เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ แปดสิบเอ็ด การพบที่ไม่คาดคิด

     

    บทที่ แปดสิบเอ็ด

     

    ภายหลังเหตุการณ์วุ่นวายจากพิธีล่าสัตว์ในหุบเขาที่ผ่านมาได้กว่าเดือนเมืองหลวงต้าเหว่ยยังไม่เคยได้พักหายใจอย่างแท้จริงแม้ม่านเหตุการณ์จะถูกดึงปิดฉากลงด้วยกระบี่และโลหิตหากแต่เงาอาถรรพ์ยังทอดทับอยู่บนเบื้องหลังราชบัลลังก์

    หลายวันมานี้ภายในท้องพระโรงอันโอ่อ่าไม่เคยขาดเสียงอักษรฉบับฎีกาที่ถูกส่งเข้าสู่พระหัตถ์ฮ่องเต้เลยสักวันในบรรดาข้อกล่าวหาทั้งหมด ไม่มีอันใดเป็นข้อเดียวกัน นับแต่นายกองประจำกองราชวังยันบุตรชายของเสนาบดีผู้คนต่างถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องดั่งเส้นไหมพันกันในรังใยแห่งอำนาจบางคนเป็นเพียงเบี้ยเล็กๆ แต่กลับถูกโยงจนกลายเป็นผู้ร่วมแผนลอบปลงพระชนม์

    ทุกฝ่ายเร่งผลักดันความผิดไปยังผู้อื่นหวังตัดไฟแต่ต้นลม หากแต่ในความโกลาหลทั้งหมดก็มีเพียงคนของสกุลว่านเท่านั้นที่ถูกลงโทษอย่างเป็นทางการ มีผู้ถูกถอดยศปลดจากตำแหน่ง และส่งเนรเทศ แต่รายอื่นล้วนยังไร้ข้อพิสูจน์แน่ชัด

    กระนั้นก็ตามเหล่าผู้คิดอ่านล้วนรู้ดีว่าคลื่นใหญ่จะมาถึงเมื่อใดก็ยากจะหยั่ง ถึงแม้นตอนนี้ฟ้าเงียบ ทว่าใต้ผืนน้ำยังมีกระแสเชี่ยวกรากพญามังกรเจ้าของลลังก์ทองย่อมมิใช่ผู้จะถูกเรื่องเท็จบดบังได้โดยง่าย

    เมื่อผู้คนเริ่มไม่อยากให้เรื่องราวถูกจำกัดแค่เพียงสกุลว่านบางฝ่ายจึงเริ่มแผ่กลิ่นคาวไปยังวังหลัง ลามไปถึงตำหนักฟู่ตงของหลี่ผิน

    นาง..หลี่ผินสตรีผู้เป็นเพียงบุตรีจากเผ่าอันห่างไกลแต่กลับมีชะตาพลิกผันจนขึ้นเป็นสนมคนโปรดและได้ร่วมพิธีในคราวนั้นโดยเสด็จเคียงข้างฮ่องเต้ทั้งยังเป็นผู้ที่อยู่ใกล้พระองค์ยามเกิดเหตุ

    เพียงวันหนึ่งข้อสงสัยก็ถูกปลุกขึ้นในหมู่คนใจแคบมีผู้ยื่นฎีกาไปยังท้องพระโรงกล่าวหาว่านางอาจมีส่วนเกี่ยวข้องราวกับเขียนคำกล่าวหาอาบด้วยพิษยาพิรุณร้อยชนิด แต่หากหมาป่าจะกัดราชสีห์ย่อมต้องคิดให้ดีว่าฟันตนจะแข็งพอหรือไม่

    ท้องพระโรงในวันฟ้าหม่นเหล่าขุนนางหมอบเงียบ เมื่อราชโองการคำเดียวของฮ่องเต้กระแทกลงดั่งฟ้าผ่ากลางดิน

    “ผู้ใดกล้ายื่นฎีกากล่าวโทษหลี่ผิน..ผู้นั้นคือผู้ปรารถนาความตายของเรา!”

