หลังวางสายจากจี้ิเฟยไปไม่นานจางชิงหยวนก็มาถึง
ซูเจี๋ยนรีบเข้าไปต้อนรับอีกฝ่ายหลังจากพูดคุยกันอย่างเรียบง่ายอยู่ครู่หนึ่ง ซูเจี๋ยนก็ได้รู้ว่าด็อกเตอร์จางคนนี้เป็คุณหมอประจำครอบครัวที่ตระกูลอันได้ว่าจ้างชุบเลี้ยงไว้โดยเฉพาะซูเจี๋ยนอดไม่ได้ต้องสาปแช่งอยู่ในใจอย่างเงียบงัน : คนรวยนี่ก็รวยจนน่าเกลียดจริงๆ!
คุณหมอจางตรวจร่างกายอันอี่เจ๋ออย่างละเอียดรอบหนึ่งจากนั้นก็แจ้งซูเจี๋ยนว่าอันอี่เจ๋อป่วยเป็ไข้หวัดจัดยาให้อันอี่เจ๋อชุดหนึ่งอย่างคล่องแคล่วซูเจี๋ยนมองอันอี่เจ๋อที่ยังดูง่วงงุนมึนงงอยู่บ้าง ปากก็เอ่ยถามขึ้น : “เขาไข้ขึ้นสูงขนาดนี้ แค่กินยาเล็กน้อยจะหายเหรอ”
คุณหมอจางยิ้มตอบ : “การฉีดยาย่อมให้ผลลัพธ์ดีกว่ามากทั้งยังเห็นผลเร็วกว่าด้วย เพียงแต่ ั้แ่สมัยนายน้อยยังเด็กก็ไม่ชอบฉีดยามาแต่ไหนแต่ไรยอมรับแค่ยากินเท่านั้น”
ฮะฮ่า! กลายเป็ว่าเ้าอันอี่เจ๋อนี่กลัวโดนจับฉีดยา!ซูเจี๋ยนชอบอกชอบใจที่ได้รู้เื่นี้กลอกตาขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก็แสร้งเอ่ยขึ้นอย่างมีแผนการ : “ในเมื่อเป็แบบนี้งั้นก็ฉีดยาให้เขาซักเข็มเถอะ! เขาตัวร้อนขนาดนั้นทำให้ไข้ลดลงได้เร็ว ทุกคนก็จะได้วางใจได้”
“แต่ว่า....”
ซูเจี๋ยนเอ่ยขัดอาการลังเลไม่กล้าตัดสินใจของคุณหมอจาง: “ไม่เป็ไรหรอกค่ะ เขาไม่ใช่เด็กแล้วนะ โตป่านนี้แล้วไม่ใช่ว่าจะแยกแยะผิดถูกไม่ได้ซะหน่อย คุณลงมือ....อะแฮ่มๆ...ลงเข็มเถอะค่ะ”
คุณหมอจางยังมีท่าทีพะว้าพะวงอยู่แต่ซูเจี๋ยนยืนกรานอย่างแน่วแน่มาก อีกทั้งเื่ที่ขอก็ไม่ได้มากมายอะไรแค่ให้ฉีดยาเข้าบริเวณบั้นท้ายของชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงสักเข็มหนึ่งเท่านั้นคุณหมอจางจึงได้แต่ยอมทำตามโดยดี ซูเจี๋ยนเหล่มองอันอี่เจ๋อโดนถลกกางเกงลงไปเผยให้เห็นบั้นท้ายตึงแน่น ก็กระหยิ่มยิ้มย่องกับชัยชนะขนานใหญ่อย่างอดไม่ได้
คุณหมอจางเงยหน้าขึ้น ร้องขอออกมา : “นายหญิงน้อย รบกวนช่วยกดนายน้อยไว้หน่อยเถอะ”
