ฉิงซวงปลุกให้ฉันตื่นในตอนเช้า เพราะทุกคนตื่นนอนกันหมดแล้ว และเตรียมตัวไปกินอาหารเช้า ฉันมองดูเพื่อนสาวทั้งสามคนดูจะคึกคักและตื่นเต้น จึงถามว่ามีอะไรพิเศษที่ฉันพลาดไปหรือไม่ เฝิ่นลู่ตอบว่าเราจะไปบ้านของเศรษฐีเจ้า เพราะท่านอ๋องต้องการไปดูที่เกิดเหตุ และต้องการไขปริศนาบทกลอนดื่มเหล้าบนหลังคา
ฉันจึงถามต่ออีกว่าทำไมจึงคิดว่าบทกลอนดื่มเหล้าบนหลังคาคือปริศนา ในเมื่อบทกลอนนั้น ก็แค่บทกลอนของผู้ชายมักมากเพ้อถึงชู้รักดูเป็นปริศนาตรงไหน เฝิ่นลู่จึงใช้มือแตะที่หน้าผากฉันวัดไข้ พร้อมกับมองดูที่ศรีษะเหมือนหาบาดแผลแล้วถามว่า เมื่อคืนหัวฉันไปกระแทกอะไรมาหรือเปล่า
ฉันตอบว่าไม่ได้กระแทกกับอะไรตอนนี้ปกติดี ฉิงซวงทำหน้างงๆแล้วถามฉันกลับว่า ทำไมเช้านี้ฉันตื่นมาดูสมองทึบไม่เหมือนเมื่อคืนเลย ความฉลาด ความขี้สงสัยของฉันมันหายไปไหนหมด ทุกคนล้วนสงสัยถึงความหมายในบทกลอนนั้น แต่มีฉันคนเดียวที่ไม่สงสัยอะไร หรือเป็นเพราะตื่นเช้าเกินไปสมองฉันจึงยังไม่ทำงาน
แล้วฉิงซวงก็เร่งให้ฉันไปเตรียมตัวแล้วรีบไปกินอาหารเช้าด้วยกัน เมื่อฉันจัดแจงตัวเองเสร็จ เราจึงเดินไปที่ห้องรับประทานอาหาร มีโต๊ะใหญ่สองโต๊ะวางเรียงต่อกัน พร้อมกับอาหารจัดวางไว้เต็มโต๊ะเสร็จเรียบร้อย
พวกเรากลุ่มผู้หญิงมาถึงก่อนจึงนั่งรอคนอื่นๆให้มาถึงพร้อมกันจึงค่อยกิน เรารอกันอยู่ไม่นานนักเพื่อนสามหนุ่มก็เดินเข้ามานั่งลงตรงเก้าอี้ใกล้ๆกับพวกเรา แต่หลวนเฉินดูมีสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนคนนอนน้อย และมักมองจ้องหน้าฉันเหมือนมีคำถามบางอย่างอยู่ในใจแต่ไม่ยอมพูดออกมา
ซึ่งในขณะที่เรากำลังนั่งรอท่านอ๋องและคนอื่นๆมากินอาหารเช้า เหมยหลินที่นั่งรออยู่ด้วยก็พูดบ่นไม่สบอารมณ์ที่ต้องนั่งรอคนอื่นที่มาช้า ฉันจึงพูดขึ้นว่ารอช้านิดหน่อยจะเป็นอะไร เดี๋ยวคนอื่นๆก็มากันแล้ว เหมยหลินจึงหันมาตวาดฉันด้วยเสียงอันดังว่า
เหมยหลิน : มี่จื่อ! เจ้าก็แค่หญิงรับใช้ที่เคยเป็นหญิงคณิกาชั้นต่ำ อย่าบังอาจมาสั่งสอนข้า พวกเจ้าทุกคนล้วนโง่ถูกนางหลอกยังไม่รู้ตัวกันอีก!
ฮูหยินต่ง : เหมยหลินหยุดได้แล้ว!
ลี่ถัง : หุบปากสักทีเหมยหลิน!
