ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 18:00 น. [ส่วน E-BOOK มาวันที่ 09/05/68 ราคาเบา ๆ เพียง 59฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 5
ฉันไม่เคยคิดเลยว่าโปรเจกต์วิดีโอสั้นที่ตั้งใจแค่จะทำเอาคะแนน จะพาเราทั้งกลุ่มมาถึงขนาดนี้
“ไปเร็วไบร์ท แดดเริ่มออกแล้ว เดี๋ยวภาพมันแข็ง” อะโกนเรียกจากข้างหน้า
“แกก็เดินเร็วเกินไปมั้ยล่ะ ฉันจะถ่ายต้นไม้ตรงนี้ก่อน” ฉันยกกล้องขึ้นหามุมถ่ายในสวนสมุนไพรกลางหมู่บ้านชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้
หลังจากเดินทางมาถึง่สายวันนี้ พวกเราก็ถูกแบ่งกลุ่มให้เริ่มเก็บฟุตเทจตามโซนที่ได้รับมอบหมายทันที โดยมีคุณลุงเ้าของโฮมสเตย์เป็ไกด์จำเป็เดินนำพาไปทั่วชุมชน
แม้จะเดินมาได้แค่ชั่วโมงกว่า แต่เหงื่อฉันก็แทบจะท่วมแผ่นหลังแล้ว
“โนวา อยู่ตรงนั้นทำไมอะ มาช่วยดูมุมหน่อย” ฉันหันไปะโบอกคนที่นั่งอยู่ใต้ร่มไม้ใกล้ทางเดิน
เขายกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง ก่อนเลื่อนสายตากลับไปที่ไอติมโบราณในมือซ้าย พร้อมใช้ช้อนเล็กค่อย ๆ ตักขึ้นมาทีละนิดอย่างใจเย็น
“ร้อนอ่ะ ขอพักก่อนดิ” เขาตอบเรียบ ๆ ไม่แม้แต่จะลุก
“พักั้แ่มาถึงแล้วมั้ย?” ฉันบ่นในใจ ก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วหันกลับไปจัดเฟรมภาพต่อ
คิวกับปีโป้กำลังช่วยกันถือรีเฟล็กต์ให้ชานที่ตั้งกล้องอีกฝั่งหนึ่ง ส่วนออมกำลังพูดคุยกับลุงเ้าของบ้านอย่างออกรส เื่สมุนไพรพื้นบ้านที่ปลูกไว้รอบรั้ว
ทีมเราหัวเราะกันบ่อยกว่าที่คาดไว้ แม้จะเหนื่อย แต่ทุกคนก็ช่วยกันคนละไม้ละมือ ทำให้บรรยากาศดูเหมือนทริปเล่นสนุกมากกว่างานจริง
ยกเว้นคนเดียว...
โนวานั่งเอนตัวกับเก้าอี้พลาสติกสีซีด มือหนึ่งถือตะเกียบกินลูกชิ้นทอดที่ไม่รู้แอบไปซื้อมาตอนไหน อีกมือถือไอติมที่กำลังละลาย
ราวกับโลกของเขาหยุดหมุนไว้ตรงมุมเงานั้น
“นายจะกินจนหมดแผงหมู่บ้านเลยรึไง?” ฉันเดินเข้าไปถามเสียงขำ
“ก็เธอบอกให้เรามาเพื่อหาแรงบันดาลใจไง” เขาตอบหน้าตาย
“หาแรงบันดาลใจ...จากลูกชิ้น?”