ซูเจี๋ยนซึ่งกำลังเตรียมตัวจะข่มเหงรังแกอันอี่เจ๋อเต็มที่พอได้ยินคำว่า ‘นายหญิงน้อย’ นี้ก็ชะงักกลางอากาศแทบลื่นพรืดล้มทับร่างอันอี่เจ๋อ
เพราะการเคลื่อนไหวอย่างวุ่นวายครั้งนี้ส่งผลกระทบมากเกินไปอันอี่เจ๋อจึงคล้ายจะตื่นขึ้นมาแล้ว เปิดตามองด้วยสีหน้างุนงงสับสน : “เธอ....จะทำ....อะไร”
ซูเจี๋ยนเห็นเขาสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาแล้วก็ดีอกดีใจอย่างมากรู้สึกว่าการกลั่นแกล้งครั้งนี้จะมีรสชาติขึ้นมายิ่งกว่าเดิมรีบกอดรัดตัวอีกฝ่ายไว้แน่น ปากก็กล่าวเสียงใส : “ไม่มีอะไรหรอกก็แค่ช่วยรักษาอาการป่วยให้คุณเท่านั้นแหละ
อันอี่เจ๋อขมวดคิ้ว กวาดตามองไปรอบด้านพอเห็นสถานการณ์ชัดเจน สีหน้าก็ปั้นไว้ไม่อยู่อีก : “ฉันไม่...ไม่ฉีดยา!”
ซูเจี๋ยนยิ้มกว้างเต็มใบหน้า จ้องมองเขาเต็มตา :“ไม่ฉีดยาแล้วไข้จะลดได้ยังไง ต้องเข้มแข็งเข้าไว้สิ!”
อันอี่เจ๋อเริ่มดิ้นรน ทว่าเพราะพิษไข้รุมเร้าจึงได้แต่ดิ้นรนอย่างอ่อนแรง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจหลุดพ้นได้ทั้งซูเจี๋ยนยังออกแรงทั้งหมดจับตัวเขาไว้ ส่งเสียงดังกังวาน : “ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว ไม่เจ็บซักนิด”
อันอี่เจ๋อยังคงพยายามดิ้นหนีแต่ซูเจี๋ยนจะปล่อยให้เขาหนีไปแบบนี้ได้อย่างไร? ทว่าแม้ตอนนี้ตนจะนับได้ว่ามีพละกำลังเหนือกว่าอันอี่เจ๋อชั่วคราวแต่ร่างกายของอีกฝ่ายก็สูงใหญ่ล่ำหนากว่าซูเจี๋ยนมากดังนั้นจึงได้แต่ใช้แรงทั้งหมดกอดรัดอันอี่เจ๋อไว้ในอ้อมอกทั้งซูเจี๋ยนยังรีบเปิดปากแผดร้องเจื้อยแจ้วเสียงใส : “อี่เจ๋อของพวกเรากล้าหาญที่สุด!เป็เด็กดี เชื่อฟังนะ หยุดขยับตัววุ่นวายเดี๋ยวนี้ ให้คุณหมอฉีดยาจึ้กเดียวเอง”อีกทางหนึ่งในใจกลับกำลังหัวเราะลั่น แทบลงไปชักดิ้นชักงอ
ใบหน้าของทั้งสองคนอยู่ใกล้กันมากซูเจี๋ยนโอบกอดอันอี่เจ๋อไว้ในอ้อมแขนไปพลาง เอ่ยปากเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายไปพลางริมฝีปากก็แตะผ่านผิวอันอี่เจ๋อไปอย่างไม่ตั้งใจหลายครั้ง อันอี่เจ๋อปรายตามองอีกฝ่ายค่อยๆ หยุดดิ้นรน