    น้ำเสียงของโม่เหวินหานเย็นเฉียบจนขุนนางทั้งหลายไม่กล้าสบตาผู้เป็นจักรพรรดิไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องวังหลังในที่แจ้งเช่นนี้มาก่อนทว่าครานี้ไม่เพียงเอ่ย แต่ยังถือเป็นการประกาศ “นางช่วยชีวิตเราไว้ หากในสายตาผู้ใดคิดว่านางมีส่วนเกี่ยวข้องจะนำฎีกามาขึ้นกล่าวก็ได้หากแต่ต้องถูกโบยสามสิบไม้ก่อน แล้วจึงมีสิทธิ์ยื่นเรื่องให้เราพิจารณา”

    ความเงียบถาโถมลงในท้องพระโรงจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจทุกสายตาต่างก้มต่ำ มิมีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรงเรื่องถึงหลี่ผินเงียบหายไปในทันใด

    วันเวลาล่วงเลยกลีบดอกอวี้หลานในสวนหลวงผลิบานสีเหลืองอ่อนของกลีบดอกชูช่อเหนือพุ่มล้อกับแสงแดดในยามสาย หลิวชิงเซียงเดินทอดน่องเชื่องช้าอยู่ใต้เงาไม้พลางไล้ปลายนิ้วผ่านกลีบหนึ่งเบาๆ ราวจะสัมผัสกลิ่น

    ร่างในอาภรณ์ผ้าแพรบางสีเขียวอ่อนลายพวงหางนกยูงอ่อนโยนแต่ไม่จืดจางเส้นผมถูกรวบครึ่งด้วยปิ่นหยกอ่อน อาการบาดเจ็บของนางดีขึ้นจนสามารถเดินเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่นทุกเช้านางจะเดินช้าๆ รอบลานตำหนักฟู่ตงเพื่อยืดกล้ามเนื้อ และช่วงบ่ายก็อ่านตำราบางครั้งก็ฝึกวาดภาพเพื่อกล่อมใจให้สงบ แต่ใจของหลิวชิงเซียงกลับไม่สงบเท่ากาย

    หลี่เสวี่ยเป็นอย่างไรบ้างบัดนี้นางคงร้อนใจมากเป็นแน่ ในเวลาที่ปลายคิ้วของนางยังไม่ทันคลาย เสียงฝีเท้าเบาๆพร้อมเสียงบานประตูที่ถูกเปิดก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

    "เจ้าออกมาเดินอีกแล้วหรือ" น้ำเสียงราบเรียบทรงอำนาจของบุรุษที่นางคุ้นชินดังก้องเข้าหู

    หญิงสาวหันกลับไปช้าๆแล้วค้อมกายลงเบาๆ "ถวายบังคมฝ่าบาท"

    โม่เหวินหานสวมอาภรณ์สีขาวสว่างพาดทับด้วยเสื้อตัวยาวเปิดด้านหน้า ดวงหน้ายามที่ผ่อนคลายกลับดูราวหยกสลักอ่อนในแสงแดดเขาเดินเข้ามาใกล้ แล้วทอดตามองนางเต็มสายตาใจเขายังจำได้ดีว่าสตรีตรงหน้าแทบสิ้นชีพเพื่อปกป้องเขาดวงตาคู่นั้นเคยแน่นิ่งราววิญญาณ เขาย่อมไม่ลืมเด็ดขาด

    "เจ้าดูดีขึ้นมาก" เขาเอ่ยขณะสายตาไล่จากข้อมือบางไปยังปลายผมนาง

    “ก็เพราะหม่อมฉันพักมานาน ตอนนี้ได้ออกเดินบางถึงได้ดูดีขึ้น” นางเอ่ยพลางยกมือแตะอกเบาๆแล้วก้มหน้าเล็กน้อย “เพราะถ้าไม่ขยับเลยกล้ามเนื้อจะลีบ”

    “อืม..เช่นนั้นก็ได้” เขาพยักหน้า ก่อนกล่าวอีก “แต่ห้ามเจ้าหักโหม”