คนอื่นๆ : โอ๊ะ! เรื่องจริงเหรอเนี่ย?!
ซึ่งพอดีกับท่านอ๋องและคนอื่นๆเดินเข้ามาได้ยินเหมยหลินกำลังปรี๊ดแตก เหยียนเหล่ยจึงตวาดเหมยหลินให้หยุด แล้วพูดยอมรับกับทุกคนว่า ฉันเคยทำงานอยู่ในหอนางโลมจริง แต่ยังไม่เคยถูกชายคนใดล่วงล้ำ และเขาคือชายคนแรกของฉันผู้อยู่ในฐานะสามี
เหยียนเหล่ยยังพูดต่ออีกว่า ตอนนี้ฉันคือผู้สืบทอดพลังหมื่นบุปผาของสำนักเฟิงเจี๋ย จึงนับได้ว่าตอนนี้ฉันคือว่าที่เจ้าสำนักเฟิงเจี๋ย ขออย่าได้ดูถูกดูแคลนว่าฐานะต้อยต่ำ ขอให้ดูที่การกระทำและความสามารถ ทำให้กลุ่มเพื่อนและเหวินเหอได้ยินก็ยิ่งอึ้งและตกใจที่รู้เรื่องเกี่ยวกับฉัน ว่าเคยเป็นหญิงคณิกาแล้วก้าวกระโดดไปเป็นว่าที่เจ้าสำนัก
เสนาบดีต่งจึงรีบพูดขึ้นว่า เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นความผิดของเขาเอง ที่พยายามบังคับเหยียนเหล่ยให้หมั้นหมายกับเหมยหลิน แต่เขาจะแก้ไขเรื่องนี้ด้วยการกลับไปถอนหมั้นแทนเหยียนเหล่ยและจะรับผิดชอบกับเรื่องที่เขาก่อขึ้น
ทำให้เหมยหลินโมโหเดือดดาลด่าว่าทุกคน ว่ากำลังรุมรังแกนางพร้อมกับขู่อาฆาตฉันกับเหยียนเหล่ยว่าจะต้องได้เห็นดีกันที่ทำกับนางแบบนี้ เสนาบดีต่งจึงรีบกล่าวลาทุกคนว่าจะกลับตอนนี้เลย แล้วรีบดึงแขนเหมยหลินให้เดินไปออกจากตรงนี้ โดยมีฮูหยินต่งรีบเดินตามคนทั้งสองออกไป
จากนั้นท่านอ๋องจึงบอกให้ทุกคนกินข้าว เพราะเรื่องยุ่งๆของเหมยหลินได้จบลงแล้ว คงมีแต่ฉันที่กินข้าวไม่ค่อยลง เพราะถูกสายตาของเพื่อนๆมองคล้ายมีคำถามมากมายที่อยากจะถาม แต่เพราะอยู่ต่อหน้าอ๋องหกกับเหยียนเหล่ย กลุ่มเพื่อนๆจึงไม่กล้ามีคำถามในตอนนั้น แต่หลังจากกินข้าวกันเสร็จ ฉันก็ถูกเพื่อนๆลากตัวไปถามถึงอดีตที่เพิ่งโดนแฉรอบสอง ฉันจึงต้องเล่าให้พวกเขาฟัง
หลวนเฉินจึงขอคุยกับฉันตามลำพังสักครู่ ฉันจึงเดินตามหลวนเฉินไปที่ข้างบ่อเลี้ยงปลา หลวนเฉินสารภาพความใจในกับฉันว่า เขารู้สึกเจ็บปวดในใจจนไม่สามารถอธิบายออกมาได้ เมื่อเขารู้ถึงความสัมพันธ์ของฉันกับเหยียนเหล่ย แต่เขายังคงชอบฉันมาก และจะให้ตัดใจจากฉันในตอนนี้ก็ยังทำไม่ได้
