ตอนที่ 35 หน่วย 3
นิทานเดินตามสตรีวัยกลางคนที่ชื่อเมย์มาถึงห้องห้องหนึ่งด้านในตัวตึก ห้องขนาดใหญ่ห้องนี้ประกอบขึ้นจากหินและอิฐชั้นดีที่วางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ
โต๊ะหลายตัววางเรียงกันโดยที่มีโต๊ะขนาดใหญ่สุดอยู่ที่หัวมุม พื้นที่ว่างขนาดใหญ่ด้านข้างมีเพียงโซฟาสำหรับหลายคนและโต๊ะน้ำชาตัวเล็ก ๆ ตั้งอยู่
"ตามสบายนะนิทาน คนอื่น ๆ ฝึกประจำวันตอนเช้าเสร็จก็ตามมาเองแหละ" เมย์กล่าว
"โต๊ะพวกนี้มีโต๊ะ 2ตัวท้ายนั้นยังว่างอยู่ นายเลือกตามสบายเลยจะเอาโต๊ะไหนเป็นโต๊ะทำงานหลัก ถึงปกติพวกนั้นจะไม่ค่อยได้ใช้ เอาแต่นั่งบนโซฟาก็เถอะนะ" เมย์หัวเราะ
"ขอบคุณมากครับ" นิทานไหว้อย่างสุภาพพลางวางกระเป๋าสะพายบนโต๊ะว่าง ๆ ตัวหนึ่งทางขวามือ
นิทานยังจัดข้าวของไม่ทันเสร็จ เสียงโหวกเหวกโวยวายก็ไล่มาตามทางเดินด้านหน้าประตู ไม่นานก็มีกลุ่มคนเปิดประตูเข้ามาอย่างอึกทึกครึกโครม
"หัวหน้า น้องใหม่เรามาถึงรึยังครับ" นภาเดินนำเข้ามา
นิทานหันไปมองทางประตูหน้า ตรงนั้นมีคนอยู่ 4 คนที่ทยอยเข้าประตูกันมา เป็นชายวัยกลางคน 2คน ชายชรา 1คน และ สตรีที่หน้าตาค่อนข้างเด็ก 1คน พร้อมกับนกแก้วบนไหล่
"นั่งหัวโด่อยู่นี่ไง เอ้า มาแนะนำตัวได้แล้ว" หัวหน้าเมย์ชี้ไปที่นิทาน
"เอ่อ.. แล้วคีตาล่ะครับ" นิทานเห็นนกแก้วบนไหล่ของผู้หญิงที่หน้าตาดูเด็กอยู่ จึงนึกไปถึงคีตาที่โดนผู้พันลาลันตาลากตัวไป
"ตอนเดินผ่านมาเห็นผู้พันอุ้มเข้าไปในห้องทำงานแน่ะ ได้ยินเสียง ซื้ด ฮ่า ซื้ด ฮ่า แว่วออกมาด้วย" นภายิ้มเจื่อนๆ
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าแต่นิทานรู้สึกว่านกแก้วบนไหล่ของผู้หญิงคนนั้นตัวสั่นเล็กน้อย
เสียงโครมครามจากหน้าประตูดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นร่างเงายักษ์ใหญ่สีดำที่กระโจนพรวดเข้ามาในห้อง มุดมาหลบอยู่หลังนิทาน
"หงิง"
นิทาน นิทาน พี่สาวสุดเท่คนนั้นน่ากลัวอะ
คีตาตัวสั่นง่ก ๆ อยู่ด้านหลังนิทาน ลำบากนิทานต้องอุ้มมันขึ้นมากอดปลอบ
ถึงกับใช้พลังจนสุด ลดน้ำหนัก ไล่ตาม เพื่อวิ่งมาสุดชีวิตเลยเหรอ นิทานกลั้นหัวเราะ
"เอ้า ในเมื่อมากันครบแล้วก็แนะนำตัวกันสักที วันนี้เรายังต้องไปเดินตรวจตราในเมืองอยู่นะ" หัวหน้าเมย์สั่ง
"เริ่มจากฉันก็แล้วกัน นายคงรู้จักฉันอยู่แล้ว ฉันชื่อนภา รับหน้าที่เป็นแนวหน้า เอาง่าย ๆ ก็ตัวชนนั่นแหละ ฉันวิ่งเข้าใส่ก่อนเสมอ" นภาฉีกยิ้ม
นิทานยิ้มน้อย ๆ พลางก้มหน้าทักทายด้วยรอยยิ้ม ชายวัยกลางคนอีกคนเดินก้าวออกมา ชายคนนี้สะพายดาบไว้บนหลัง หนวดเคราโกนพอเห็นเป็นลายอย่างดูดี ผมสีทองอ่อน กล้ามเนื้อเป็นมัด ๆ ขับให้รูปหน้าของเขาดูโดดเด่น
"นิทานใช่มั้ย ฉันชื่อกีออน เป็นแนวหน้าเหมือนกัน อาจจะไม่ได้ถึกทนเท่าไอ้นภา แต่ฉันซัดคนเก่งกว่ามันแน่นอน" กีออนฉีกยิ้มกว้างคว้ามือนิทานไปจับ
ผู้หญิงที่หน้ายังดูเด็กพูดต่อเป็นคนที่ 3 ผู้หญิงคนนี้พอนิทานสังเกตดี ๆ จึงพบว่าไม่เพียงแค่หน้าเด็ก แต่ยังเด็กจริง ๆ เพียง 20กว่าปีพอ ๆ กับเขาเท่านั้น
หญิงสาวตรงหน้านี้ผมสีดำตัดสั้นระหองลำคอ หน้าตาดูนุ่มนิ่มไร้พิษภัย เป็นประเภทที่ผู้ใหญ่ที่ไหนเห็นย่อมเอ็นดู
"สวัสดีค่ะ ฉันชื่อคาซา นี่เรน คู่หูของฉันเอง เป็นพิราบหิมะ" คาซาแนะนำตัวพลางยื่นมือให้เรนบินมาเกาะ
"จิ๊บ" เรนตีปีกไปมาอย่างคึกคัก
พิราบ? แล้วร้อง จิ๊บ? นิทานตีหน้าตายพลางมองนกแก้วตัวใหญ่บนมือของคาซา เขาทักทายด้วยรอยยิ้ม
"สวัสดีครับคุณคาซา แล้วก็เรน เอ่อ เป็น... เป็นสัตว์อสูรที่มีเอกลักษณ์มากเลยนะครับ" นิทานพยายามหาคำที่ดูสุภาพที่สุด
"หลาย ๆ คนก็บอกแบบนี้ค่ะ พิราบไม่ได้หน้าตาแบบนี้บ้างล่ะ พิราบที่ไหนร้องจิ๊บบ้างล่ะ แต่เรนเป็นพิราบหิมะแน่นอนค่ะ" คาซาตอบด้วยสีหน้าขึงขัง เรนบนมือก็ตีปีกพึ่บพับสนับสนุน
"คาซาคล้ายกับนายมากนะ ต้องทำพิธีสลักคำตั้งแต่อายุยังน้อย มีพรสวรรค์ แถมยังเป็นผู้ใช้สัตว์อสูรเหมือนกันอีก อ้อ แล้วก็ คาซาก็เป็นแนวหน้านะ สนิท ๆ กันไว้ล่ะ" หัวหน้าเมย์เอ่ยเสริม
แนวหน้าอีกแล้วเหรอ.. หน่วยอะไรของเขาเนี่ย นิทานลอบบ่นในใจ
ชายชราคนสุดท้ายเดินก้าวเข้ามา ชายคนนี้หน้าตาดูแก่กว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด นิทานลอบสงสัยว่าสมควรมีอายุยิ่งกว่าผู้พันลาลันตาเสียอีก
ชายชราคนนี้หนวดเครายาวถึงอก ผมสีขาวโพลน ในมือถือคทาด้ามใหญ่ สวมชุดคลุมและหมวกทรงสูง
"โฮ่ โฮ่ หนุ่มสาวนี่ดีจริง ๆ อนาคตยังอีกยาวไกลนัก รีบเรียนรู้คำกลายเป็นนักสลักคำสะล่ะ อย่าได้เป็นเหมือนผม" ชายชราหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
"คุณเตวันครับ พูดเหมือนคนแก่อีกแล้ว คุณพึ่ง 72เองนะครับ ยังมีเวลาอีกเยอะที่จะเรียนรู้คำได้" นภาพูด
"โฮ่ โฮ่ ได้แบบนั้นก็ยิ่งดี ผมไม่ปรารถนาอะไรมากแล้วล่ะ ผมมีชีวิตที่ดีมามากแล้ว ขออุทิศชีวิตที่เหลือกับหน่วยพิทักษ์เมือง ปกป้องอนาคตของคนหนุ่มสาวแบบนี้ผมก็พอใจแล้ว" เตวันลูบเคราของตนพลางหัวเราะ
"คุณเตวันเป็นแนวหลังควบหน่วยสนับสนุนน่ะ อย่าได้ดูถูกไปเชียวนะ คุณเตวันทำได้ทั้ง รักษา โจมตีระยะไกล แถมยังป้องกันการโจมตีได้อีก พวกเราหลายคนในนี้สู้กับคุณเตวันตรง ๆ ไม่ไหวด้วยซ้ำ" นภากล่าวต่อ
เตวันไม่ได้กล่าวรับคำชมหรือถ่อมตัวใด ๆ เพียงหัวเราะโฮ่โฮ่ ลูบเคราตนต่อเท่านั้น
"เอ้า เหลือฉันสินะ ฉันชื่อเมย์ เป็นหัวหน้าหน่วยนี้ รับหน้าที่แนวหลัง โจมตีระยะไกลเป็นหลัก เป็นนักสลักเอก คำแห่งพลังของฉันคือ ทะลวง" เมย์ร่ายยาวโดยไม่สนใจสายตาตกใจของนิทาน
"ไม่ต้องตกใจไปหรอกนิทาน พวกเราไม่ได้มีกฎอะไรเรื่องต้องเปิดเผยคำแห่งพลังหรอกนะ แต่หัวหน้าเมย์เขายืนยันจะบอกพวกเราเองน่ะ" กีออนกล่าวขึ้นมา
"ก็นะ ถึงพวกนายรู้ไปยังไงฉันก็เก่งสุดอยู่ดี คำแห่งพลังที่ยังไม่ได้เรียนรู้ของฉันก็มี พวกนายไม่ได้รู้หมดซะหน่อย แถมถ้ารู้พวกนายก็เชื่อใจฉันง่ายกว่าใช่มั้ยล่ะ" หัวหน้าเมย์ยักไหล่
"ทะลวงเหรอครับ ไม่ใช่ว่าหัวหน้าเมย์เป็นแนวหลังหรือครับ" นิทานถามพลางมองไปยังหอกยาว 2ด้ามบนหลังของเมย์
เมย์เผยรอยยิ้มเล็กน้อย เธอหันไปมองต้นไม้ด้านนอกหน้าต่างที่อยู่ไกลออกไป กลางหน้าผากปรากฏอักษรเลือนรางที่มองไม่ออกขึ้น
ฉึก!
บางสิ่งทะลวงออกมาจากความว่างเปล่า เจาะต้นไม้ต้นนั้นให้เป็นรูขนาดใหญ่ราวศีรษะ
หลังจากนั้นเมย์หยิบหอกยาวเล่มหนึ่งขึ้นมาวางไว้บนมือ เพียงเกร็งนิ้วดีดออก หอกเล่มนั้นก็แหวกอากาศไปด้วยความเร็วสูงลิบ เสียงหวีดหวิวแล่นตามรายทางเผยให้เห็นถึงความเร็วอันน่าเหลือเชื่อของมัน
ชั่วพริบตา หอกเล่มนั้นก็ทะลวงต้นไม้เป็นรอยโหว่ขนาดใหญ่ยิ่งกว่าเดิม หักโค่นลงอย่างไร้เรี่ยวแรง
นิทานยังไม่หายตะลึงก็พบว่าหอกเล่มนั้นกลับไปอยู่บนหลังของเมย์แล้ว
เก่ง... คนละระดับกับพวกโจรป่าเลย ทั้ง ๆ ที่เป็นนักสลักเอกเหมือนกันแท้ ๆ ถึงเป็นตาไกร โดนเข้าไปตรง ๆ ก็ไม่ไหวแน่ นิทานเหงื่อตก
เสียงหัวเราะจากรอบด้านปลุกนิทานให้ตื่นขึ้นจากความตกตะลึง
"ไม่แปลกล่ะนะที่นายจะไม่รู้ คำแห่งพลังน่ะ ไม่จำกัดอยู่ที่ตัวคำหรอกนะว่าโจมตีไกลหรือใกล้ อยู่ที่การตีความคำนั้นในแบบของนักสลักต่างหากล่ะ ระดับผู้เรียนรู้อาจยังเห็นไม่ชัดนัก แต่นักสลักน่ะ จะเริ่มชัดเจนขึ้นมากเลยล่ะ" นภาหัวเราะ
"สำหรับฉัน คำว่าทะลวงน่ะ คือการเจาะสิ่งใดก็ตามที่ฉันมองเห็นหรือเขวี้ยงออกไป ทะลวงมันให้หมด ไม่ว่าอะไรจะมาขวางก็ตาม ไม่ใช่การกำหอกแล้วเสียบด้วยตัวเองหรอกนะ" หัวหน้าเมย์กล่าวเสริม
"จริง ๆ ให้ฉันถือหอกเสียบเองก็ทำได้ แต่พลังไม่มากเท่าการปาหรอก บางทีคนอื่นที่มีคำแห่งพลัง ทะลวง อาจจะทรงพลังที่สุดถ้าแทงออกไปเองก็ได้ ขึ้นอยู่กับคนนั่นแหละ"
"ฉันรู้จักนักสลักคนหนึ่งที่มีคำแห่งพลังต่อยด้วยนะ ฉันไปท้าประลองเขาหวังว่าจะซ้อมเรื่องศิลปะการต่อสู้ระยะใกล้ รู้มั้ยผลเป็นยังไง ไอ้หมอนั่นปักหลักอยู่กับที่ไม่ไปไหน แต่ต่อยฉันซะยับทั้ง ๆ ที่ฉันอยู่ห่างกับเขาตั้งหลายสิบเมตร" นภาเกาหัวด้วยความหงุดหงิด
"เพราะงั้นแล้วคำแห่งพลังน่ะ ไม่มีข้อจำกัดที่ตัวคำหรอกนะ ข้อจำกัดคือตัวผู้ใช้ต่างหาก" คุณเตวันกล่าวสรุป
เขาพลันนึกไปถึงคำแห่งพลัง แรงดึงดูดของตนที่ดูไม่มีความสามารถเรื่องการกดทับมากนัก
แรงดึงดูดสำหรับฉันเหรอ นิทานเริ่มครุ่นคิดในหัว เขารู้สึกได้ถึงประกายความคิดบางอย่างที่จุดขึ้นมาในหัว เขาอาจจะเริ่มเข้าใจคำแห่งพลังแรงดึงดูดมากขึ้นแล้วก็เป็นได้
"เอ้า ตานายแล้วนิทาน" คาซาพูดขึ้นมา ฉุดนิทานให้กลับมาสนใจโลกตรงหน้าอีกครั้ง
"คิดว่าคงรู้จักชื่อผมกันหมดแล้ว ก็เสียงของผู้พันดังขนาดนั้น" นิทานกล่าวติดตลก เรียกเสียงหัวเราะจากสหายร่วมรบกลุ่มใหม่
"ผมชื่อนิทานครับ ส่วนนี่สัตว์คู่หูของผมเอง ชื่อคีตาครับ พวกผมทำหน้าที่เป็นนักตรวจจับ สามารถเข้าแนวหน้าได้หากจำเป็น แล้วก็สนับสนุนได้ระดับหนึ่งครับ" นิทานพูดอธิบาย
"โฮ่ สารพัดประโยชน์เลยนี่ หัวหน้า เจ้าได้ของดีมาเข้าร่วมหน่วยแล้วนะ" คุณเตวันหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
"ส่วนคีตาสามารถต่อสู้แนวหน้าได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ถนัดที่สุดคือคอยระวังภัยรอบตัวกับลอบโจมตีเวลาเผลอ คีตาจมูกดีมากนะครับ" นิทานยิ้มพลางลูบหัวคู่หูข้างกาย
"โฮ่ง!" คีตาเห่าเสียงดัง กระดิกหางอย่างอารมณ์ดี
"ฉันยืนยันได้เลยล่ะ มันเร็วเป็นบ้าเลย อยู่ ๆ มาโผล่ข้างหลังฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้" นภายกมือยอมแพ้ ทั้งห้องหัวเราะครึกครื้น
เสียงเคาะประตูดังขึ้น เรียกความสนใจจากสมาชิกหน่วย ชายหนุ่มคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามา สีหน้าเคร่งเครียด
"หัวหน้าเมย์ครับ สายของเราในเมืองบอกว่า กลุ่มนักเลงกลุ่มหนึ่งวางแผนจะดักทำร้ายขบวนสินค้าใหม่ที่กำลังจะเข้าเมืองเช้าวันพรุ่งนี้ครับ"
ชายหนุ่มคนนั้นรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"หมดเวลาฝึกงานละนะ ได้เวลาลงสนามจริงแล้วล่ะ" หัวหน้าเมย์เชิดยิ้ม