    “เพคะ..” เสียงของหลิวชิงเซียงเบาลงเล็กน้อยมือบางกำชายแขนเสื้อแน่นขึ้นนิดหนึ่ง พร้อมกันนั้นนางก็ส่งเสียงเรียก “ฝ่าบาท” พลางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “ครั้งนั้น..หม่อมฉันได้รับราชานุญาตว่าจะสามารถออกนอกวังได้หนึ่งครั้งในฐานะผู้ชนะประลองหม่อมฉันอยากขอใช้สิทธินั้นในอีกไม่ช้า”

    โม่เหวินหานขมวดคิ้วเล็กน้อย“เหตุใดจึงต้องรีบร้อน”

    “หม่อมฉันอยากได้เวลาส่วนตัวสักครู่เท่านั้นเองยิ่งเจ็บป่วยก็ยิ่งอยากพัก ออกจากที่เดิมๆ บ้าง” นางเอ่ยด้วยเสียงนุ่มดวงตาหลุบต่ำแต่แฝงความเด็ดเดี่ยว

    “แต่เจ้ายังไม่หายดีขนาดนั้น” เขาพูดช้าๆ แล้วเดินเข้าใกล้อีกก้าวจนได้กลิ่นหอมจากเสื้อคลุมของนางคล้ายดอกบัวหิมะป่าในฤดูหนาว “แต่เรากำลังคิดว่าจะอนุญาตให้เจ้าออกไปในเดือนหน้าอยู่แล้วรออีกนิดเถอะ”

    หลิวชิงเซียงกัดริมฝีปากนิดหนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆ“เช่นนั้น..หม่อมฉันมีอีกหนึ่งเรื่อง”

    “ว่ามา” บุรุษครองบัลลังก์เอ่ยพลางเบือนหน้ามองต้นอวี้หลานข้างๆ

    “ในวันที่เกิดเหตุในหุบเขา..เฉียนอ๋องได้ส่งข้ารับใช้มาช่วยเหลือหม่อมฉันไว้หม่อมฉันยังไม่ทันได้เอ่ยคำขอบคุณจริงๆ เลย หากเป็นไปได้อยากพบพวกเขาอีกสักครั้งจะได้กล่าววาจาอันค้างคาใจ”

    โม่เหวินหานเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้น“ข้ารับใช้ของเฉียนอ๋องงั้นหรือคงจะหมายถึงหานอี้จงสินะ”

    “เพคะ”

    “ได้สิ” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมพยักหน้าอย่างง่ายดายแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย “แต่ตำหนักฟู่ตงไม่เหมาะจะเชิญบุรุษมาพบไม่สู้เจ้ามาพบเขาที่ตำหนักใหญ่ของเราจะดีกว่า”

    “หม่อมฉันรับไว้ด้วยความซาบซึ้งเพคะ” นางก้มตัวลงอีกครั้งสีหน้าเปล่งแสงอ่อนจางประหนึ่งจันทร์กระจ่าง

    บุรุษตรงหน้ามองนางแล้วหัวเราะเบาๆ“เมื่อครู่เจ้ายังฝืนตนเองอยู่เลย ตอนนี้กลับดูสดใสขึ้นมาทันที”

    “เพราะรู้ว่าจะได้กล่าวคำขอบคุณออกไปจึงคลายกังวลใจเพคะ”

    เขาทอดสายตาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหมุนกายกลับ“อย่าออกแดดนานนักยิ่งเพิ่งหายก็ยิ่งควรระวัง” แล้วเสียงฝีเท้าที่ห่างออกไปช้าๆเหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นพรรณไม้ที่ลอยอ้อยอิ่งส่วนหลิวชิงเซียงยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเงาสะท้อนของตนในผิวน้ำของอ่างกลมใต้ต้นอวี้หลานแจ่มชัด

    วันต่อมา..เสียงฝีเท้าของนางค่อยๆเคลื่อนไปตามแนวทางเดินหินสีเทาในเขตชั้นในของตำหนักใหญ่ผิวทางเรียบสนิทสะท้อนแดดยามสายเป็นประกายจางตาด้านข้างประดับด้วยพุ่มดอกสีม่วงแดง ลำต้นเลื้อยขดงดงามรับกับฉากผนังไม้ลายมัจฉา

