แป้งสาลีจำนวนมากที่ฟุ้งอยู่รอบๆ เกล็ดงูบวกกับธงที่ปักไว้บนพื้นทำให้เกิดสถานที่อับชั่วคราว เมื่อแป้งสาลีที่ได้แต่ฟุ้งอยู่ในพื้นที่อับพบกับแรงระเบิดเข้าก็ให้เกิดแรงระเบิดที่รุนแรงมหาศาลขึ้น แรงระเบิดนั้นรุนแรงชนิดที่ธงทั้งสี่แหลกสลายเป็นผุยผงเพราะไม่สามารถกับแรงระเบิดไว้ได้ คาทาริน่าที่ตอนนี้ยังคงไร้รอยขีดข่วนกับชายผมแดงซึ่งตอนนี้ยังคงไม่รู้ผลแพ้ชนะต่างพากันหยุดมือ แล้วพากันมองแรงระเบิดที่พื้นด้วยความตื่นตะหนกพูดพึมพำออกมา
“นี่มันอะไรกันทั้งที่มีพลังทำลายระดับนี้แต่กลับไม่รับรู้ถึงเวทย์มนต์เลย”
ด้านชายผมแดงก็มีสีหน้าตรึงเครียดไม่น้อยเพราะเขามัวแต่เพ่งความสนใจไปที่คาทาริน่า เมื่อหันกลับมาที่สถานการณ์เบื้องล่างกลับพบว่าเลวร้ายกว่าที่เขาคิด ริคตอนนี้อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถทำอะไรได้อีก ส่วนเอ็นวี่นั้นแม้เขาจะมั่นใจในความแข็งของเกล็ดของนาคราชสามเศียรแต่กับแรงระเบิดระดับนี้ต่อให้ไม่ตายก็คงบาดเจ็บไม่น้อย เขาหันไปมองร่างเตี้ยเล็กที่มองการระเบิดอยู่นิ่งๆ
‘ทุกอย่างนี้นี่เป็นฝีมือของเจ้านั่น?’
ชายผมแดงรีบหันไปถามคาทาริน่าว่า
“ไอ้หมอนี่มันเป็นใคร”
ทว่าในใจของเธอนั้นกลับหมุนวนราวพายุ
‘สามารถสร้างพลังทำลายระดับนี้โดยไม่ต้องพึ่งพาเวทย์มนต์ ไม่สิไม่ใช่ตั้งแต่เริ่มต่อสู้คนๆ นี้ใช้เวทย์มนต์อะไรบ้างนอกจากเวทย์เร่งความเร็ว’
คาทาริน่าสืบข้อมูลของคนนี้ทุกอย่างเท่าที่หาได้ทำให้ทราบว่าที่ผ่านมามีอาชญากรมากมายที่ต้องตายเพราะถูกคนๆ นี้ล่าค่าหัว ซึ่งคนเหล่านั้นต่างก็ล้วนเป็นคนที่ใพลังเวทย์สูงทั้งยังมีเวทย์มนต์ที่ทรงพลังทั้งสิ้น คาทาริน่าสงสัยว่าถ้าคนๆ นี้ใช้แค่สิ่งที่เขามีในคืนนี้ในล่าค่าหัวล่ะก็นั่นก็พรั่นพรึงเกินไปแล้ว อาวุธที่คล้ายปืนไฟของพวกคนแคระแต่เหนือกว่าในทุกๆ ด้าน วิชาดาบที่อาศัยแค่การเคลื่อนไหวของร่างกายโดยไม่ต้องมีเวทย์มนต์มาเกี่ยวข้อง การก้าวเท้าแปลกๆ ที่ดูเหมือนธรรมดาแต่สามารถหลบหลีกการโจมตีได้ ทั้งยังสามารถสร้างแรงระเบิดขนาดนี้ได้โดยไม่ต้องใช้เวทย์มนต์ ในวันนี้ตอนที่เธอพบว่าเขาจงใจจะหนีพวกเธอมาโดยตลอด เธอคิดว่ามันอาจเป็นการเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง ต่อมาเธอก็คิดว่าเขาคงต้องการของชิ้นเดียวกับพวกเธอแต่ตอนนี้เธอเริ่มรู้แล้วว่ามันไม่ใช่
พลังที่นอกเหนือจากเวทย์มนต์ที่สามารถสังหารผู้ใช้เวทย์มนต์ได้ ถ้าพลังนี้เป็นสิ่งที่ใครก็ใช้ได้ล่ะก็หากทางศาสนจักรรู้เข้าคงได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มคนนอกรีตแบบเดียวพ่อมดแม่มดแน่
เออร์วินมองการระเบิดตรงหน้าพลางคิดในใจว่า
‘เป็นดอกไม้ไฟที่อลังการดีนะ’
ส่วนริคนั้นมองการระเบิดนั้นด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดก่อนจะหันมามองร่างเตี้ยเล็กด้วยใบหน้าของกริฟฟินแต่ความอาฆาตนั้นกลับเผยออกมาชัดเจน
“แก!!! ข้าสาบานว่าจะไม่เอาแกไว้แน่ข้าจะตามล่าตัวแกไปแล้วจับแกฉีกเป็นชิ้นๆ...”