เขาจึงอยากให้ฉันรับรู้เอาไว้ว่าเมื่อไหร่ที่ฉันถูกเหยียนเหล่ยหรือถูกคนอื่นรังแก ขอให้ฉันบอกหรือขอความช่วยเหลือ เขาจะไม่ลังเลและจะไม่ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือฉันเลย ฉันจึงตอบหลวนเฉินว่า ฉันเข้าใจและรับรู้ถึงความรู้สึกของหลวนเฉินที่มีให้มาโดยตลอด แต่สถานะของฉันตอนนี้มิอาจตอบรับความรู้สึกนั้นได้ แต่ฉันก็ดีใจและมีความสุขมากที่มีเขาเป็นเพื่อน และไม่อยากจะสูญเสียความรู้สึกดีๆแบบนี้ไป
หลวนเฉินจึงทำได้แต่ยิ้มหน้าเศร้าๆ และพยายามทำใจให้คิดกับฉันแบบเพื่อน แล้วเราก็ได้ยินเสียงจิ่นเกอตะโกนเรียก บอกว่าพวกเขาจะออกเดินทางกันแล้ว เราสองคนจึงรีบเดินตามทุกคนที่กำลังเดินไปที่หน้าจวน ก็เห็นฟูหลิวยืนอยู่ข้างรถม้าที่จอดรออยู่ และมีรถม้าของท่านอ๋องจอดรออยู่หน้าจวนด้วย
พวกเราต่างดีใจที่เห็นฟูหลิวปลอดภัย จึงถามฟูหลิวในระหว่างทางว่ารู้ได้ยังไงว่าพวกเราอยู่กันที่นี่ ฟูหลิวจึงเล่าให้พวกเราฟังว่า เมื่อคืนเขาจอดรถม้ารออยู่ที่หน้าสำนักไป๋หู่ เห็นศิษย์ในสำนักวิ่งวุ่นกันอลหม่าน จึงวิ่งเข้าไปดูแต่ไม่เห็นแขกเหรื่ออยู่ในงานเลี้ยงเลยสักคน
ฟูหลิวจึงถามศิษย์ในสำนักว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาบอกว่าหลังคาถล่มและมีคนตาย ฟูหลิวจึงรีบไปดูศพคนตายก็เห็นเป็นศพคนอื่น เขาจึงช่วยศิษย์ในสำนักไป๋หู่ ค้นหาคนที่ติดอยู่ในซากปรักหักพังแต่ก็ไม่พบใครอีกเลย เหล่าศิษย์ในสำนักจึงคิดว่าคนอื่นๆรวมถึงเจ้าสำนักที่หายตัวไป คงหนีหลังคาถล่มไปทางแม่น้ำที่อยู่ทางด้านหลัง
เขากับคนขับรถม้าของท่านอ๋องจึงรีบขับรถม้าตามไปดูที่แม่น้ำ หากันอยู่นานก็ไม่พบใครเลย ฟูหลิวจึงตั้งใจว่าจะกลับไปที่หน่วยสืบสวนของเหวินเหอ เพื่อจะไปแจ้งข่าวให้หน่วยสืบสวนส่งคนออกตามหา แต่ได้พบกับชาวยุทธกลุ่มหนึ่งเสียก่อน ซึ่งเขาจำได้ว่าชาวยุทธกลุ่มนี้ไปร่วมในงานเลี้ยงด้วย ฟูหลิวจึงถามและได้รู้ว่าหลายคนหนีรอดจากที่นั่นและแยกย้ายกันขึ้นฝั่ง ส่วนพวกเราลงเรือหนีออกมาพร้อมกับเหวินเหอ
ฟูหลิวจึงตามมาที่จวนของเหวินเหอ ก็พบกับเหวินเหอกำลังให้ม้าเร็วไปส่งจดหมายที่หน่วยสืบสวนออกประกาศจับชงอวี้ และเขาก็ได้พบกับทุกคนอยู่กันที่นี่ ส่วนฉันกับเพื่อนๆเข้านอนกันหมดแล้ว ท่านอ๋องจึงสั่งให้ฟูหลิวกลับไปบอกให้คนที่รออยู่ที่โรงเตี๊ยมเก็บข้าวของตามมาที่นี่เมื่อคืน