ซูเจี๋ยนยิ้มกว้างถึงใบหู : “เด็กดี เชื่อฟังจริงๆ เลย”
คุณหมอจางที่อยู่ด้านข้างหัวเราะออกมาเบาๆกล่าวขึ้น : “นายน้อยกับนายหญิงน้อยสนิทสนมใกล้ชิดกันดีจริงๆ”
ซูเจี๋ยนถูกคำว่า ‘นายหญิงน้อย’สามพยางค์นี้ฟาดเปรี้ยงเข้ามาในโสตประสาทจนร่างกายสั่นสะท้านรีบโพล่งตอบ : “คุณหมอจาง คุณอย่าได้เรียกฉันว่า ‘นายหญิงน้อย’ อีกเลย คือฉัน....ไม่ชินจริงๆ”ข้าน้อยยกธงขาวยอมจำนนให้แล้ว ไอ๋หยา~
“เอ่อนี่ก็.....” คุณหมอจางหันไปมองอันอี่เจ๋ออย่างกลุ้มใจ
อันอี่เจ๋อที่ยังอยู่ในอ้อมแขนของซูเจี๋ยนก็พลันเอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมา: “งั้นก็....เรียกว่า ‘คุณผู้หญิง’เถอะ”
ซูเจี๋ยน : “......”เวรเหอะ! ไอ้คำนี้มันแตกต่างจาก ‘นายหญิงน้อย’ยังไงไม่ทราบ! อันนึงก็เหมือนฟ้าผ่าระดับ1 ส่วนอีกอันก็เหมือนฟ้าผ่าระดับ 1.01 นั่นแหละแทบไม่ต่างกันเลยโอเคไหม!
คุณหมอจางกลับตอบรับอย่างพึงพอใจ : “ทราบแล้ว” จากนั้นก็เตรียมจ่อเข็มจะฉีดยาให้อันอี่เจ๋อซูเจี๋ยนถลึงตาอย่างพาลพาโลอยู่ด้านข้าง จ้องเขม็งอยู่ที่ปลายเข็มในมือคุณหมอจางในใจก็ส่งเสียงเชียร์ดังกระหึ่ม : จิ้มสิ! จิ้มลงไปให้มิดเลย!
ขณะที่ปลายเข็มเสียบผ่านผิว อันอี่เจ๋อก็ตัวสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมซูเจี๋ยนอารมณ์ดีขึ้นมาทันตา แต่ก็ยังวางท่าเป็ห่วงเป็ใยลูบผมอันอี่เจ๋อพลางปลอบโยน : “ไม่มีอะไรต้องกลัวนะไม่เจ็บหรอก” เฮอะ แน่ล่ะว่ายิ่งนายเจ็บเท่าไหร่ก็ยิ่งดี!
อันอี่เจ๋อฝังศีรษะเข้ากับอ้อมอกซูเจี๋ยน ไม่ส่งเสียงออกมาแม้แต่แอะเดียว
คุณหมอจางดึงเข็มเก็บกลับไปเรียบร้อย ยิ้มบางๆกล่าว : “ดูเหมือนนายหญิ......คุณผู้หญิงจะเก่งกาจที่สุดแล้วจริงๆ”
ซูเจี๋ยนมองดูอย่างร่าเริงยินดีกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยออกมาอย่างถ่อมตัว : “แหมก็ยกย่องกันเกินไป ยังต้องพยายามอีกเยอะค่ะ”
คุณหมอจาง : “......”
……………………………….
คุณหมอจางกำชับเื่ที่ควรระวังจนครบถ้วนแล้วก็จากไปทันที
อันอี่เจ๋อที่ง่วงงุนหลับสนิทไปแล้วซูเจี๋ยนช่วยห่มผ้าให้อย่างดี จากนั้นก็หันไปเปิดคอมพิวเตอร์เปิดดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่พบอะไรที่น่าสนใจเลยขณะที่กำลังเบื่อหน่ายสุดขีด จู่ๆ ก็มองเห็นโพสต์ในหน้าเว็บเกี่ยวกับสูตรการทำโจ๊กจึงรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมาทันทีในเมื่อคู่ขาแสนดีคนนั้นได้กำชับกำชาไว้อย่างเป็ห่วงเป็ใยหลายรอบเพราะฉะนั้นตนก็ควรทำอะไรอร่อยๆ ให้อันอี่เจ๋อได้ทานสักหน่อยคิดแบบนี้แล้วจึงค้นหาสูตรอาหารอ่อนที่มีประโยชน์สำหรับคนป่วยในอินเทอร์เน็ตอย่างกระฉับกระเฉง
เพราะไม่รู้จะทำอะไรต่อซูเจี๋ยนก็เลยเข้าไปงีบหลับตอนกลางวัน ไม่คิดว่าพอตื่นมาอีกทีท้องฟ้าก็มืดเสียแล้ว ถึงเวลาพลบค่ำเป็ที่เรียบร้อย ซูเจี๋ยนขยับลงจากเตียง บิดี้เีเล็กน้อยจากนั้นก็แอบไปดูอันอี่เจ๋อที่อยู่ในห้องนอน พบว่าอันอี่เจ๋อยังคงหลับสนิทซูเจี๋ยนย่องเข้าไปอยู่ตรงหน้าเขาแบบมือเท้าเบากริบ จากนั้นก็ยื่นมือออกไปคิดจะแกล้งบีบจมูกอีกฝ่าย ทว่านิ้วเพิ่งแตะปลายจมูกของอันอี่เจ๋อก็นึกขึ้นมาได้ว่าชายหนุ่มกำลังป่วยหนักอยู่ จึงหดมือกลับมาอย่างละอายใจแต่ก็รู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง สุดท้ายก็อดไม่ได้จึงจิ้มปลายจมูกโด่งคมของอันอี่เจ๋อไปเบาๆ แค่นเสียงกล่าว : “คนแซ่อันยอมให้นายวันนึงละกัน”
ซูเจี๋ยนไม่เคยได้สำรวจตรวจตราอันอี่เจ๋อในระยะประชิดแบบนี้มาก่อนยามนี้ เมื่อได้กวาดตาชมดูอีกฝ่ายใกล้ๆ ซูเจี๋ยนก็ได้แต่ต้องยอมรับโดยดีว่าอันอี่เจ๋อคนนี้สมกับที่เป็หนุ่มหล่อจริงๆ จมูกเป็สันได้รูปชัดเจนดวงตาก็เรียวรีคมกริบดูแล้วช่าง....เหมือนกับเกิดมาเพื่อล่อลวงหญิงสาวโดยเฉพาะแท้ๆ!อีกทั้งเพราะตอนนี้เขานอนหลับ ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท ดูแล้วให้ความรู้สึกสงบสุขุมนุ่มนวลไม่หลงเหลือภาพลักษณ์แข็งทื่อตายด้านในยามปกติแม้แต่น้อยกลับรู้สึกได้ถึงความอ่อนเยาว์ของชายหนุ่มอยู่บ้างโดยเฉพาะขนตาที่เรียงตัวกันอยู่นั้น ทั้งหนาทั้งยาว บางครั้งก็จะสั่นไหวน้อยๆดึงดูดหัวใจผู้คนให้ไหวสะท้านตามไปด้วย ซูเจี๋ยนยื่นมือออกไปอย่างอดไม่ได้ จิ้มๆแตะๆ ปลายขนตาแผงนั้น ในใจก็คิดอย่างพาลๆ : นี่แหละที่เขาเรียกว่าตัวหายนะของสตรีเพศ!ตัวหายนะของสตรีเพศในใต้หล้าชัดๆ!
อันอี่เจ๋อคล้ายจะรู้สึกไม่สบายตัวจึงหันหน้าหนีไปน้อยๆ ซูเจี๋ยนก็รีบหดมือกลับทันที แต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ตื่นก็เริ่มหาทางก่อกวนอีกครั้ง มองเห็นใบหูของอันอี่เจ๋ออยู่ใกล้ๆ ก็พลันนึกถึงเื่ที่เคยโทรคุยกับจี้ิเฟยแล้วอีกฝ่ายเล่าให้ฟังว่าใบหูของอันอี่เจ๋อนั้นไวต่อััอย่างมากถึงขั้นแตะปุ๊บก็แดงปั๊บได้เลย ซูเจี๋ยนเก็บความอยากรู้อยากเห็นไว้เต็มอกยื่นมือออกไปอย่างไม่อาจรั้งรอ นวดคลึงเข้าที่ติ่งหูของอันอี่เจ๋อเบาๆ
อันอี่เจ๋อตัวสั่นสะท้านขึ้นมาทันทีจริงๆซูเจี๋ยนรู้สึกสนุกตื่นเต้นขนานใหญ่ อดขยับมือนวดอีกทีไม่ได้ พูดเป็เล่นไปติ่งหูของอันอี่เจ๋อนี่ไม่เพียงแต่นูนเต็มและนุ่มนิ่มััเวลาที่นวดคลึงนั้นก็ละมุนมืออย่างมาก ทั้งยังชวนให้เพลิดเพลินดีไม่เบาขณะที่กำลังสนุกสนานเพลิดเพลินอยู่นั้น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงแหบพร่าดังขึ้นแ่ๆ :“เธอมาจับฉันทำไม”
ซูเจี๋ยนตื่นตระหนก รีบช้อนตามอง กลับเห็นอันอี่เจ๋อที่ลืมตาแป๋วอยู่ไม่รู้ว่าเขาตื่นมานานแค่ไหนแล้ว กำลังจ้องมองตนเองนิ่งๆมือของซูเจี๋ยนยังคาอยู่บนใบหูของอีกฝ่ายพลันรีบหดกลับมาอย่างลนลานคล้ายกับถูกจับได้ว่าแอบทำอะไรลับๆ ล่อๆ ได้แต่เปิดปากแก้ตัวข้างๆ คูๆ : “อะไรล่ะ ฉันก็แค่...เอ้อ ....ฉันก็แค่ดูโหงวเฮ้งให้คุณแค่นั้นเอง!”
อันอี่เจ๋อ : “......”
ซูเจี๋ยนถือโอกาสนี้ลูบติ่งหูของอันอี่เจ๋ออีกครั้งคราวนี้ไม่ใช่แค่ใบหูของอันอี่เจ๋อที่กลายเป็สีแดงในพริบตาแม้แต่ใบหน้าก็พลันแดงเรื่อขึ้นมาด้วยเห็นแบบนี้แล้วก็อดไม่ได้ต้องแอบรู้สึกขบขันอยู่ในใจ ทว่ายังปั้นหน้าเคร่งขรึมจริงจังวิเคราะห์เป็ตุเป็ตะ : “ศาสตร์แห่งโหงวเฮ้งใบหน้ากล่าวไว้ว่าผู้ที่มีติ่งหูนุ่ม มักจะฝักใฝ่ในเื่อย่างว่า”
อันอี่เจ๋อ : “......”
ซูเจี๋ยนตบบ่าอีกฝ่ายอย่างปลอบโยนกล่าวชี้แนะออกมาด้วยท่าทาง ‘ปรารถนาดีจากใจจริง’ : “ฉะนั้น พ่อหนุ่มต้องรู้จักฝึกสมาธิควบคุมจิตใจนะรู้ไหม!”
อันอี่เจ๋อเงียบกริบไปครู่หนึ่ง จู่ๆก็เอ่ยขึ้นกะทันหัน : “เธอก้มลงมาหน่อยสิ”
ซูเจี๋ยนไม่อาจเข้าใจความคิดอีกฝ่ายจึงได้แต่ก้มศีรษะลงไปเล็กน้อยอย่างว่าง่าย
อันอี่เจ๋อยกมือขึ้นนวดคลึงติ่งหูของซูเจี๋ยนเช่นกัน
จากนั้น เขาก็เอ่ยออกมาเพียงสองคำ : “นุ่มจัง”
ซูเจี๋ยน : “.......”
------------------------
(โปรดติดตามตอนต่อไป)