เออร์วินเมินคำพูดของอีกฝ่ายรอจนควันระเบิดเริ่มจางหายได้กลิ่นเนื้อไหม้โชยออกมา จนในที่สุดเมื่อควันเริ่มจางจนหมดก็เผยให้เห็นร่างขนาดใหญ่ของงูยักษ์ที่ตอนนี้ทั้งสามหัวห่างก็นอนโรยริน เกล็ดหลายอันหลุดออกมาเผยให้เห็นเนื้อสีแดงที่บางจุดก็มีรอยไหม้ เกล็ดส่วนใหญ่เต็มไปด้วยรอยร้าวยากจะหาเกล็ดที่สมบูรณ์ เออร์วินที่ได้เห็นภาพนี้ก็ถอนหายใจออกมาพูดในใจด้วยความรู้สึกเสียดายว่า
‘กลับไปต้องไปแปลงศิลปะการต่อสู้กระบองกาลีให้เป็นเลขฐานสองแล้วบันทึกลงในลูกแก้วความทรงจำอีกรอบสินะ’ แค่คิดถึงสิ่งที่เขาจะต้องกลับไปทำก็รู้สึกล้าแล้ว แต่พอเงยหน้ามองก็พบว่าทั้งชายผมแดงและอัศวินศักดิ์สิทธ์หญิงคนนั้นต่างหยุดสู้กันแล้วมองมาที่เขา ‘ยุ่งยากฉิบจ้องกันแบบนี้ก็แอบชิ่งกลับบ้านไม่ได้กันพอดีน่ะสิ’
เออร์วินคิดในใจก่อนจะเดินไปที่ร่างของงูยักษ์ที่กำลังนอนรวยรินโดยเดินไปที่หัวกลาง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นจับดาบด้วยสองมือยกดาบขึ้นเหนือศีรษะเดตรียมจะฟันลงไป
ริคที่เห็นดังนั้นก็รีบร้องว่า
“เห้ยหยุดนะอย่าฆ่าเขาถ้าจะฆ่าก็ฆ่าฉันแทนเถอะของร้องล่ะได้โปรด”
เออร์วินไม่สนใจแต่ใบหน้าภายใต้หน้ากากของเขานั้นยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนจะฟันลง เสี้ยววินาทีก่อนที่ดาบจะฟันลงนั้นชายผมแดงที่จับตามองเขาอยู่ก่อนแล้วก็พุ่งลงมาพร้อมกับกางกรงเล็บหมายปลิดชีพอีกฝ่ายก่อนที่ดาบเล่มนั้นจะจบชีวิตของเอ็นวี่ ในเวลานี้เขาไม่สนเรื่องของชิ้นนั้นแล้วเน้นรักษาชีวิตของพวกพ้องไว้ก่อน คาทาริน่าที่ต้องการทำภารกิจที่ได้รับมาให้สำเร็จลุล่วงย่อมไม่ยอมให้ชายผมแดงสังหารเออร์วินจึงตวัดดาบขวางเขาไว้ ทำให้ชายผมแดงต้องถอยออกมา เมื่อก้มลงไปมองพบว่าอีกฝ่ายยังไม่ลงดาบเพียงแค่เหลือบมองมายังพวกตนเงียบๆ
ชายผมแดงเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ลงดาบสังหารก็รู้สึกโล่งอกทว่าเขากลับรู้สึกได้ถึงมีใครบางคนเดินออกจากป่าที่มืดมิดนั้น คาทาริน่าเองก็เช่นกันเธอหันไปมองพบเห็นเป็นคนๆ หนึ่งเดินออกมาอย่างช้าๆ พอเพ่งตามองก็พบว่าเป็นชายชราคนหนึ่งแม้ว่าเขาจะชราแล้วแต่ทุกการก้าวเดินของเขานั้นหนักแน่นและมั่นคง คาทาริน่าคุ้นเคยกับชายคนนี้เป็นอย่างดี
“ท่านมาร์ควิสราฟาเอล?”
