ผู้เฒ่าเฉายิ้มจางๆและพยักหน้ายืนยัน “เจ้าหนูนั่นสามารถสัมผัสถึงข้าได้ด้วยระดับพลังยุทธ์เพียงแค่ขอบเขตขัดเกลาเท่านั้น”
“แม้จะไม่เข้าใจว่านั่นเป็นสัญชาตญาณโดยกำเนิด หรือความสามารถของจิตวิญญาณยุทธ์ แต่การที่เขาสามารถรับรู้ถึงตัวตนของข้าได้นั่นบ่งบอกว่า เขามีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา... บุคคลที่มีความพิเศษเช่นนี้ ข้าย่อมไม่ปล่อยผ่านไปอย่างแน่นอน” ผู้เฒ่าเฉายิ้มพลางอธิบายอย่างใจเย็น
ซิงหยูอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ “แต่ถ้าหากพวกผู้เฒ่ารู้ว่าชายหนุ่มผู้นั้นเป็นผู้ถือครองตราสัญลักษณ์ของท่าน ทั้งสำนักจะไม่ตกอยู่ในความโกลาหลหรอกหรือ?”
ผู้เฒ่าเฉายิ้มอย่างไร้กังวล “เจ้าหนูนั่นมีสติปัญญาที่ไม่ธรรมดา เขาย่อมรู้วิธีจัดการกับการถือครองตราสัญลักษณ์ของข้าได้เป็นอย่างดี… ข้าเชื่ออย่างนั้น”
ซิงหยูพูดไม่ออก
ผู้เฒ่าเฉาคิดจะให้ชายหนุ่มที่มีระดับพลังยุทธ์เพียงแค่ขอบเขตขัดเกลาสามารถเข้าถึงทุกสิ่งในสำนักโดยไร้ข้อจำกัดงั้นหรือ?
ผู้เฒ่าเฉากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?
ผู้เฒ่าเฉาไม่ได้อธิบายอะไร ก่อนที่เขาจะหันหลังและโบกมือ “จับตาดูเขาไว้ให้ดีๆ หากชายผู้นี้ไม่ออกนอกลู่นอกทาง เขาจะกลายเป็นม้ามืดในการประลองสามสำนักในปีนี้อย่างแน่นอน”
การประเมินของผู้เฒ่าเฉา ทำให้ซิงหยูต้องประหลาดใจอีกครั้ง “อะไรทำให้ท่านมั่นใจถึงขนาดนั้น?”
ผู้เฒ่าเฉายกยิ้มอย่างราบเรียบ “เขาเหมือนกับข้า เขาเป็นคนที่แบกรับความทุกข์ ความเศร้าโศกและความแค้นไว้แต่เพียงผู้เดียว และอารมณ์เหล่านี้จะเป็นตัวผลักดันให้เขาต้องรีบแข็งแกร่งขึ้น!”
“นี่ถือได้ว่าเป็นการเดิมพันของข้าเช่นกัน หากเขาไม่สามารถทำตามที่ข้าคาดหวังได้ก็หมายความว่า ข้าคงจะสายตาสั้นไปแล้วจริงๆ…” เมื่อกล่าวจบผู้เฒ่าเฉาก็กระโจนหายไปให้ท้องฟ้า ทิ้งให้ซิงหยูส่ายหน้าและถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
.
.
.
ไม่นานรถม้าของตระกูลหนี่ก็ก้าวเข้าสู่ประตูสำนัก
เมื่อจางหลินแหงนหน้ามองขึ้นไป ก็พบว่าพื้นของสำนักตั้งอยู่บนยอดเขาหลายลูกที่มีการแบ่งเขตการดูแลไว้อย่างชัดเจน
เบื้องหน้ามีป้ายสีทองขนาดใหญ่ถูกสลักไว้ว่า【สำนักจักรพรรดิดารา】
ระหว่างนี้หนี่ซวงก็อธิบายให้เขาได้เข้าใจถึงสิทธิพิเศษของการเป็นศิษย์สายตรงและกฎระเบียบที่ไม่ได้ถูกระบุไว้ในคู่มือ และยังบอกตำแหน่งที่เขาควรจะไปเป็นอันดับแรกในฐานะศิษย์ของสำนัก
สิ่งหนึ่งที่ต้องมีสำหรับผู้ฝึกฝนปราณก็คือทักษะยุทธ์ ซึ่งจะมีการเก็บตำราทักษะยุทธ์ไว้เป็นจำนวนมากในหอตำราทักษะยุทธ์
ผู้ที่จะสามารถเข้าสู่หอตำราทักษะยุทธ์จำต้องมีป้ายของศิษย์สำนักที่แตกต่างกันออกไป ผู้ที่มีสถานะเป็นถึงลูกศิษย์สายตรงมีโอกาสเข้าถึงชั้นบนสุดของหอตำราทักษะยุทธ์ได้โดยไม่มีข้อจำกัด
และทักษะยุทธ์ยังจำแนกออกเป็นหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทักษะเคลื่อนไหว, ทักษะป้องกัน, ทักษะโจมตี, ทักษะค่ายกลหมู่ หรือแม้แต่ทักษะอื่นๆที่ไม่ได้มีการระบุหัวข้อไว้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นส่วนใหญ่แล้วการเลือกทักษะยุทธ์ต้องมีความสอดคล้องกับธาตุโดยกำเนิดของจิตวิญญาณยุทธ์ด้วยเช่นกัน เมื่อนั้นทักษะยุทธ์จะถูกเปิดใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