“อืม อร่อยดี” เขาพยักหน้า ก่อนใช้ไม้ลูกชิ้นชี้ไปทางสวนหลังบ้าน “เธอลองถ่ายตรงนั้นดูดิ แสงกำลังดีเลย”
ฉันขมวดคิ้วนิดหน่อยแต่ก็หันไปตาม เขาพูดถูก...แสงทะลุใบไม้ตรงมุมนั้นกำลังพอดีจนได้ภาพสวยแบบไม่ต้องแต่ง
“ขอบใจนะ” ฉันพูดก่อนเดินแยกออกมาอีกทาง
“อ้าว ไม่แกล้งบ่นกลับเหรอ?” เขาะโตามหลังมาแบบอ้อน ๆ
“เอาไว้รอบหน้าแล้วกัน” ฉันหันมายิ้ม แล้วรีบวิ่งกลับไปหากล้อง
ในใจฉันไม่รู้ว่าความรู้สึกตอนนี้คืออะไรกันแน่...หงุดหงิด หรืออบอุ่นดี
หลังจากสำรวจพื้นที่ถ่ายทำเสร็จ กลุ่มเราก็ถูกพาไปยังบ้านพักสำหรับคืนแรก
เป็บ้านไม้สองชั้นที่อยู่ตรงหัวมุมซอย มีชานระเบียงกว้างและห้องนั่งเล่นที่เปิดโล่งรับลมพัดเย็นสบาย
“ลุงต้องขอโทษด้วยนะ ห้องพักในโฮมสเตย์วันนี้เต็มเกือบหมดแล้ว เหลือแต่หลังนี้กับอีกหลังท้ายหมู่บ้าน ซึ่งไกลนิดหน่อย”
เสียงของคุณลุงเ้าของบ้านดังขึ้น ขณะกำลังถือสมุดบันทึกในมือพลิกดูรายชื่อ
“ห้องนอนบนชั้นสองเหลือแค่ห้องเดียว เป็ห้องรวม ใครจะนอนก็เลือกเอาเลย ส่วนพวกที่เหลือก็นอนได้ที่ห้องรับแขกตรงนี้ ปูเสื่อกับที่นอนเสริมไว้แล้ว”
ทุกคนหันมามองหน้ากัน
คิวรีบยกมือ “กูนอนห้องรับแขกได้นะ ไม่เื่มาก”
“ฉันนอนกับปีโป้ก็ได้” ออมบอกพลางยิ้มให้ฉัน
สายตาทุกคู่เหมือนมองไปยังใครบางคนที่ยังไม่พูดอะไร
โนวา...
เขายักไหล่ หยิบหมอนที่ตัวเองหอบติดตัวมาแล้วโยนลงตรงเบาะเสริมหน้าทีวี “เรานอนได้หมดแหละ”
“งั้นก็เรียบร้อยนะคะลุง ขอบคุณมากเลยค่ะ” ฉันยิ้มรับ
เมื่อทุกอย่างเคลียร์ ฉันก็ช่วยออมกับปีโป้ขนของขึ้นไปบนห้อง รวมถึงกล้องและขาตั้งต่าง ๆ ที่ใช้ถ่ายในวันนี้ด้วย
ข้างล่างเงียบสนิท มีแค่เสียงลมพัดผ่านหน้าต่างสลับกับเสียงไม้ลั่นจากการเคลื่อนไหวของคนด้านล่าง
ทุกคนเหมือนเริ่มหมดแรง
ฉันเองก็เหมือนกัน
พอตกกลางคืน พวกเรากินข้าวเย็นกันแบบง่าย ๆ แล้วแยกย้ายเข้าห้อง
ฉันทิ้งตัวลงบนฟูกบาง ๆ ในห้องใต้หลังคา พลิกตัวไปมาอยู่หลายนาทีโดยไม่มีวี่แววว่าจะหลับลง
จนกระทั่ง...เสียงบางอย่างลอดขึ้นมาจากชั้นล่าง
เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดแบบต่อเนื่องและเบามาก
ฉันขมวดคิ้ว ก่อนจะลุกออกจากผ้าห่มแล้วเดินลงไปอย่างเบาที่สุด
ภาพแรกที่เห็น...
คือโนวานั่งอยู่ตรงโซฟาตัวยาวข้างหน้าต่าง แสงจากหน้าจอโน้ตบุ๊กสะท้อนใบหน้าเขาที่ดูจริงจังผิดปกติ
นิ้วเรียวพิมพ์คีย์บอร์ดด้วยจังหวะเร็วและแม่นยำ ดวงตาแน่นิ่งมองจอเหมือนกำลังวิเคราะห์ภาพตรงหน้า
เขากำลังตัดต่อวิดีโอ...
ท่ามกลางความเงียบของค่ำคืน
ฉันยืนพิงขอบประตูอยู่เงียบ ๆ อยู่นานสองนาน ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้
มือข้างหนึ่งเอื้อมไปหยิบผ้าห่มผืนบางที่พาดพนักโซฟาอย่างแ่เบา แล้วค่อย ๆ คลี่คลุมไหล่เขาช้า ๆ ระหว่างนั้น...ปลายนิ้วฉันเผลอััโดนปลายผมของเขาโดยไม่ตั้งใจ
ใจฉันเต้นแรงขึ้นทันที ทั้งที่เขายังไม่พูดอะไรสักคำ
โนวาไม่ขยับ ไม่เอ่ยตอบ ไม่แม้แต่จะหันมามอง ราวกับว่าเขา...เผลอหลับไปแล้วจริง ๆ
ฉันย่อตัวนั่งลงข้างโซฟาโดยไม่คิดมากกว่านั้น มองเสี้ยวหน้าของเขาที่ซ่อนอยู่ใต้เงาแสงหน้าจอ ใบหน้าเรียบนิ่งนั้นไม่ได้เผยความรู้สึกใดให้ฉันเดาออกได้เลย
ฉันนั่งมองเขาเงียบ ๆ อย่างนั้น...อยู่หลายนาที จนกระทั่ง
โนวา...ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
แววตาคู่นั้นไม่ได้ใ
กลับนิ่งสงบ
เหมือนว่าเขารู้ั้แ่แรกแล้วว่าฉันยืนมองอยู่ตรงนี้
และนั่นเอง...
ที่ทำให้ใจฉันสั่นแปลก ๆ แบบที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ฉันยังนั่งอยู่ที่เดิม
ใกล้กับโซฟาตัวใหญ่ ใกล้กับร่างของโนวาที่นั่งพิงอยู่ท่ามกลางแสงหน้าจอเรือง ๆ
เขาไม่พูดอะไร
เพียงแค่เหลือบตามามองฉันนิ่ง ๆ คล้ายอยากจะพูดบางอย่าง
แต่สุดท้ายก็เลือกเงียบไว้เหมือนเดิม
เรานั่งกันแบบนั้นอีกพักใหญ่ ไม่มีเสียงบทสนทนา ไม่มีแม้แต่เสียงขยับตัว
มีแค่เสียงแมลงจากข้างนอก และเสียงลมหายใจของเราสองคนที่แทรกอยู่ในความเงียบ
ฉันไม่รู้ว่าฉันเผลอหลับไปตอนไหน
หรือบางที...อาจเป็เพราะอากาศเย็นกับแสงหน้าจอที่ไม่จ้าเกินไปมันพาให้เปลือกตาหนักลงทีละนิด
ตื่นอีกที ฉันก็พบว่าตัวเองนั่งพิงอยู่ข้างโซฟา โดยมีบางอย่างคลุมอยู่บนบ่า
ฉันสะลึมสะลือขยับตัว หันไปมอง...
ผ้าห่มผืนเดิมที่เคยใช้ห่มให้เขาเมื่อคืนก่อน กลับกลายมาอยู่บนตัวฉันแทน
และโนวา...ไม่ได้นั่งตรงนั้นแล้ว
ฉันเงยหน้าขึ้นมองรอบห้อง
แสงหน้าจอโน้ตบุ๊กถูกปิดไปเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่แสงไฟหัวเตียงที่เปิดไว้สลัว ๆ ด้านในห้องพัก
ฝีเท้าฉันเบาแทบไร้เสียงขณะเดินเข้าไปใกล้ประตูห้องนอน
ภาพที่เห็น คือเขานอนอยู่บนฟูกเสริมข้างเตียง วางแขนพาดหน้าผากเหมือนคนหมดแรง แต่ลมหายใจยังสม่ำเสมอ
ฉันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง
คิดอะไรบางอย่างในใจที่ไม่อยากยอมรับนัก
ก่อนจะหันหลังกลับไปนอนที่ฟูกอีกผืนซึ่งปูอยู่ห่างกันไม่กี่เมตร
ฉันดึงผ้าห่มขึ้นคลุมถึงคาง
พลางหลับตาลง ทั้งที่หัวใจยังเต้นแ่แรงแบบไม่มีจังหวะที่ชัดเจน
เช้าวันถัดมา
กลิ่นอาหารเช้าลอยมาแตะจมูกก่อนเสียงใครจะเอ่ยปลุก
ฉันลืมตาขึ้นอย่างมึนงง ก่อนจะได้ยินเสียงปีโป้จากหน้าห้องะโเบา ๆ
“ตื่นได้แล้วพวกแก! แดดยามเช้าดีกว่าครีมกันแดดอีกนะเว้ย!”
ฉันกลอกตาในใจแล้วยันตัวลุกจากฟูกด้วยท่าทางสะลึมสะลือ
เสียงน้ำไหลในห้องน้ำทำให้รู้ว่าโนวาเข้าไปก่อนแล้ว
แน่นอนว่านายแมวี้เีคนนั้นยังคงตื่นเช้าได้ถ้ามี ‘เหตุผลเพียงพอ’ และฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งนั้น...คือโปรเจกต์ที่ต้องทำ หรือคนที่เขาร่วมทางมาด้วยกันแน่
ไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็เดินออกมาจากห้องน้ำในชุดสบาย ๆ พร้อมกล้องแขวนคอ และผมที่ยังเปียกนิด ๆ
ฉันเงยหน้ามองเขาอย่างไม่รู้ตัว
แล้วรีบก้มหน้าก่อนที่เขาจะทันสังเกต
“กินข้าวก่อนมั้ย?” ฉันเอ่ยถาม
เขาพยักหน้าช้า ๆ แล้วเดินไปหยิบจานที่แม่บ้านจัดไว้บนโต๊ะไม้กลางบ้าน
ขณะนั่งกินอาหารกันเงียบ ๆ แดดเช้าอ่อน ๆ ส่องลอดใบไม้เข้ามาในบ้านโฮมสเตย์
มันให้ความรู้สึกเหมือนโลกหมุนช้าลงกว่าปกติ
โนวาหันมาสบตาฉันตอนฉันกำลังเคี้ยวข้าวคำสุดท้าย
เขาไม่ได้พูดอะไร แต่สีหน้าแบบนั้น...กลับทำให้ฉันรู้สึกว่าเขารับรู้ทุกอย่างั้แ่เมื่อคืน
รวมถึง...ความสับสนในใจฉันเองด้วย
หลังอาหารเช้า
เราทั้งกลุ่มออกไปเดินสำรวจโลเคชั่นตามแผนที่วางไว้
ฉันถือสมุดโน้ตในมือ ส่วนโนวาถือกล้องอย่างเงียบ ๆ เดินตามหลังมาในระยะที่ไม่ไกลกันนัก
บางครั้งเขาก็หยุดเพื่อถ่ายภาพมุมสวย ๆ
บางครั้งเขาก็หยุดเพื่อรอให้ฉันหันกลับไปมอง แล้วจึงเดินต่อ
ไม่มีบทสนทนา
มีแค่สายตาที่มองสบกันเป็ระยะ
มันไม่ใช่ความรู้สึกเดิม ๆ อีกแล้ว...
เพราะในความเงียบแบบนั้น
ฉันกลับได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดเจนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา