าุโมู่ฟางหยุดซักถามโม่เฟิงแล้วเริ่มทำการทดสอบ โดยกลืนโอสถทับทิมแดงเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของมันอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะสรุปออกมาว่า
“โอสถทับทิมแดงเม็ดนี้ ถึงจะเป็แค่โอสถระดับหนึ่งขั้นกลาง แต่ประสิทธิภาพในการเพิ่มพูนระดับพลังลมปราณของมัน นับว่ามากกว่าโอสถระดับหนึ่งขั้นกลางของเมืองตะวันดับที่มีขายอยู่ตอนนี้ถึงหนึ่งในสี่ส่วนเลยทีเดียว”
“นอกจากนั้น มันยังช่วยบำรุงโลหิต ทำให้ระบบไหลเวียนของเืในร่างกายสูบฉีด ผู้ที่ป่วยเป็โรคโลหิตจาง หากได้กินโอสถเม็ดนี้เข้าไป จะไม่เกิดอาการหน้ามืดจนเป็ลมขึ้นมาอีก ส่วนราคาของมันอยู่ที่...” มูฟางมองไปที่โม่เฟิง ก่อนจะติดสินใจเสนอราคาที่เหมาะสมให้”
“ยี่สิบเหรียญเงินต่อโอสถทับทิมแดงหนึ่งเม็ด”
“เม็ดละยี่สิบเหรียญเงิน!” เฉียนเป่ยอุทานออกมา เขาไม่คิดว่าโอสถทับทิมแดง จะมีราคาแพงกว่าโอสถระดับหนึ่งขั้นกลางที่ขายอยู่ตอนนี้ถึงสองเท่า มันทำให้เขาหวนนึกถึงถุงผ้าที่เหน็บอยู่ข้างเอวของโม่เฟิง เพราะเขาจำได้ว่า ในถุงของโม่เฟิงนั้น มีโอสถทับทิมแดงบรรจุเอาไว้ถึงหนึ่งร้อยเม็ดด้วยกัน มูลค่าของมันนั้น อาจมากถึงยี่สิบเหรียญทองเลยทีเดียว
“ข้า้าขายทั้งหมดนี้ ” โม่เฟิงหยิบถุงโอสถทับทิมแดงที่เหน็บอยู่ข้างเอวยื่นให้กับผู้าุโมู่ฟาง
เขารู้สึกพอใจกับราคาของโอสถทับทิมแดงที่อีกฝ่ายบอกมา ด้วยต้นทุนเพียงแค่สิบเหรียญทอง เขากลับทำกำไรจากมันได้ถึงสองเท่า และนี่ยังไม่รวมกับโลหิตของหนูดินเขาหอกที่เขากินเข้าไปตอนนั้น ถ้านำมาขายทังหมด เขาอาจจะทำเงินได้ถึง ห้าสิบเหรียญทองเลยทีเดียว
หลังตกลงราคากันได้แล้ว มู่ฟางจึงหยิบถุงเงินออกมา แต่ก่อนที่จะยื่นให้ เขา้าที่จะซื้อสูตรโอสถทับทิมแดงต่อจากโม่เฟิง “แล้วเ้าสนใจที่จะขายสูตรโอสถทับทิมแดงให้กับข้าหรือไม่ ข้าจะจ่ายให้อย่างงาม!”
คิดดูแล้ว การขายสูตรโอสถทับทิมแดงให้กับอีกฝ่ายนั้นถือเป็เื่ดี เพราะตัวเขาเองยังต้องฝึกฝนอยู่ตลอด ไม่มีเวลามากพอที่จะมาปรุงโอสถพวกนี้ แต่ว่า...การขายสูตรโอสถทับทิมแดงให้กับอีกฝ่ายไปเลยนั้น เขาจะได้ผลประโยชน์เพียงแค่รอบเดียว ดังนั้น..โม่เฟิงจึงยื่นเงื่อนไขในการขายสูตรโอสถทับทิมแดงให้กับอีกฝ่าย
“ข้ามีเงื่อนไขอยู่สามข้อ หากท่านรับปาก ข้ายินดีที่จะมอบสูตรโอสถทับทิมแดงให้กับท่าน โดยไม่คิดเงินเลยแม้แต่เหรียญเดียว รวมถึงข้าจะมอบสูตรโอสถลายครามและโอสถไพรเขียวที่มีประสิทธิภาพมากกว่าโอสถระดับหนึ่งขั้นสูง และโอสถระดับสองขั้นต้นที่มีอยู่ตอนนี้ให้กับท่านด้วย”
เมื่อได้ยินว่าโม่เฟิงยังมีสูตรโอสถระดับหนึ่งขั้นสูง และสูตรโอสถระดับสองขั้นต้นที่ดีกว่าโอสถที่ขายอยู่ในปัจจุบัน มู่ฟางยิ่งรู้สึกสนใจในข้อเสนอของโม่เฟิง “โอ้..ไหนเ้าลองว่ามา!”
