ถุงมือฟ้าประทาน

ตอนที่229 นายเป็นตัวอะไรกันแน่

“มันเป็นไปได้ยังไง...” เมฆาถอยหลังครึ่งก้าว หลังชุ่มด้วยเหงื่อไคล

“อะไรวะ มึงพูดอะไรของมึง” หมอกขมวดคิ้วเป็นปมยุ่ง หันไปมองทางเดียวกับเมฆา ก็พบกับชายหัวโล้นคนหนึ่งยืนอยู่

บนเนื้อตัวปราศจากเสื้อผ้า มองเห็นกล้ามเนื้อเรียงตัวกันแน่นขนัด มัดกล้ามนูนโป่ง ไหล่กว้างราวกับคันไถ ใบหน้าปราศจากความโกรธแค้น มีเพียงรอยยิ้มที่ยกโค้งงอ

“เมฆา ไอ้บ้านี่มันกำลังยืนทำอะไรวะ แล้วไหนละคนที่มึงเพิ่งยิงไปเมื่อครู่ ทำไมที่พื้นไม่เห็นมีใครนอนเป็นศพเลยวะ” หมอกไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นความกลัวจึงไม่มี ต่างจากเมฆา

“ก็มันนั่นแหละที่กูยิง!” เมฆาร้องว่า สีหน้าปั้นยากถึงขีดสุด

“เหอะ ไร้สาระว่ะมึง ถ้าหากมึงยิงมันจริงแล้วมันจะยืนอยู่ตรงนี้ได้ยังไง มึงดูกูนี่” หมอกหัวเราะขบขัน ยกลำกล้องขึ้นมาเล็งไปที่ศีรษะหุ่นแบนเนอร์ เหนี่ยวไกปืน ประกายไฟจากปากกระบอกแล่บแปลบปลาบ เสียงกระสุนกระทบกับหน้าผากโล้นกว้างดังก้อง ได้ยินชัดๆ เต็มสองหู

กระสุนตกลงไปอยู่ที่พื้น ในขณะที่ชายในสภาพโป๊เปลือยกำลังเดินย่ำกรายเข้ามาเรื่อยๆ

“แม่งเป็นผีหรือไงวะ” หมอกร้องหวาดผวา หลังชุ่มด้วยเม็ดเหงื่อ ขนอ่อนลุกชันที่หลังคอ เหนี่ยวไกปืนไปอีกสองนัดติดๆ กัน

กระสุนพุ่งเข้าที่ศีรษะหุ่นแบนเนอร์ เกิดประกายไฟแดงฉาน แต่ศีรษะกลับไร้รอยขีดข่วนหรือเลือดสักหยด

“แม่ง ยิงทุกส่วนของร่างกายมันเลยแล้วกัน กูไม่เชื่อว่ามันจะไม่ตายหรอก!” เมฆาเสนอคำแนะนำ ในเมื่อหัวมันแข็งงั้นส่วนอื่นของร่างกายก็คงอ่อนแอ

หมอกเห็นด้วยและรีบชักปืนออกมายิง

กระสุนจากปากกระบอกปืนทั้งสองยิงเข้าที่ลำตัว หน้าขา หัวไหล่ ดวงตา รวมถึงอวัยวะเพศชาย แต่แล้วกลับเปล่าประโยชน์ กระสุนทุกนัดไม่สะกิดผิวขาวๆ ของหุ่นแบนเนอร์แม้แต่น้อย

“อ่อนเกินไปนะครับ อาวุธพวกนี้เหมือนของเด็กเล่นเลย”

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่หุ่นแบนเนอร์เดินมาหยุดต่อหน้าสองนักฆ่าแล้ว กำลังจะยกมือขึ้นมาบีบคอหนึ่งในสองคน แต่ตอนนั้นเองเสียงโทรศัพท์ได้ดังสั่นจากต้นไม้

“เอ๊ะ...มีคนโทรมา เดี๋ยวผมขอไปรับโทรศัพท์ก่อนนะครับ”

หุ่นแบนเนอร์ลดมือลง หันกายแล้วเดินกลับไปที่ต้นไม้ จุดซุ่มจู่โจมที่เขาไว้พรางตัวเมื่อครู่

ระหว่างนั้นสองนักฆ่ามากฝีมือซุบซิบกัน

“เมฆา ไอ้บ้านี่มันตัวอะไรกันวะ ทำไมมันถึงไม่เป็นอะไรเลย โดนยิงไปตั้งขนาดนี้แล้ว” หมอกถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ตั้งแต่เป็นนักฆ่ามา ฆ่าคนไปก็หลายศพไม่มีเลยสักรายรอดชีวิตจากกระสุนปืน หรือถ้าหากรอดก็เพราะไม่ถูกจุดตาย ไม่ก็สวมเสื้อเกราะ

แต่นี่คือครั้งแรกที่มีคนรอดชีวิตในการยิงระยะประชิด

แถมอีกฝ่ายยังไม่สวมชุดเกราะกันกระสุนเลยด้วยซ้ำ ทำไมเป้าหมายถึงยังไม่เสียชีวิต ยังคงเดินเอ้อระเหยเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“กูเองก็ไม่รู้ แต่ว่าตอนนี้มันกำลังหันหลัง กูว่าเราน่าจะจัดการกับมันได้” เมฆาไม่อยากมองภาพตรงหน้าที่หุ่นแบนเนอร์กำลังก้มตัวลงไปหยิบโทรศัพท์เลยให้ตายสิ มองเห็นด้านหลังเปิดโล่ง...คุณคงไม่อยากจะนึกภาพตามแน่

“นั่นสินะ เข้าไปจัดการมันกันเถอะ แต่ว่าเราจะใช้อะไรจัดการกับมันดี” หมอกมองปืนพกสั้นที่อยู่ในมือด้วยความสิ้นหวัง อาวุธร้อนร้ายกาจที่คร่าชีวิตคนมานักต่อนัก ตอนนี้กลายเป็นแค่เศษเหล็กไร้ค่า

“กระสุนมึงกับกูหมดแล้ว งั้นก็ต้องใช้วิธีของนักฆ่า หักคอของมัน!” เมฆาเก็บปืนไว้ข้างเอว ย่อตัวให้ต่ำลง เตรียมพร้อมกระโจนใส่หุ่นแบนเนอร์ที่กำลังรับโทรศัพท์

“เออ มึงขึ้นข้างบนเดี๋ยวกูจัดการด้านล่างเอง” หมอกคิดว่าแผนนี้เข้าท่า ยังไงเสียคนตรงหน้าก็ใช้วิธีปกติด้วยไม่ได้ งั้นก็ใช้วิธีฆ่าแบบเบสิคแล้วกัน

นักฆ่าของมาเฟียอิทธิกระโจนใส่ชายร่างใหญ่โป๊ล่อนจ้อน หุ่นแบนเนอร์กดรับโทรศัพท์ ไม่ได้สนใจการทุ่มสุดชีวิตของมนุษย์สองคน

“เจ้านายโทรมามีอะไรเหรอครับ หรือว่าอยากจะมาที่นี่ด้วยตัวเอง”

“เปล่า แค่อยากจะถามว่า คนของมันไปที่สวนอีกหรือยัง”

“มาแล้วครับ คราวนี้มันมากันสองคน แถมยังกำลังเล่นสนุกกับร่างกายผม ตลกชะมัดที่คิดว่าจะล้มผมได้”

เจมส์ไม่สงสัยความสามารถของหุ่นแบนเนอร์

พวกเขาถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 41 วิทยาการสมัยนั้นล้ำหน้าไปไกล กระสุนปืนหรือแรงมนุษย์ไม่มีทางทำร้ายร่างกายหุ่นแบนเนอร์ได้อยู่แล้ว

“ปล่อยให้มันเข้าไปในสวน”

“อะไรนะครับ...?” หุ่นแบนเนอร์ที่กำลังสนุกสนานกับการเล่นของเมฆาและหมอกพลันมีสีหน้าจริงจัง

“ฟังไม่ผิดหรอก ปล่อยให้พวกมันเข้าไปในสวน จับตัวเส้นด้ายออกมา อ้อข่มขู่พวกมันด้วย ว่าห้ามทำอันตรายเธอเด็ดขาด”

