นระหว่างห้องผู้โดยสารกับห้องคนขับขึ้น เพื่อไม่ให้คนขับได้ยิน
“คุณชายลู่โปรดวางใจ! ผมจะให้คนไปฆ่าหลงอ้าวเทียนนั่น ล้างแค้นแทนคุณชายเองครับ!”
“เหลวไหลน่า!” ลู่เฉิงเหวินกัดฟันแน่น “ตัวการสำคัญเลยคือสวีเสวี่ยเจียว ยัยตัวร้ายนั่น!...”
จ้าวกังยิ้ม “คุณชายลู่ วันนี้ดูท่าทางเธอมีใจให้คุณชายลู่แล้วจริง ๆ นะครับ! เธอเป็ฝ่ายมาให้กอดเองเลย! คุณชายลู่สบายใจได้เลยนะครับ ผมจะช่วยคุณชายให้ได้ตัวสาวน้อยแพทย์หญิงแห่งตระกูลสวีคนนี้มาเอง เมื่อถึงเวลานั้นทรัพย์สมบัติของตระกูลสวีก็จะเป็ของพวกเรา...”
“นายหุบปากไปเลย!” ลู่เฉิงเหวินกังวลจะแย่อยู่แล้ว “จำเอาไว้ ห้ามหาเื่หลงอ้าวเทียน ห้ามคิดจับคู่ฉันกับสวีเสวี่ยเจียว! เห็นชัด ๆ ว่ายัยตัวร้ายนี่อยากจะเล่นงานฉันให้ตาย!”
“โอ๊ย แบบนั้นก็พอดีเลยสิครับ!” จ้าวกังยิ้มน้อย ๆ “สามีภรรยา ใครเล่นงานใครก็เหมือน ๆ กันนั่นแหละครับ”
ลู่เฉิงเหวินมองจ้าวกัง เขารู้สึกอยากจะด่าออกมา แต่พอนึกได้ว่าอีกฝ่ายเป็ผู้ติดตามคนสนิท เื่ที่ลู่เฉิงเหวินรู้ เขาไม่อาจรู้ ไปอารมณ์ไม่ดีใส่ก็เท่ากับเป็การเล่นฉินให้ลาฟัง
ดังนั้นจึงได้แต่ถอนใจ “โรงงานยาเกิดเื่อะไรขึ้น?”
สิ่งที่ลู่เฉิงเหวินไม่รู้ก็คือ ตอนนี้สวีเสวี่ยเจียวนั่งในรถของเธอเอง แนบหูฟังไว้ที่หู กำลังดักฟังการสนทนาของพวกเขาอยู่
เมื่อสักครู่ตอนที่กอด จุดประสงค์ที่แท้จริงก็เพื่อแอบติดตั้งเครื่องดักฟังไว้
ขณะนี้สวีเสวี่ยเจียวนั่งอยู่ในรถของตัวเอง สีหน้าเ็าราวกับน้ำแข็งหิมะ สายตาแหลมคม กองทัพเลขามองดูเธอด้วยความตื่นเต้น แต่ไม่กล้าส่งเสียง
จ้าวกังกล่าว “ผู้จัดการจางที่ควบคุมดูแลแผนกควบคุมยา ไม่ใช่คนดีอะไรเลยครับ! เพื่อลดต้นทุนการผลิต คุณชายน้อยอุตส่าห์ลดทอนส่วนประกอบราคาแพงบางอย่างของยาล็อตนี้ไป อันที่จริงยาสูตรจีนโบราณ กินยังไงก็ไม่ตายหรอก”
“แต่ผู้จัดการจางคนนั้น กลับยื่นจดหมายลาออกหน้าตาเฉย ถือจดหมายลาออกพร้อมบอกว่าจะแฉเื่นี้ คุณชายว่าไอ้เฒ่านี่หาเื่ตายไหมล่ะครับ?”
“ผมว่าเราทำแบบนี้เลยดีกว่า! ยาของพวกเรายังคงติดแบรนด์ส่งสินค้าตามปกติ เพราะยังไงก็เป็ยาสูตรจีนโบราณ กินมากไม่เป็ไร ยังไงก็ไม่ตาย ส่วนผู้จัดการจาง เขาอยากจะได้เงินไม่ใช่เหรอครับ? ให้เงินปิดปากเขาสักยี่สิบล้าน ถ้าเขาไม่ยอม พวกเราก็จัดการทำให้คนคนนี้หายไปจากโลกนี้ซะเลย ขอแค่ไม่มีเขาอยู่ เื่นี้ก็...”
“หุบปากซะ!” ลู่เฉิงเหวินลดกระจกกั้นลง พูดกับคนขับรถ “เร่งความเร็ว ไปโรงงานยา”
สวีเสวี่ยเจียวดึงหูฟังออก สายตาเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม
ลู่เฉิงเหวิน นายกล้าทำเื่ชั่วร้ายถึงขนาดนี้ อย่าหาว่าฉันสวีเสวี่ยเจียวไม่ไว้หน้าก็แล้วกัน!
คนอื่นอาจจะกลัวตระกูลลู่ของนาย แต่ฉันสวีเสวี่ยเจียวไม่กลัว!
ยิ่งไปกว่านั้น...
สวีเสวี่ยเจียวเผยอรอยยิ้มเ้าเล่ห์