“เงื่อนไขข้อแรก ข้าได้ซื้อวัตถุดิบในการสร้างโอสถทับทิมแดงมาก่อนหน้านี้ ข้าเลยอยากจะขอให้ท่านช่วยรับซื้อเอาไว้”
เห็นมู่ฟางพยักหน้า โม่เฟิงจึงเอ่ยเงื่อนไขข้อที่สอง “เงื่อนไขข้อที่สอง ข้าอยากได้กรรมสิทธิ์ในการปรุงโอสถทั้งสามชนิด รวมถึงส่วนแบ่งกำไรที่ท่านได้จากการขาย ส่วนข้อเสนอที่สาม ข้าอยากให้ท่านแบ่งโอสถที่ผลิตได้ ให้ข้านำไปใช้ในฝึกฝน นอกจากนั้น ท่านจะต้องขายสินค้าทุกอย่างให้กับตระกูลปิง รวมถึงมิตรสหายของข้าและครอบครัวของพวกเขาในราคาถูก”
ข้อเสนอที่สอง ทำให้มู่ฟางต้องประเมินโม่เฟิงใหม่อีกครั้ง เด็กคนนี้มีความกล้าและฉลาดเฉลียวอยู่ไม่น้อยเลย
การมีสูตรโอสถก็เหมือนกับการมียอดขุนศึกผู้เก่งกาจ หากขายเพื่อแลกกับผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย ก็เหมือนกับเป็การมียอดขุนศึกแต่ไม่รู้จักรักษา ดังนั้น..การที่โม่เฟิงได้ยื่นข้อเสนอที่สองออกมา เสมือนเป็การเก็บยอดขุนศึกไว้ข้างกาย สามารถรับผลประโยชน์ หรือเรียกใช้งานได้ตลอดชีวิต
ส่วนในข้อเสนอที่สาม การแบ่งโอสถที่ผลิตได้ส่วนหนึ่งให้กับโม่เฟิงนั้นย่อมไม่มีปัญหา เพราะเขารู้ว่าโม่เฟิงยังต้องใช้โอสถพวกนี้ในการพัฒนาระดับพลังของตนอยู่ ส่วนการขายสินค้าทุกอย่างให้กับตระกูลปิงในราคาต้นทุนนั้น ฉากหน้าอาจดูเป็การทำธุรกิจกับตระกูลปิงอย่างหนึ่ง
แต่แท้จริงแล้ว....จุดประสงค์ของข้อเสนอนี้ คือการให้ตระกูลเฉียนกับตระกูลปิงมีสายสัมพันธ์ที่มิอาจตัดขาด เมื่อคนภายนอกเห็น ต้องบอกว่าตระกูลเฉียนนั้นยืนอยู่ข้างเดียวกับตระกูลปิงอย่างแน่นอน ข้อเสนอนี้เป็เหมือนการมัดมือชกให้ทั้งสองตระกูลเป็พันธมิตรต่อกัน
มู่ฟางนั้นสามารถมองผลโยชน์ที่แอบแฝงอยู่ในข้อทั้งสามได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่เมื่อคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ตระกูลเฉียนจะได้รับนั้น เื่พวกนี้จึงถือเป็เื่เล็กน้อย
“ข้ายินดีรับข้อเสนอของเ้า” มู่ฟางตอบตกลงกับข้อเสนอทั้งสามที่โม่เฟิงยื่นให้ ก่อนจะพูดคุยถึงส่วนแบ่ง “ในเื่ของส่วนแบ่ง...ข้าจะแบ่งกำไรที่ได้จากการขายให้กับเ้าสามส่วน โอสถที่ผลิตได้อีกหนึ่งส่วน ตกลงหรือไม่”
หลังจากคิดทบทวนดูส่วนแบ่งกำไรที่มู่ฟางเสนอให้ มันมากกว่าที่เขาเคยคาดการเอาไว้ เพราะตอนแรกเขาคิดว่าจะขอส่วนแบ่งเพียงแค่สองส่วน แต่อีกฝ่ายกลับเสนอให้ถึงสามส่วน โม่เฟิงจึงตอบตกลงในทันที
“ตกลง!”
