ผีเสื้อลายมังกร

    ภาคที่ 2 บทที่ 4 ฮูหยินของโจรป่า

    เฉินตงไม่คาดคิดว่าการลักลอบเข้าไปสืบหาความเคลื่อนไหวของอู๋ซีในหนนี้จะพบเรื่องไม่คาดฝันหลายอย่างนอกจากจะพบอู๋ซีตระเตรียมสรรพกำลังจนพร้อมแล้ว แม้แต่กองกำลังเมฆขาวก็ขยับตัวให้เห็นแล้ว

     

                ความสงบในช่วงเวลาสองปีกำลังจะจบลงสงครามครั้งใหม่กำลังปะทุขึ้น อาจรุนแรงราวพายุใหญ่โหมซัดกลางทะเลใหญ่จนยากจะคาดเดาผลที่ตามออกมา

     

                ไม่เพียงสองกองกำลังซึ่งเป็นปรปักษ์พร้อมห้ำหั่นและไม่อาจยืนอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันได้ยังมีใครบางคนซ่อนตัวรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดอีกต่างหาก

     

                โจรป่าหนุ่มหยุดความคิดไว้เพียงเท่านั้นเมื่อเห็นทิวเขาสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ก้อนเมฆสีขาวใหญ่บ้าง เล็กบ้างลอยอยู่เบื้องบนแดดจ้า มีลมเย็นพัดผ่านใบหน้า จนเมื่อมองเห็นถนนทอดยาวอยู่เบื้องหน้าความสงบเย็นบังเกิด มือกุมบังเหียนให้ม้าเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆมองต้นไม้เรียงตัวเป็นแนวยาว ได้กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าฟุ้งเข้าจมูกแม้จากไปไม่นานนัก แต่รู้สึกคิดถึงและผูกพันถึงดินแดนอันเป็นที่ตั้งของ “ป่าสำราญ”แทบทุกลมหายใจ เพราะที่นี่คือบ้านและแหล่งพักพิงสุดท้าย

     

                เพราะไม่ใช่เป็น “บ้าน”ใช้เพียงหลับนอน กินข้าว แต่ยังหมายความถึงผู้คนที่ผนึกรวมเป็นชุมชนใหญ่ เป็น“โจรป่า” ซึ่งคนอื่นเรียกขาน แต่ทั้งหมดเป็นเพียงชาวบ้านผู้รักความสงบมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ผูกผันกับธรรมชาติ ซึ่งมีทั้งต้นไม้ ดอกไม้ สัตว์ป่าและอยู่ร่วมกันได้โดยยอมรับความแตกต่างระหว่างกัน

     

                ทุกคนเป็นส่วนประกอบของคำว่าบ้านในความหมายที่แท้จริงของหัวหน้าโจรป่า

     

                เฉินตงลงจากหลังม้าเดินจูงม้าผ่านสะพานไม้ที่ทอดยาวเหนือลำน้ำได้ยินเสียงน้ำไหล สลับกับเสียงนกร้องอยู่บนท้องฟ้า และเมื่อเดินข้ามฝั่งไป ได้ยินเสียงคนบนหอคอยบนกำแพงส่งเสียงทักชั่วครู่ประตูถูกเปิดออก มีร่างของคนผู้หนึ่งเดินออกมา เป็นชายหนุ่มร่างท้วมใบหน้าสี่เหลี่ยม กำลังฉีกยิ้มกว้าง

     

                “อาฉางเป็นยังไงบ้าง” หัวหน้าโจรป่าเอ่ยทัก

     

                เจ้าของชื่อยื่นมือมารับบังเหียนแล้วเดินนำไปพลางพูดทักทายชาวบ้านที่ยืนอยู่หน้าบ้านตัวเอง

     

                “ทุกอย่างเรียบร้อยดีคนของเราฝึกฝนตามที่ท่านพี่กำชับทุกวันและส่งคนของเราไปสืบข่าวของกองกำลังอื่นตลอดเวลา”

     