ชายชราคนนั้นทาบฝ่ามือกับอกขวาค้อมกายให้เธออย่างสุภาพ
“ขอให้ข้าได้แสดงความภักดีต่อศาสนจักรด้วยเถิด”
คาทาริน่าพยักหน้า
“ฝากจัดการคนๆ นั้นด้วยท่านมาร์ควิสเดี๋ยวข้าจะรับมือคนๆ นี้เอง”
ชายผมแดงที่ได้ยินทั้งสองคนโต้ตอบกันก็เริ่มรู้ว่าสถานการณ์ฝ่ายคนไม่สู้ดี เพราะในตอนนี้มีเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่สู้ได้ ขณะที่คิดว่าจะหาทางแก้ปัญหายังไงดีเพราะตอนนี้เขาไม่หวังที่จะได้ของชิ้นนั้นไปแล้วแต่หวังแค่พวกพ้องมีชีวิตรอดกลับไปก็พอ
เออร์วินตอนนี้ก็กำลังมึนงงไม่รู้ว่าตาแก่คนนี้เป็นใครและโผล่มาได้ยังไง เมื่อครู่เขาอุตส่าทำเป็นว่าจะฆ่าเจ้างูยักษ์เพื่อให้สองคนนั้นกลับมาตีกันอีกรอบจะได้หาจังหวะชิ่งหนี แต่สองคนนั้นไม่ทันกลับมาตีกันกลับมามีตาแก่นี่โผล่มาเสียอย่างนั้น เออร์วินจ้องมองตาแก่คนนั้นเมื่อครู่เขาได้ยินอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนั้นเรียกตาแก่ว่ามาร์ควิสราฟาเอล พอลองค้นในความทรงจำดูก็นึกออกได้อย่างรวดเร็วว่าตาแก่คนนี้แท้จริงแล้วเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในป้อมปราการแอสทราวิน ในสงครามที่อาณาจักรดราโกวิชบุกมีที่ไพร์ล็อกหนึ่งในกำลังสำคัญก็คือมาร์ควิชราฟาเอลผู้นี้ เพียงแต่ว่าในตอนนั้นไพร์ล็อกกลับมีขุนพลที่ไม่ด้อยไปกว่ากันนามว่าเอเดรียน กว่ากันว่าทั้งสองคนปะทะและต่อสู้กันหลายครั้งแต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่จะรู้ผลแพ้ชนะได้ ซึ่งตอนนั้นมาร์ควิสราฟาเอลผู้นี้ก็ทึ่งไม่น้อยเมื่อพบว่าเมืองเล็กแห้งนี้กลับมีจอมเวทย์ระดับนี้อยู่
เออร์วินพบว่าเขาเองก็จ้องมองมาที่ตนเช่นกันก่อนจะชูมือขึ้นฟ้า ทันใดนั้นก็มีวงแหวนเวทย์ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะเขา จากนั้นก็มีบางสิ่งที่มีขนาดใหญ่โผล่ออกมาจากกวงแหวนเวทย์นั้นเริ่มจากหมวกเกราะขนาดใหญ่ยักษ์ตามได้ชุดเกราะหนาเตอะจนถึงเอวแล้วก็หยุดลง
เออร์วินมองร่างในชุดเกราะนั้นพบว่ามันใหญ่มากถ้าร่างนี้โผล่ออกมาทั้งตัวล่ะก็นึกไม่ออกเลยว่าจะใหญ่ขนาดไหน ทั้งหมวกเกราะทั้งเการะที่ใส่ล้วนหนาและเต็มไปด้วยริ้งรอย ที่ด้านหลังมีดาบเล่มใหญ่สะพายอยู่ ร่างใหญ่ยักษ์นั้นร่ามขยับช้าๆ จนมาอยู่ในท่ากวางนิ้งทั้งหน้าชูขึ้นฟ้าเช่นเดียวกับมาร์ควิสราฟาเอล
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจของเออร์วินพร้อมกับชายผมแดงที่กำลังหลยดาบยักษ์ของคาทาริน่าพูดออกมาว่า
“เวทย์อัญเชิญร่างครึ่งเงา”
คำพูดของเขาทำให้คาทาริน่าต้องหันกลับไปมอง เธอพบว่าเป็นเวทย์อัญเชิญร่างครึ่งเงาจริงๆ ด้วย ในทวีปอาร์เคนัสนั้นมีเวทย์อัญเชิญหลากหลายแบบเวทย์อัญเชิญร่างครึ่งเงาก็เป็นหนึ่งในนั้น เพียงแต่ว่าเมื่อเทียบกับเวทย์อัญเชิญที่พบเห็นได้ทั่วไปแล้วเวทย์อัญเชิญร่างครึ่งเงาแบบที่มาร์ควิสใช้นั้นจัดได้ว่าหาได้ยากยิ่ง ทว่าเมื่อได้เห็นการตั้งท่าจองมาร์ควิสราฟาเอลที่กางนิ้วทั้งห้าชูมือขึ้นฟ้าแล้วความคิดบางอย่างก็ปรากฏขึ้นในหัว เธอรีบร้องว่า
“เดี๋ยวก่อนท่านมาร์ควิส...”
เธอพูดยังไม่ทันขาดคำมาร์ควิสราฟาเอลก็ตบฝ่ามือลงมือส่วนร่างอันเชิญที่เขาอัญเชิญมานั้นก็ทำตามทุกระเบียดนิ้วมันตบฝ่ามือใหญ่ยักษ์ที่หุ้มไปด้วยชุดเกราะลงมาที่พื้นซึ่งตำแหน่งที่โดนตบลงมานั้นก็มีเออร์วินกับร่างที่รวยรินของงูยักษ์ ฝ่ามือที่ตบลงมานั้นแม้มีขนาดใหญ่แต่ความเร็วเทียบเท่ากับฝ่ามือของมาร์ควิสราฟาเอลที่ตบลงมา ในขณะที่ชายผมแดงรีบสร้างลูกไฟออกมาหนึ่งลูกแล้วลูกส่งมันไปที่ร่างของนาคราชสามเศียรหวังว่ามันจะช่วยฟื้นฟูร่างกายไม่ให้ถูกฝ่ามือยักษ์นั้นตบจนตาย
เออร์วินที่เห็นฝ่ามือใหญ่ตบลงมาก็ตั้งใจจะใช้ย่างก้าวเงาพูดหนีออกมาแต่ทันทีที่เขาขยับกลับพบว่าขาข้างหนึ่งถูกมือของใครบางคนจับไว้ให้ไม่สามารถขยับไปไหนพอก้มมองกลับต้องตกใจเมื่อพบว่ามือนั้นมันโผล่ออกมาจากเงาของเขา
“เวทย์นี่มันรึว่า?”
เขาคุ้นเคยกับเวทย์มนต์นี้เป็นอย่างมากเพราะเป็นเวทย์ที่เรเวนใช้อยู่เป็นประจำ เออร์วินไม่สนว่าผู้ใช้เวทย์นี้เป็นใครเพราะตอนนี้เขาต้องเอาตัวเองให้รอดจึงยกดาบขึ้นหมายจะตัดมือข้างนั้น แต่ไม่ทันที่เขาจะได้ลงมือกลับได้ยินเสียงแว่วที่ข้างหูว่า
“ได้โปรดยั้งมือก่อนเธอคือเรเวนที่มาเพื่อช่วยเจ้าชายขอรับ”
ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้นเออร์วินก็แข็งทื่อไปทันทีเพราะเขาจำเสียงนั้นได้ว่ามันเป็นเสียงของบารอนเอเดรียน หนึ่งในขุนนางที่ไม่เคยแสดงท่าทีดูถูกเหยีดหยามเขาแม้แต่แสดงความดูแคลนก็ไม่เคย
‘บารอนเอเดรียนอยู่แถวนี้? เดี๋ยวก่อนเขาเรียกเราว่าเจ้าชายหรือว่าเขาจะ...’