เมื่อตกลงทุกอย่างได้แล้ว มู่ฟางได้ยื่นถุงเงินให้กับโม่เฟิงไปหนึ่งถุง และยังมอบแผ่นป้ายที่มีตราสัญลักษณ์ของตระกูลเฉียนให้กับโม่เฟิง “ข้าจะให้เงินเ้าไปใช้ห้าสิบเหรียญทอง ถือเป็สินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากข้า”
“ส่วนป้ายทองแผ่นนี้ คือป้ายประจำตัวของข้าเอง หากเ้ามีเื่เร่งด่วน้าพูดคุยกับข้า ขอแค่เ้าแสดงป้ายแผ่นนี้กับพวกบ่าวรับใช้ของตระกูลเฉียน พวกเขาจะนำทางเ้ามาหาข้าเอง นอกจากนี้..หากเ้า้าซื้อสิ้นค้าที่วางขายอยู่ในเมืองตะวันดับ ไม่ว่าจะเป็สินค้าจากร้านไหนก็ตามแต่ เมื่อเ้าแสดงแผ่นป้าย พวกเขาจะต้อนรับเ้าเป็อย่างดี และเ้าจะได้รับอภิสิทธิพิเศษ สามารถซื้อสินค้าทุกชิ้นได้ในราคาต้นทุน”
โม่เฟิงก้มมองแผ่นป้ายที่ตนถืออยู่ ไม่คิดว่าตนเองจะได้สิทธิพิเศษและกำไรมากมายถึงเพียงนี้
“ขอบคุณท่านผู้าุโมู่ ข้าจะรีบกลับไปเขียนสูตรโอสถทั้งสาม นำมามอบให้กับท่านในวันพรุ่งนี้” โม่เฟิงเอ่ยขอบคุณพร้อมกับกล่าวคำอำลา ตอนนี้เขาหมดปัญหาเื่ทรัพยากรในการฝึกฝนแล้ว
โม่เฟิงเดินออกมาจากร้าน บอกลาเฉียนเป่ยที่เดินออกมาส่ง “ตอนนี้ข้าต้องขอตัวก่อน พรุ่งนี้เช้าข้ามีอะไรบางอย่างจะมอบให้กับท่านด้วย!”
“....?” เฉียนเป่ยมองตามหลังของโม่เฟิงด้วยสีหน้างุนงง เขาไม่รู้ว่าโม่เฟิง้ามอบสิ่งใดให้กับตัวเอง
่เช้าของวันรุ่งขึ้น โม่เฟิงนำสูตรโอสถทั้งสามชนิดมามอบให้กับมู่ฟาง พวกเขาทั้งสองได้ลงนามในสัญญาเพื่อทำธุรกิจร่วมกัน และเมื่อทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เฉียนเป่ยได้เดินลงมาส่งที่หน้าร้านเช่นเดิม
โม่เฟิงได้ยื่นตำราเล่มหนึ่งให้กับเฉียนเป่ย “สิ่งนี้คือเคล็ดวิชาปักษาเพลิงสุริยะ หากท่านได้ฝึกฝน มันจะช่วยรักษาโรคอัคคีผลาญของท่านได้ แต่ท่านต้องจำเอาไว้ว่า หากท่านฝึกฝนเคล็ดวิชานี้แล้ว ท่านอาจจะไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่ขอบเขตเซียน์ได้”
แม้เขาจะไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่โม่เฟิงกล่าวออกมา แต่เฉียนเป่ยก็รับเคล็ดวิชามาด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น ไม่ได้คาดหวังว่าเคล็ดวิชานี้ จะสามารถทำให้อาการป่วยของตนนั้นดีขึ้นมาได้ “ขอบใจเ้ามาก ไว้ว่าง ๆ ข้าจะลองฝึกดู!”
ตลอดระยะเวลาที่เขาได้เกิดมา ตระกูลเฉียนได้ทุ่มเงินจำนวนมหาศาล เชื้อเชิญท่านหมอที่มีชื่อเสียงมาจากทุกแห่งหน โอสถวิเศษอีกมากมาย นำมารักษาอาการป่วยของตน ถึงจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แต่ผลสุดท้าย..โรคอัคคีผลาญยังคงกลับมาเช่นเดิม เขาจึงเลิกหวังที่จะหายขาดจากโรคนี้ไปนานแล้ว
นอกจากจะมอบเคล็ดวิชาให้แล้ว โม่เฟิงยังได้กำชับอีกฝ่ายเอาไว้ว่า “หากท่านได้ฝึกฝน ข้าอยากให้ท่านรับปากกับข้า ว่าท่านจะไม่นำเคล็ดวิชานี้ไปบอกต่อ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็ญาติสนิท มิตรสหาย หรือแม้แต่คนในครอบครัวของท่านก็ตามแต่!”
แม้จะไม่รู้สาเหตุของโม่เฟิง แต่เขาก็รับปากด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “ข้าสัญญา! ข้าจะไม่นำเคล็ดวิชานี้ไปแพร่งพรายอย่างเด็ดขาด”
เมื่อเฉียนเป่ยรับปาก โม่เฟิงจึงขอตัวไปทำธุระอย่างอื่นต่อ ซึ่งเฉียนเป่ยยังคงยืนนิ่งอยู่จุดเดิม มิได้เดินกลับเข้าไปภายในร้าย ก้มมองเคล็ดวิชาปักษาเพลิงสุริยะที่ได้รับมาพลางพูดกับตัวเองว่า
“ไหน ๆ ข้าก็พอจะมีเวลาว่าง ถึงจะไม่ทำให้ข้าหายจากโรคอัคคีผลาญ แต่ข้าจะลองฝึกตามที่เ้าบอกดูซักครั้ง”
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ได้นายทุนแล้ว ต่อไปพี่โม่จะทำอะไรก็ได้ ประเทศนี้นายทุนเป็ใหญ่ 5555+
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook :Nightfall.Novel