                หัวหน้าโจรป่าพึงพอใจกับสิ่งที่ได้ยินแม้ป่าสำราญไม่ใช่กองกำลังใหญ่โตและพยายามแยกตัวมาจากความขัดแย้งทั้งมวลแต่จะไม่เตรียมตัวรับความเปลี่ยนแปลงก็คงไม่ได้ในฐานะผู้ปกครองของป่าสำราญ มีคนมากมายซึ่งต้องรับผิดชอบ นอกจากเด็กหนุ่มชายฉกรรจ์ซึ่งถูกฝึกฝน ขัดเกลาสู่เส้นทางนักรบแล้ว ยังมีเด็ก ผู้หญิง คนชรา

     

                “ทุกอย่างดีหมดยกเว้น” อาฉางหยุดชะงักแล้วหันมายิ้มกว้าง

     

                “ยกเว้นอะไร…”

     

                “มีใครบางคนบ่นไม่เลิกบ่นเข้าหูอาฉางทุกวัน เฮ้อ”

     

                เฉินตงขมวดคิ้วครั้งหนึ่งก่อนหัวเราะเสียงดัง แล้วใช้มือเคาะศีรษะคนพูด

     

                “บังอาจนัก”

     

                “อูยย์” อาฉางเอามือกุมหัวแล้วแยกเขี้ยวใส่ “ทีหลังจะไปไหนก็บอกฮูหยินไว้ก่อนสิพี่เฉินก็รู้อยู่ว่านางเป็นห่วง และอีกอย่างช่วงนี้ไม่ปกติเสียด้วย”

     

                “ยังไง”

     

                “ฮูหยินเฉิน อยากกินอะไรแปลกๆนะสิ บ่นอยากขุดเผือก ขุดมันมากิน วันก่อนบอกว่าจะพาเด็กๆ ไปขุดดินในทุ่งนาโน่นหรืออยากกินดินแทนข้าวเสียก็ไม่รู้”

     

                เฉินตงนึกขำในใจเมื่อได้ยินคนสนิทบ่นกระปอดกระแปดแต่ก็เห็นใจอาหลิงอยู่เหมือนกัน พอตั้งครรภ์ก็ไม่มีสามีคอยอยู่เคียงข้างตัวนางเองเข้ามาอยู่ในป่าสำราญพร้อมกับเด็กอีกหลายคนหลังจากหลบหนีการไล่ฆ่าในหมู่บ้านเซียงอู่เมื่อสองปีก่อนครั้งนั้นชาวบ้านโดนฆ่าล้างหมู่บ้าน คนที่เหลือหากไม่กำพร้าพ่อแม่ ก็กลายเป็นเด็กไร้ญาติขาดมิตรกว่าจะปลุกปลอบตัวเองจนมีชีวิตใหม่ได้อีกครั้งย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

     

                ตัวเขาเองเข้าใจความรู้สึกของคนเหล่านั้นดีเพราะตัวเองก็เป็นเด็กกำพร้าด้วยเช่นกัน

     

                เฉินตงปล่อยให้อาฉางจูงม้าเข้าคอกไปทางซ้ายมือแล้วเดินตรงไปตามถนนสายเล็กจนมาถึงบ้านไม้หลังหนึ่งซึ่งยกพื้นสูงอยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ที่กิ่งก้านแตกขยายออกโดยรอบเห็นเด็กชายสองคนยืนคุยอยู่ตรงบันไดทางขึ้น พอเห็นเขาก็ทำท่าจะส่งเสียงทักทายแต่ชายหนุ่มใช้มือทำสัญญานห้ามไว้เสียก่อน

     

                หัวหน้าโจรป่าเดินขึ้นบ้านผลักประตูออกอย่างแผ่วเบา ไม่อยากให้คนในห้องได้ยินเสียงแต่ถึงอย่างนั้นเมื่อปิดประตูลงหญิงสาวที่นั่งหันหลังอยู่บนโต๊ะไม้หันกลับมามองทันที

     

                “อาหลิง”ชายหนุ่มพูดเสียงสั่น ฝืนยิ้มให้

     

                เจ้าของชื่อหันมาวงหน้ารูปไข่ คิ้วเรียวยาว ปรากฏอยู่ตรงหน้า ดวงตาของนางเบิกกว้างยิ้มกว้างมองเห็นฟันเรียงขาวดุจไข่มุกในท้องทะเลลึก แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นจากนั้นคิ้วงามดั่งคันศรพลันขมวดลง ริมฝีปากเม้มสนิท

     

                นางจ้องมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าครั้งหนึ่งค้อนประหลับประเหลือกแล้วหันหลังกลับ ราวกับว่านั่งอยู่ลำพังคนเดียวในห้องคนอื่นล้วนไม่มีตัวตน

     

                เฉินตงถอนหายใจ เดินเข้าไปใกล้เอามือแตะไหล่ขวา แต่กลับโดนมือของนางปัดออกอย่างไม่ใยดี

     

                “ฮูหยินข้าผิดไปแล้วยกโทษให้ข้าเถิด”

     

                เงียบไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา

     

                หัวหน้าโจรป่าทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งเห็นอาหลิงมีสีหน้าบูดบึ้ง ไม่ยอมสบตา

     

                ชายหนุ่มยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิดออกไปหนนี้เขาไม่ได้บอกกล่าวนางไว้ก่อน แถมเดินทางไปคนเดียว ไม่เคยส่งข่าวกลับมานั่นก็ด้วยเป็นภารกิจลับที่ต้องไปด้วยตัวเองเท่านั้นในการสืบความเคลื่อนไหวของทหารอัศวินดำ

     

                ถ้ายามปกตินางก็คงไม่คิดกระไรนักแต่ในยามตั้งครรภ์อ่อนๆ อย่างนี้ ความน้อยใจ ความระแวง คงแทรกซึมอยู่ภายใน

     

                “ครั้งหน้าจะไม่มีอีกแล้วข้าจะบอกเจ้าก่อนแน่นอน” เฉินตงพูดเสียงแผ่ว กุมแขนฮูหยินเอาไว้อย่างหวาดๆ

     

                อาหลิงขยับเก้าอี้จ้องหน้าครู่หนึ่ง

     

                “คุกเข่า”

     

                เฉินตาเบิกตากว้างไม่แน่ใจว่าหูฝาดไปหรือไม่แต่เห็นนัยน์ตาดุ ริมฝีปากเม้มสนิทของคนตรงหน้าก็รู้ว่าจริงแท้แน่นอน

     

                 “ได้ยินหรือไม่ คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้”

     

                เฉินตงถอนหายใจหันไปมองประตูว่าปิดสนิทลงดีแล้วหรือไม่ก่อนยอมทำตามคำสั่งแต่โดยดี

     

                “ยอมรับผิดหรือไม่”

     

                หัวหน้าโจรป่าอ้าปากหวอ

     

                ฮูหยินของหัวหน้าโจรป่าพลันยื่นหน้ามาใกล้เอามือแตะหน้าท้องตัวเอง

     

                “ข้าเพียงต้องการให้ท่านพี่ขอโทษลูกพ่ออาจเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ มีภารกิจที่ทำเพื่อผู้อื่น แต่อย่างไรก็ไม่ควรละเลยครอบครัวตัวเองท่านพี่อย่าลืมว่าอีกไม่กี่เดือน เด็กคนนี้ก็จะลืมตาดูโลกแล้ว ลูกย่อมอยากเห็นพ่ออยู่ใกล้ๆ”

     

                เฉินตงเงยหน้ามองฮูหยินพูดอะไรไม่ออก

     

                “ท่านจำเป็นต้องดูแลตัวเองให้ดีอย่าใช้ชีวิตสุ่มเสี่ยงเหมือนคนหนุ่มดั่งแต่ก่อน ไม่มีท่านพี่ข้ากับลูกจะอยู่ต่อไปได้อย่างไรทราบหรือไม่”

     

                ประมุขป่าสำราญจนถ้อยคำจะกล่าวนางกล่าวมาทั้งหมดเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องกันไปหมด แม้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำแล้วแต่เขายอมรับว่าชอบทำงานเสี่ยงอันตรายบางครั้งยังตัดสินใจหุนหันพลันแล่น

     

                ตอนนี้เฉินตงไม่เพียงมีชื่อเป็นผู้นำกองกำลังของนักรบป่ายังกำลังจะเป็นพ่อคนอีกด้วย

     

                “อาหลิง”

     

                เฉินตงเรียกชื่อฮูหยินพลางเอาใบหน้าแนบท้องนางรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงดีดดิ้นก้องอยู่ในหัวนึกในใจว่าลูกหากเกิดเป็นชายก็จะสอนให้กล้าหาญ รับผิดชอบ และปกป้องคนอื่น

     

                แต่ถ้าเป็นทารกหญิงก็อยากให้เติบโตเหมือนแม่อาหลิง หญิงสาวจากหมู่บ้านเซียงอู่ สตรีผู้เข้มแข็ง ตรงไปตรงมาและเข้าใจเขายิ่งกว่าผู้ใด

     

    ……………………………………….

     

    “ท่านเจอหลี่มู่ด้วย อย่างนั้นหรือ”

     

                “ใช่ทั้งแม่ทัพหลี่และพวกอัศวินดำนั่นด้วย” เฉินตงตอบ

     

                ทั้งคู่มายืนอยู่ตรงหน้าบ้านมีผู้คนเดินผ่านไปมาตลอดเวลา อาฉางแวะมาคุยพักหนึ่งแล้วหายตัวอไปบอกว่าจะต้องไปดูแลการฝึกฝนคนเพื่อเตรียมรับมือกับทหารอัศวินดำ

     

                “จะเป็นอย่างไรต่อไปจะต้องรบพุ่งกันอีกละหรือท่านพี่”

     

                หัวหน้าโจรป่าพยักหน้าแทนคำตอบกุมมือซ้ายของนางไว้ สถานการณ์ยามนี้หวาดเสียวนักสงครามแตกหักพร้อมปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อแม้แต่มิตรก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นมิตรแท้ที่จับมือร่วมกันได้อย่างสนิทใจหรือไม่ส่วนคู่ปรปักษ์ก็มีขุมกำลังน่าเกรงขามยิ่งนัก แถมผู้นำตัวจริงยังไม่ปรากฏกายออกมา

     

                “ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดมาแล้วข้ามั่นใจว่าพวกเราจะรับมือได้”

     

                เฉินตงเข้าใจดีเหตุการณ์ฆ่าล้างหมู่บ้านเซียงอู่คงยังผนึกแน่นอยู่ในความคิดของนางเช่นเดียวกับเด็กในหมู่บ้านหลายคนซึ่งมาใช้ชีวิตอยู่ในป่าสำราญแห่งนี้ อาหลิงเป็นหญิงสาวที่เข้มแข็งฉลาด และช่วยเหลืองานได้มาก

     

                “ที่ข้าหนักใจที่สุดยังมีคนอีกผู้หนึ่ง”

     

                “ใครกัน”

     

                จะเป็นใครไปได้อีกเล่าจอมมารผู้ชั่วร้ายสังหารหมู่ชาวบ้านซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ปลอมเป็นเจ้าเมืองผู้โอบอ้อมอารีก่อนจะโดนกระชากหน้ากากโดยเด็กหนุ่มคนหนึ่ง

     

                “ศึกครั้งนี้นับว่าตึงมืออย่างยิ่งอยากจะคาดเดาผลบั้นปลายได้” โจรป่ายอมรับ

     

                “สองปีแล้วสินะนี่หากว่า…”

     

                 “เป็นไปไม่ได้หรอกอาหลิง เพื่อนของเจ้าไม่ใช่คนเดิมมีศักดิ์และฐานะเป็นถึงผู้ปกครองอาณาจักรในฝันครั้งนี้พวกเราได้แต่พึ่งตัวเอง”

     

                โจรป่าเอามือกอดอก เหม่อมองไปเบื้องหน้ากอไผ่สูงเสียดฟ้าแกว่งไกวอยู่ตรงหน้าตามแรงลมยิ่งทำให้คิดถึงคนผู้หนึ่งอย่างบอกไม่ถูก เด็กหนุ่มซึ่งเฉินตงรักดั่งซือตี๋

     

                ซึ่งบัดนี้เป็นราชันน้อยของหลี่เต๋อดินแดนคู่ขนานอันไกลโพ้น