มีเพียงทักษะยุทธ์บางประเภทเท่านั้นที่ไม่ต้องการเงื่อนไขอะไรเลย ยกตัวอย่างเช่นทักษะการเปลี่ยนแปลงเจ็ดสิบสองประการ ขอเพียงแค่ทำความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะยุทธ์นั้นได้ ก็สามารถเข้าถึงทักษะยุทธ์ได้ในทันทีโดยไม่จำเป็นต้องใช้จิตวิญญาณยุทธ์ในการนำทาง
จางหลินพยักหน้าอย่างเข้าใจและรับฟังข้อมูลทั้งหมดอย่างเงียบๆ
เมื่ออธิบายเสร็จสรรพ หนี่ซวงก็มองที่จางหลินก่อนจะกล่าวเตือนอย่างจริงจัง “เฟยหยาง การที่เจ้าตั้งตนเป็นศัตรูกับโจวเหยาเซียนตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สำนักอาจจะไม่ใช่เรื่องดีนัก บางทีเจ้าอาจจะตกอยู่ในอันตรายได้ทุกเมื่อ ฉะนั้นอย่าลืมว่าต้องระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองเป็นอันดับแรก”
จางหลินเพียงแค่พยักหน้า เขาไม่ใช่คนไร้เดียงสาที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต และเขาก็ไม่ใช่คนโลกสวยที่คิดว่าพวกมันจะยอมรามือแต่เพียงเท่านี้
เขารู้ดีว่าในสำนักห้ามลูกศิษย์เข่นฆ่ากันเอง แต่อีกฝ่ายก็มีหลากหลายวิธีที่จะทำให้เขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย
โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้เลยว่าจางหลินเองก็มีหลากหลายวิธีที่จะทำให้ศัตรูทั้งหมดของตนต้องพบกับฝันร้ายที่ไม่มีวันลืม!
เมื่อทั้งสามคนเดินทางมาถึงทางเข้าพื้นที่ส่วนบุคคลของสำนัก รถม้าก็หยุดลงพร้อมกับที่หนี่ซวง หนี่เหิงเหยียนและจางหลินลงจากรถม้าภายใต้สายตาที่สับสนของลูกศิษย์ชั้นในมากมาย
ส่วนใหญ่แล้วแสงจะตกอยู่ที่หนี่ซวงและหนี่เหิงเหยียนเป็นหลัก แม้ว่าหนี่ซวงจะเป็นหญิงสาวที่เปรียบได้ดั่งมารเสน่ห์ แต่ระดับของนางไม่ได้สูงเท่าหนี่เหิงเหยียนที่เป็นผู้ถือครองป้ายทองคำ ดังนั้นหนี่เหิงเหยียนดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ
แต่พวกเขาไม่ได้สนใจสายตาของฝูงชน หนี่ซวงหันไปหาจางหลินพลางกล่าวว่า “เฟยหยาง เจ้าควรไปรายงานตัวที่ตำหนักกลางศิษย์ชั้นในก่อน ข้าและพี่ใหญ่จะไปรายงานภารกิจที่หอภารกิจ หลังจากนี้อีกสองชั่วยามมาเจอกันที่หอทักษะยุทธ์”
จางหลินพยักหน้าและถามกลับว่า “ที่สำนักมีหอสมุดที่บันทึกประวัติศาสตร์ไว้บ้างหรือไม่? ข้าอยากจะทำความเข้าใจกับแคว้นฉู่ให้มากกว่านี้”
“ใบหน้าของเจ้าดูไม่เหมือนหนอนหนังสือเลยจริงๆ” หนี่ซวงอดไม่ได้ที่จะป้องปากและหัวเราะเบาๆ ก่อนที่นางจะตอบว่า “หอสมุดอยู่ทางทิศใต้ของสำนัก แต่เจ้าต้องไปรายงานตัวและต้องมีตรายืนยันก่อนจึงจะเข้าสู่เขตอื่นๆของทางสำนักได้”
“เข้าใจแล้ว” จางหลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ
แม้ว่าเขาจะมีตราสัญลักษณ์ของผู้เฒ่าเฉา แต่ผู้เฒ่าเฉาไม่ได้กล่าวว่าเขาเป็นศิษย์สายตรง นั่นหมายความว่าเขาจะมีสถานะเป็นเพียงแค่ลูกศิษย์ชั้นในปกติที่ไม่มีอาจารย์ส่วนตัว ฉะนั้นความเป็นอยู่ของเขาก็เทียบเท่ากับลูกศิษย์ชั้นในธรรมดา
หากแต่ในกรณีที่เขาต้องการเข้าสู่พื้นที่ต่างๆของสำนัก เขาสามารถใช้ตราสัญลักษณ์ของผู้เฒ่าเฉาเพื่อเข้าถึงการดูแลที่ดีที่สุดได้
หลังจากพูดคุยกันอีกเล็กน้อย จางหลินก็ต้องแยกทางกับหนี่ซวงและหนี่เหิงเหยียน ส่วนอาเหลียงก็ต้องกลับไปที่ตระกูลหนี่เช่นเดิม
ตลอดทางต่างก็มีลูกศิษย์เข้ามาทำความเคารพหนี่ซวงและหนี่เหิงเหยียนเป็นจำนวนมาก
แต่กลับกันจางหลินไม่ได้สนใจสายตาของผู้ใด และปรี่ฝีเท้าตรงไปยังตำหนักกลางลูกศิษย์ชั้นในเพื่อรับตราลูกศิษย์ของสำนักจักรพรรดิดาราให้เรียบร้อยเสียก่อน