คิดได้เพียงเท่านี้มือยักษ์นั้นก็ห่างจากศีษะของเออร์วินเพียงไม่ถึงสามเมตร เรเวนโผล่ออกมาจากเงาของเขากอดตัวเขาไว้แน่นจนหน้าที่สวมหน้ากากของเออร์วินจมลงไปในร่องอกของเธอครึ่งหนึ่งก่อนที่ทั้งเธอและเออร์วินจะจมหายลงไปในเงา ตอนนี้รัศมีที่ฝ่ามือยักษ์นั้นจะตบฟาดลงมาเหลือเพียงร่างของงูยักษ์ที่ตอนนี้ทั้งร่างลุกโชนด้วยเปลวเพลิง ทันทีที่ฝ่ามือยักษ์ตบฟาดลงผืนดินถึงกับสะเทือนเลื่อนลั่นมีคลื่นกระแทกออกมาไปยังป่าโดยรอบ นับจากเวลาที่มาร์ควิสราฟาเอลเรียกร่างยักษ์ออกมาแล้วตบฝ่ามือลงบนพื้นใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น
คาทาริน่านิ่งค้างไปในทันทีตอนนี้เบาะแสเพียงหนึ่งเดียวคงแบนอยู่ใต้ฝ่ามือนั่น ระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนกลายเป็นไร้ค่าทันที
ย้อนเวลากลับไปเล็กน้อย ในป่าที่ไม่ไกลจากบริเวณที่มีการปะทะกันเท่าไหร่นัก โทมัสถือลูกแก้วลูกหนึ่งตัวลูกแก้วส่องแสงไปยังบนต้นไม้ใหญ่ก่อให้เกิดภาพเป็นวงกลมภายในวงกลมนั้นแสดงเหตุการณ์ในบริเวณทุ่งกว้างที่อยู่ไม่ไกลจากด้านหน้าพวกเขา พระราชาอัลเฟรด บารอนเอเดรียน พัศดีเบลน เกรซ ออกัส ไลลา ต่างก็มองดูเหตุการณ์ที่ลูกแก้วฉาย ลูกแก้วนี้เดิมทีเป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่อาร์ติแฟกต์แต่ราคาของมันก็ใช่ย่อย โดยมันจะเป็นลูกแก้วคู่แฝดวิธีใช้คือนำลูกแก้วลูกหนึ่งลูกไปวางไว้ที่ใดที่หนึ่งจากนั้นถ่ายพลังเวทย์ลงในลูกแก้วอีกลูก ลูกแก้วที่ได้รับการถ่ายพลังเวทย์จะฉายภาพในบริเวณของลูกแก้วอีกลูกหนึ่งมา จัดว่าเป็นอุปกรณ์เวทมนต์ที่เหมือนจะมีประโยชน์ในการสอดแนมของกองทัพ ที่ใช้คำว่าเหมือนนะก็เพราะว่าการเชื่อมต่อของลูกแก้วทั้งสองลูกนี้มีข้อเสียคืออยู่ที่ระยะ ถ้าระยะห่างของลูกแก้วทั้งสองลูกนั้นไกลเกินไปการเชื่อมต่อก็จะถูกตัดขาดไม่สามารถฉายภาพขอลูกแก้วอีกลูกหนึ่งได้
พวกเขาจ้องมองเหตุการณ์ถึงตอนที่เห็นว่ามือยักษ์ขนาดใหญ่ตบลงมาแล้วภาพก็ดับวูบไป
ออกัสพูดด้วยสีหน้าทีเคร่งเครียด
“อัศวินศักดิ์สิทธิ์นี่เก่งอย่างที่ลือเลย”
กลับเป็นบารอนเอเดรียนที่พูดขึ้นว่า
“แค่นี้ก็ตกใจแล้วเหรอพลังของอัศวินศักดิ์ไม่ได้มีเพียงแค่นี้หรอก”
ออกัส ไลลา แล้วก็โทมัสต่างทำหน้าไม่อยากเชื่อ เพราะจากความสามารถที่อัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงคนนั้นแสดงออกมาสำหรับพวกเขาแล้วก็รู้สึกทึ่งในความแข็งแกร่งของเธอเป็นอย่างมาก และยอมรับว่าหากพวกเขาเป็นคู่ต่อสู้ของเธอคงไม่มีทางชนะได้เลย โดยเฉพาะการได้เห็นเธอเกือบจะปลิดชีพนาคราชสามเศียรได้อย่างง่ายดายด้วยแล้วทำให้รู้ว่าพวกเขานั้นอยู่คนละระดับกับเธอ แต่บารอนเอเดรียนกลับบอกว่าไม่ได้มีเพียงแค่นี้
“ที่การต่อสู้มันยืดเยื้อขนาดนี้เป็นเพราะว่าเธอไม่ได้ต้องการชีวิตเจ้าชาย สิ่งที่เธอต้องการคือของที่เจ้าชายครอบครอง ทำให้เธอไม่สามารถแสดงพลังที่แท้จริงของเธอออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่อย่างนั้นทั้งเจ้าชาย เจ้ากริฟฟิน แล้วก็เจ้างูยักษ์สามหัวนั่นคงได้กลายเป็นศพทันทีที่เธอต้องการ”
พวกออกัสต่างพาสูดลมหายใจกันอย่างหนาวเหน็บ กลับเป็นพระราชาอัลเฟรดตรัสขึ้นว่า
“เป็นแบบนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องดีให้เจ้าตัวแสบนั่นได้รู้จักความแข็งแกร่งระดับนี้เอาไว้ คราวนี้จะได้ไม่ทำอะไรโง่ๆ แบบนี้อีก”
จบคำที่เงาของต้นไม้ต้นหนึ่งก็มีร่างสองร่างโผล่มาในลักษณะที่กำลังกอดกันอยู่ เป็นเรเวนที่กำลังกอดร่างเตี้ยเล็กจนใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขาจมลงไปในร่องอกของเธอ หลังจากที่โผล่มาเขามีอาการมึนงงสักพักก่อนจะตกใจแล้วรีบผละออกจากหน้าอกเธอจนล้มก้นจ้ำเบ้าอีกรอบ เขารีบลุกขึ้นกลับต้องตกในเมื่อพบว่า
‘ท่านพ่อ! ทำไมมาอยู่ที่นี่นี่ได้ แล้วยัง…’ เขากวาดสายตาไปรอบๆ ‘บารอนเอเดรียนอยู่ที่นี่จริงด้วย แถมออกัสกับไลลาก็อยู่กันครบชุดเกรซเองก็ด้วย แล้วตาลุงขี้เมานั่นเบลนไม่ใช่รึใครกันที่สามารถลากตาลุงนั่นออกมาจากคุกได้เนี่ย แล้วไอ้เนิร์ดหัวทองนั่นมันใครกันน่ะ ทำไมทุกคนมาโผล่กันที่นี่ได้คงไม่ใช่ว่ารู้ความลับของเราแล้วหรอกนะ’
คำถามมากมายโผล่ขึ้นมาในหัวของเออร์วินแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือคำพูดจากพ่อของตนว่า
“ในเมื่อได้เจ้าตัวแสบมาแล้วก็กลับกันเถอะ”
พระราขาอัลเฟรดตรัสขึ้นพร้อมกับล้วงตราที่มีสัญลักษณ์กุหลาบสีทองออกมา เออร์วินมองตรานั้นด้วยความฉงนเพราะเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร กลับเป็นเรเวนที่มองตรานั้นด้วยความรู้สึกซับซ้อนปนหนักอึ้ง กุกลาบสีทองบนตรานั้นทำการส่องแสงสว่างพร้อมกับมีตราสีทองปรากฏที่บนพื้น ตรานั้นสว่างวาบขึ้นแล้วก็ก็ดับไปพร้อมกับการหายไปของทุกคนโดยไม่หลงเหลือร่องรอยอะไรไว้