    หลิวชิงเซียงอยู่ในอาภรณ์ผ้าแพรเนื้อนุ่มแขนยาวจรดข้อมือนางเดินผ่านตำหนักย่อยจนกระทั่งมาถึงประตูเปิดไว้ตรงหน้าเป็นเฉลียงยกพื้นมีระเบียงไม้กลึงสองข้างตั้งกระถางกล้วยไม้ป่าส่งกลิ่นหอมอบอวลเจียงชูผู้เป็นขันทีเฝ้าประจำตำหนักพานางมาถึงหน้าประตูจึงถอยกายไปยืนเฝ้าด้านนอกไม่รบกวนเข้าไปอีก

    ภายในห้องโถงประดับอย่างหรูหราทุกด้านถูกขึงด้วยม่านแพรสีทองอ่อนโปร่งตากลางโต๊ะมีถ้วยชามลายครามวางอยู่เรียบร้อยพร้อมน้ำชาอุ่น

    สายตาของหลิวชิงเซียงเลื่อนไปเห็นชายหนุ่มในชุดขุนนางลำลองบ่าตรง แผ่นหลังกว้างคือหานอี้จงที่นางจะมาพบ ยังไม่พอนางยังเห็นอีกหนึ่งบุรุษนั่งอยู่ถัดไปเล็กน้อย

    เฉียนอ๋องกำลังนั่งหันข้างพิงพนักเก้าอี้มือถือถ้วยชา ดวงตาคมกระจ่างทอดมองมาอย่างสงบนิ่ง ริมฝีปากมีรอยยิ้มบางๆประดับไว้ไม่ให้คนอ่านใจง่ายนัก

    ยิ่งไปกว่านั้นบริเวณด้านข้างห่างจากโต๊ะเล็กน้อยยังมีหญิงสาวผู้หนึ่งยืนก้มหน้าเงียบอยู่เงาร่างบอบบางสวมชุดผ้าแพรสีงาช้างไม่มีลวดลายเกล้าผมแบบเรียบง่ายแม้ไม่มีเครื่องประดับแต่ยังดูงดงามเสมือนหยดน้ำใสกลางบึง

    แม้จะก้มหน้ามองพื้นไม่เอ่ยวาจาแต่หลิวชิงเซียงเพียงเห็นเสี้ยวหน้านั้นก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นผู้ใด..หลี่เสวี่ย หัวใจของนางพลันอบอุ่นขึ้นมาในทันที

    หลิวชิงเซียงค้อมกายเล็กน้อยยอบตัวอย่างสำรวม “ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะคำนับเฉียนอ๋องเพคะ”

    โม่เหวินหานนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมยกมือกวักเรียก “มานั่งเถอะเราให้คนจัดที่ไว้แล้ว”

    หญิงสาวขยับกายอย่างสำรวมเข้ามานั่งบนเก้าอี้บุนวมผ้ากำมะหยี่สีเทาหมอกที่จัดไว้ด้านข้างของตำแหน่งฮ่องเต้เสียงผ้านุ่มเสียดสีเบาๆ เมื่อนางนั่งลง

    เฉียนอ๋องผินกายเล็กน้อยเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามก่อนด้วยท่าทางละมุนละไม “อาการของหลี่ผินเป็นอย่างไรบ้าง”

    “ดีขึ้นมากแล้วเพคะ” นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยสีหน้าไม่แสดงความเจ็บใดๆ “ตอนนี้สามารถเดินเหินได้เองแล้วหมอหลวงเผยที่รักษาหม่อมฉันเก่งกาจยิ่งนัก”

    “ดีแล้ว” เฉียนอ๋องพยักหน้ามือวางถ้วยชาลงเบาๆ บนจานรอง เสียงกระทบกันแทบไม่ได้ยิน

    หลิวชิงเซียงยกยิ้มอ่อน“หม่อมฉันยังไม่ทันได้ขอบพระคุณเฉียนอ๋องที่ส่งคนมาช่วยเหลือรวมถึงคุณชายหานด้วยเรื่องที่วันนั้นหม่อมฉันพลัดหลง”

    หานอี้จงขยับตัวเล็กน้อยรอยยิ้มบางผุดขึ้นบนริมฝีปาก“หลี่ผินกล่าวเกินไปแล้วขอรับเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย”