“เข้าใจแล้วครับ” หุ่นแบนเนอร์ไม่กล้าถามว่าเพราะอะไรแผนถึงเปลี่ยน เมื่อมันเป็นคำสั่งก็แค่ปฏิบัติตาม

หลังจากกดวางสายก็กวาดสายตามองนักฆ่าสองคนที่นั่งหอบแฮ่กๆ ที่พื้น

นิ้วแต่ละนิ้วของเมฆาฉีกขาด มันไม่ได้เกิดจากการที่หุ่นแบนเนอร์ตบตี แต่เป็นเขาต่างหากที่เข้าไปกอดคอ ชกต่อยตามร่างกาย จนได้แผล

สภาพของหมอกเองก็ไม่ต่างกัน นิ้วมือฟกช้ำเลือดตกยางออก สีหน้าปั้นยากถึงขีดสุด

“เมฆา มันโทรศัพท์เสร็จแล้ว...” หมอกที่นั่งอยู่บนพื้นพยายามลุกขึ้นยืน แข้งขาสั่นเทา ไม่เหลือคราบนักฆ่ามากฝีมือ

“เออ กูเห็นแล้ว” ถึงจะดูภายนอกว่าเขายังนิ่งไม่สั่นเหมือนกับหมอก แต่ในใจกำลังกรีดร้อง ให้วิ่งหนีไปจากสัตว์ประหลาดตรงหน้า

“เป็นไงครับ สนุกกับร่างกายของผมไหม เล่นแค่ครู่เดียวเองเหนื่อยกันแล้วเหรอครับ ไม่เอาไหนเลยนะ” หุ่นแบนเนอร์ถามพร้อมกับยิ้มกว้างด้วยความอารมณ์ดี ภายนอกดูอบอุ่นเป็นมิตร แต่สำหรับนักฆ่าอย่างเมฆา นี่มันคือร้อยยิ้มของสัตว์ป่า

“แกเป็นตัวอะไรกันแน่” เมฆาถาม เพราะรู้ว่ายังไงวันนี้ก็ต้องตาย ดังนั้นก่อนตายก็อยากจะรู้เกี่ยวกับอีกฝ่าย

“แค่บอดี้การ์ด ของคนที่พวกคุณไม่ควรไปมีเรื่องด้วยเท่านั้นเองครับ” แบนเนอร์เอื้อมมือไปบีบลำต้นไม้ใหญ่ที่วางโทรศัพท์ไว้บนพื้น เสียง'กร๊อบ'ต้นไม้พลันแหลกละเอียดคามือ ล้มครืนลงพื้นในสภาพถูกบดขยี้ทำลายด้วยมือเพียงข้างเดียว

เมฆาและหมอกกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ทั้งสองถึงกับปัสสาวะเรี่ยราด

ต่อให้เป็นนักฆ่าพบกับคนแข็งแรงเช่นนักมวยมาก็เยอะ แต่ไม่มีเลยสักคนที่แข็งแกร่งขนาดบีบต้นไม้จนลำต้นละเอียด

ลองนึกภาพดูต้นไม้หนาขนาดราวสองคนโอบ แต่เมื่ออยู่ในมือของชายโป๊เปลือยก็ไม่ต่างจากฟองเต้าหู้ บอบบางถูกทำลายง่ายๆ

แล้วถ้าหากเปลี่ยนจากต้นไม้เป็นร่างกายของมนุษย์ล่ะ เมฆาไม่อยากจะคิดเลย

สภาพศพเขาตอนนั้นคงแย่แหลกเละไม่มีชิ้นดี

“เอาล่ะ เจ้านายผมเป็นคนใจดีเขาจะไม่ฆ่าพวกคุณ” หุ่นแบนเนอร์คลายนิ้วมือ ขยับเข้ามาใกล้นักฆ่าสองคน “พวกคุณสามารถเข้าไปจับตัวคุณเส้นด้าย แค่จับตัวห้ามทำอะไรเธอ”

“จริงเหรอ....ที่คุณพูดเรื่องจริงเหรอครับ” หมอกคิดว่าต้องตายแล้วแน่ๆ แต่อีกฝ่ายพูดเสียขนาดนี้ ทางรอดดูเหมือนจะเริ่มมองเห็นแล้ว

“ใช่ครับ แต่ก็อย่างที่บอกอย่าทำอะไรให้เธอได้รับอันตราย ไม่งั้น....” หุ่นแบนเนอร์ยิ้มยิงฟันกว้าง ทั้งสองตัวสั่นเป็นลูกนก รีบพยักหน้าหงึกหงักบอกว่าจะทำตามคำสั่ง

“ดีครับ รีบๆ เข้าไปจับตัวคุณเส้นด้ายแล้วกลับไปที่บ้านที่พวกคุณออกมา”

“เข้าใจแล้วครับ พวกเราจะรีบเข้าไปจับตัวเธอทันที” เมฆาและหมอกไม่รอช้า พออีกฝ่ายพยักหน้าให้ก็รีบวิ่งออกไปทันที

“เจ้านาย จะทำอย่างไรต่อไปนะ ชักจะสนุกขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ” หุ่นแบนเนอร์กลับไปอยู่ในโหมดล่องหน ยืนใต้ต้นไม้ที่เพิ่งทำลายด้วยมือข้างเดียว

................

เส้นด้ายอาบน้ำเสร็จนานแล้ว หล่อนอยู่ในชุดนอนสีขาวคอกลมกางเกงขาสั้น

วันนี้เกิดเรื่องราวมากมาย มีคนบุกเข้ามาถึงในสวนข่มขู่ด้วยกำลัง นอกจากนั้นยังถูกช่วยไว้โดยคนที่เธอเกลียด

“ประธานเจมส์ ไม่รู้ว่าคุณจะมาไม้ไหนแต่ว่าฉันไม่มีทางขายที่ดินให้คุณหรอก ต่อให้คุณช่วยฉันเหมือนกับวันนี้ก็ตาม!”

เส้นด้ายมีจิตใจเด็ดเดี่ยว เมื่อรับปากพ่อไว้แล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด ดังนั้นสวนมณีรัตน์ผืนนี้สุดท้ายมันจะไม่ตกไปอยู่ในมือคนนอก

.....

เธอพยายามจะข่มตานอนทว่าเสียงย่ำเท้าจากด้านนอกได้ทำให้ดวงตาเธอกระจ่างสุกใส แต่แล้วแค่ยกศีรษะขึ้นมาจากที่นอนก็ถูกจับกุมตัว โดยชายสองคนที่สวมชุดดำ

เส้นด้ายพยายามดิ้นหนีออกไปจากอุ้งมือของชายร่างใหญ่ เธอส่งเสียงร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่อนิจจาสวนนี้มีแค่เธอกับข้าวเท่านั้นที่พักอาศัย คนภายนอกจะได้ยินได้ยังไง

เธอถูกนำตัวออกมาจากห้อง สายตาพลันเบิกกว้างเมื่อเห็นข้าวถูกจับอยู่ก่อน

ทั้งสองถูกมัดมือมัดเท้า ปากเองก็ถูกอุดด้วยผ้าผืนหนึ่ง ปืนพกสั้นเย็นเยียบจ่อที่หว่างคิ้ว ทำให้เส้นด้ายไม่กล้าขัดขืน ยอมอยู่เงียบๆ ให้พวกเขาลากตัวไปที่รถ

หมอกและเมฆาไม่กล้าชักช้า รีบอุ้มเธอสองคนออกมาจากบ้าน วิ่งผ่านถนนยามค่ำคืนไร้แสงจนขาลาก วิ่งมาถึงหน้าสวนที่มีไฟจากหลอดเล็กๆ ส่องสว่าง อดไม่ได้ต้องหันกลับไปมองตรงจุดที่ต้นไม้แหลกละเอียด

ทั้งคู่พลันถอนหายใจเมื่อไม่เห็นใครอยู่ตรงนั้น แต่ภาพต่อมาทำให้เมฆาและหมอกกลัวจนฉี่ราด ชายหัวโล้นไม่ใส่เสื้อผ้าอยู่ๆ ก็ปรากฎตัวออกมาจากเงามืด แถมยังยิ้มกว้าง ยืนโบกไม้โบกมือให้พวกเขาสองคน

คล้ายกับเรื่องถุงมือฟ้าประทาน ที่คุณอ่าน