    โม่เหวินหานกล่าวเสริมขึ้นบ้าง“เราบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าพวกเขาไม่คิดอะไร เจ้าก็อย่าคิดมาก เดี๋ยวเราจะบำเหน็จให้เอง” เสียงของเขานิ่งและมั่นคงแต่แฝงความอบอุ่นอย่างยากจะจับผิด

    หลิวชิงเซียงยกมือขึ้นประสานขอบคุณน้อมรับคำกล่าวนั้นด้วยความเคารพแต่ในดวงตากลับมีแววเสียดายผุดขึ้นจางๆ เพราะหลี่เสวี่ยอยู่ตรงหน้าแล้วเพียงแค่หันไปเพียงเล็กน้อยก็จะได้สบตา หากได้พูดคุยกันสักครู่ก็คงคลายความห่วงหาได้บ้าง

    แต่ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยวาจาใดเฉียนอ๋องก็เป็นฝ่ายกล่าวขึ้นต่อ “ฝ่าบาทหากมิเป็นการรบกวน กระหม่อมขอเวลาเล็กน้อยมีเรื่องบางประการอยากปรึกษากับฝ่าบาทตามลำพัง”

    โม่เหวินหานปรายตามองอีกฝ่ายครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “เช่นนั้นก็ได้” แล้วหันไปยังหลิวชิงเซียง “เจ้าไปพักเถอะ วันนี้เดินเยอะไปแล้วให้คนมาประคองกลับตำหนักเถอะ อย่าฝืนมากนัก”

    ขณะกล่าวจบสายตาของเฉียนอ๋องเคลื่อนไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่เงียบๆ ไม่ไกลนัก “ชุนเหม่ย..เจ้าไปประคองหลี่ผินขึ้นเกี้ยว”

    หลี่เสวี่ยที่ยืนสงบอยู่พลันตระหนกเล็กน้อยรีบก้าวขึ้นหน้ามือเล็กกำชายเสื้อแน่น แล้วก้มศีรษะรับคำสั่งลงทันที “เพคะ”

    เพียงชั่วอึดใจเงาร่างของหลิวชิงเซียงก็ได้หญิงรับใช้ติดตามเฉียนอ๋องประคองเบาๆด้วยท่วงท่าอ่อนโยน ก้าวพ้นบานประตูบานกว้างของห้องโถง หลิวชิงเซียงจึงเหลือบมองด้านข้างริมฝีปากคลี่ยิ้มบางดวงตาวาววับเปี่ยมความยินดี

    ขณะเดินพ้นเฉลียงยาวตำหนักใหญ่อยู่เบื้องหลัง เสียงฝีเท้าสองคู่ดังกึกกักเบาๆ บนทางเดินนั้นหลี่เสวี่ยหันซ้ายขวามองเห็นว่าข้างทางไม่มีทหารยามยืนอยู่ใกล้ๆ จึงเอ่ยเสียงค่อนข้างแข็งออกมา “เกิดอะไรขึ้นกันแน่! บอกความจริงมาเดี๋ยวนี้ทำไมเจ้าถึงบาดเจ็บหนักขนาดนั้น!”

    หลิวชิงเซียงหัวเราะเบาๆพลางเอื้อมมือแตะข้อมือของอีกฝ่าย “เราไปคุยกันระหว่างทางกลับตำหนักเถอะจะได้มีเวลาพูดกันมากขึ้น เดินไปขึ้นเกี้ยวจะพอได้อย่างไร”

    “หืม..ได้อย่างไร?” หลี่เสวี่ยขมวดคิ้ว “เจ้าเดินมาทั้งวันแล้วยังจะเดินกลับอีกหรือ?”

    หลิวชิงเซียงยิ้มกว้างใบหน้าเปล่งประกายราวแสงแดดในยามเหมันต์ “ไหวสิ! แล้วถ้าข้าบอกว่าจะเดินกลับเจ้าคิดว่าใครจะกล้าว่าอะไร? ก็ข้าอยากเดินเล่นเจ้าไม่อยากช่วยประคองข้ากลับหน่อยหรือ?”

    หญิงสาวอีกคนถอนใจอย่างหนักใจเหลือบตามองท้องฟ้าแล้วก็พึมพำคล้ายบ่น “กลับมาเป็นเจ้าคนเก่าอีกแล้ว..คนที่ไม่สนกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น” แต่ขณะเดียวกันสีหน้าเคร่งเครียดของหลี่เสวี่ยก็ค่อยๆ ผ่อนลง ใบหน้าซีดเงยขึ้นมามองอีกฝ่ายเล็กน้อยแววตาที่ซ่อนอยู่ใต้ขนตาเปียกวาวขึ้นอย่างยากจะปิดบัง “ก็อย่างเจ้าว่าใครจะกล้ามาว่าอะไรหลี่ผินในเวลานี้”

    ยามแสงแดดลาดลงกระทบพื้นหินกรวดที่ปูเรียบเรียงอย่างประณีตตลอดทางเดินกลับตำหนักฟู่ตงเงาร่มของแนวต้นหลิวที่ปลูกเรียงรายด้านข้างทอดยาวจนดูราวภาพวาดหญิงสาวสองคนที่เดินเคียงกัน

    หลิวชิงเซียงแม้จะไม่จำเป็นต้องมีผู้ประคองแล้วแต่อย่างไรก็ยอมให้อีกฝ่ายจับแขนไว้แน่นดวงหน้าขาวที่มีเลือดฝาดเล็กน้อยยามนี้ดูอ่อนลงหลังผ่านการสนทนาในตำหนักใหญ่ “อาการของเจ้าขณะนี้เป็นอย่างไร” หลี่เสวี่ยเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นก่อนน้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงหา

    หลิวชิงเซียงยกยิ้มบาง“ดีขึ้นมากแล้ว ได้เจอเจ้าข้ายิ่งมีความสุข”

    “ข้าหมายถึงอาการบาดเจ็บ ไม่ใช่อารมณ์” หลี่เสวี่ยแสร้งเอ็ดเบาๆแต่สายตากลับละมุนละไม

    หลิวชิงเซียงหัวเราะในลำคอก่อนจะพยักหน้า“ดีขึ้นเกือบหายเป็นปลิดทิ้งเดินเองได้ คงอีกไม่นานจะเหมือนเดิมเสียที แล้วเจ้าเล่า?”

    “เช่นนั้นก็ดี” หลี่เสวี่ยก้มมองพื้นพลางกล่าวต่อ “ที่เมืองหลวงแม้จะเริ่มหนาวแต่ไม่ลมแรงเหมือนซาเฟิง อาการข้าก็ไม่กำเริบมาสองเดือนแล้วขอบคุณฟ้าดินและคุณชายโม่ด้วย”

    “เขาดูแลเจ้าอย่างดีใช่หรือไม่?”

    “เขาดูแลข้าอย่างดีป่วยก็เรียกหมอทันที ไม่ป่วยก็ให้ทานยาบำรุง หมอที่นี่ต่างก็มีฝีมือกันทั้งนั้น”

    หลิวชิงเซียงได้ยินดังนั้นพลันจิตใจก็สะท้อนสะเทิน ราวระลอกคลื่นในบ่อเงียบ “เช่นนั้นเจ้าควรมาที่เมืองหลวงเสียตั้งแต่แรกแล้วเสวี่ยเอ๋อร์” เสียงนางอ่อนลงอย่างไม่ตั้งใจ “หากเจ้ามาเร็วกว่านี้ ไม่แน่..โรคประจำตัวของเจ้าอาจไม่กำเริบจนต้องทนทุกข์ถึงเพียงนี้ก็เป็นได้”

    หลี่เสวี่ยยิ้มนิดๆคล้ายจะปลอบใจอีกฝ่ายมากกว่าปลอบตน “อย่าเสียดายไปเลยได้มาก็มาแล้ว ตอนนี้อาการดีขึ้นมากแล้ว นั่นก็เพียงพอ” นางเงยหน้ามองหลิวชิงเซียงตรงๆ แล้วเอ่ยต่อ“เรื่องของข้าเจ้าก็ฟังแล้วเช่นนั้นเรื่องของเจ้าล่ะ เล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่?”

    ฝีเท้าของหลิวชิงเซียงชะงักลงเล็กน้อยเพียงเสี้ยวลมหายใจ มือที่วางบนแขนเสื้อของอีกฝ่ายบีบแน่นขึ้น ดวงหน้าที่มีรอยยิ้มเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา“เรื่องของข้า..มันซับซ้อนกว่าที่คิดนัก” เสียงนางเบาและลึก

    นางหยุดเดินตรงข้างศาลาเล็กที่มีเถากุหลาบปีนพันสีส้มเข้มของกลีบดอกตัดกับใบสีเขียวเข้มอย่างโดดเด่นทอดสายตามองภาพตรงหน้าแล้วถอนหายใจยาว “ก่อนหน้านั้นตอนที่ข้าจะตัดสินใจหนีออกจากวังเพื่อหาเจ้าแต่ผลคือทำไม่สำเร็จ ตอนนั้นข้ามั่นใจว่าเรื่องทั้งหมดสิ้นสุดแล้วไม่มีอะไรซ่อนอยู่ใต้บัลลังก์อีก..” นางเว้นจังหวะ “แต่หลังจากเหตุการณ์ในพิธีล่าสัตว์..ข้าจำต้องคิดใหม่”

    คำพูดของหลิวชิงเซียงทำให้หลี่เสวี่ยชะงักดวงตากลมเบิกกว้างขึ้น เผลอจับมืออีกฝ่ายแน่นโดยไม่รู้ตัว “เจ้าหมายความว่า สิ่งที่คุณชายโม่สงสัยมันมีมูลจริงหรือ?”

    หลิวชิงเซียงพยักหน้าเงียบๆแทนคำตอบ บรรยากาศรอบข้างคล้ายเย็นลงเล็กน้อยเงาไม้โยกไหวตามจังหวะก้าวเท้าของพวกนางที่เริ่มเดินต่อ

    “เจ้าได้ยินเรื่องภายในราชสำนักว่าอย่างไรบ้างเกี่ยวกับการหายไปของฮ่องเต้และข้า” หลิวชิงเซียงถามบ้างสีหน้ายังคงสงบนิ่ง

    หลี่เสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย“ข้าก็ได้ยินว่าหลี่ผินพลัดหลงจากขบวนพร้อมฝ่าบาทแล้วยอมแลกชีวิตกับนักฆ่าเพื่อปกป้องพระองค์ แต่ฟ้ายังเข้าข้างรอดมาได้”

    หญิงสาวผู้ครองตำแหน่งหลี่ผินส่ายหน้าเบาๆแล้วเอ่ยอย่างราบเรียบ “ความจริงแล้วไม่ใช่เลยเป็นเขาต่างหากที่เป็นฝ่ายปกป้องข้าชีวิตของข้าหรือจะเทียบได้กับชีวิตของผู้ครองแผ่นดิน?” หลิวชิงเซียงหยุดมองท้องฟ้าที่มีเมฆขาวลอยผ่านแล้วถอนใจ“แต่จะให้เปิดเผยเรื่องนี้เจ้าคิดว่าเหมาะหรือ บางเรื่องถูกปกปิดไว้เพราะมันควรเป็นเช่นนั้น”

    “เหมือนข้ากำลังถูกแยกเป็นสองส่วน” นางเอ่ยเบาๆ แต่ลึกซึ้ง “เขายืนหยัดสู้ เคียงข้างข้าไม่ทอดทิ้ง เป็นบุญคุณที่ข้าต้องตอบแทน” หลิวชิงเซียงก้มหน้าลงเปรยตามองหลี่เสวี่ย “แต่เฉียนอ๋องก็ช่วยเจ้าในยามยากครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นกันบุญคุณของเขาที่มีต่อเจ้าข้าก็ต้องรับผิดชอบ”

    คำพูดสุดท้ายของหลิวชิงเซียงนั้นแม้กล่าวด้วยน้ำเสียงเบา หากแต่สะท้อนในใจหลี่เสวี่ยราวระฆังดังนางนิ่งงันไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเบาๆ “บุญคุณยิ่งใหญ่ของคนสองคนหากจะตอบแทนทั้งหมดนี้มิใช่เพียงเรื่องของบุญคุณเท่านั้นสุดท้ายก็ต้องพอจะรับผลที่ตามมาได้ด้วย”

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน