“เจ้าค่ะไม่ทราบว่าท่านสะดวกคุยรายละเอียดก่อนหรือไม่”เฉียวซีเบิกตาโตมองไปที่ผู้หญิงคนนั้นด้วยความหวัง
ผู้หญิงคนนั้นคิดในใจแม่หนูผู้นี้น่าสนใจยิ่งนัก การพูดการจาสุภาพเรียบร้อย แม้กระทั่งงานปักผ้าของนางก็ดูดีทีเดียวในชั่วขณะหนึ่งนางรู้สึกว่าดอกบัวปรากฏขึ้นมาตรงหน้าจริงๆ “แม่หนูผ้าเช็ดหน้าปัดลายของเจ้าผืนนี้งดงามมากจริงๆ เข้าไปนั่งข้างในก่อนเถอะ”
“จริงหรือเจ้าคะ ขอบคุณท่านผู้หญิงมาก”เฉียวซีมองไปที่ผู้หญิงคนนั้นด้วยความซาบซึ้งใจ
“เอ้อร์จื่อ ออกมาดูร้านทีข้ามีเรื่องต้องคุยกับแขก” แม่หญิงผู้นี้ตะโกนเข้าไปด้านในห้องโถงไม่นานชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินออกมาจากข้างใน
“แม่หนู ไปกันเถอะ”ท่านผู้หญิงเดินไปข้างหน้า ส่วนเฉียวซีก็เดินตามนางเข้าไปข้างในห้องโถง
หลังจากคนชื่อเอ้อร์จื่อออกมาสายตาของเขาก็จับจ้องไปที่เฉียวซีตลอดเวลา นางยังเด็กแต่กลับไม่กลัวผู้คนเลยใบหน้าของนางยังสะท้อนความใจกว้างไม่แปลกใจที่ท่านผู้หญิงจะพานางเข้าไปคุยธุระด้วยตัวของท่านเอง
ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ใครอื่นนางคือภรรยาของนายท่านจูผู้ร่ำรวยที่สุดในเมืองฟู่หยางนายท่านจูโปรดปราณท่านผู้หญิงท่านนี้เป็นพิเศษจนถึงตอนนี้หลังบ้านตระกูลจูมีแค่นางเพียงคนเดียว คนอื่นๆแม้จะอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของจวนนายท่านจูก็ไม่อาจเข้าไปได้เวลานี้ท่านผู้หญิงจูได้ให้กำเนิดลูกชายสองคนและลูกสาวอีกหนึ่งคนแก่นายท่านจูแล้วฐานะของนางจึงไม่มีวันสูญสลาย และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือนายท่านจูไม่เคยนอกใจทั้งยังปฏิบัติต่อท่านผู้หญิงจูดั่งสมบัติล้ำค่าเสมอวันนี้ท่านผู้หญิงมาตรวจสอบบัญชีพอดี คิดไม่ถึงว่าจะพบแม่หนูคนนี้เข้าโดยบังเอิญพูดได้แต่เพียงว่านางโชคดีมากเหลือเกิน
“นั่งลงเถอะ ข้าคือภรรยาตระกูลจูเจ้าเรียกข้าว่าท่านผู้หญิงจูก็ได้แม่หนูปีนี้เจ้าอายุเท่าไรแล้ว”คนในครอบครัววางใจให้เด็กน้อยตัวเล็กแค่นี้ออกจากบ้านได้อย่างไรไม่ห่วงว่าจะถูกพ่อค้ามนุษย์ลักพาตัวไปหรือ
“สวัสดีท่านผู้หญิงจู ข้าชื่อเฉียวซีซีที่มาจากเฉินซีที่หมายถึงแสงทองยามเช้า ปีนี้ข้าอายุเก้าปีเจ้าค่ะ”หลังจากเฉียวซีพูดจบจึงนั่งลงบนที่นั่งข้างๆ ท่านผู้หญิงจู
“เป็นชื่อที่ดีทีเดียวแสงทองยามเช้าอบอุ่นเข้าไปในหัวใจ เหตุใดเจ้าถึงอยู่คนเดียวเล่าครอบครัวของเจ้าเล่า” เมื่อดูเด็กที่อายุเท่ากับนาง เด็กอายุเท่านี้ควรที่จะมีพ่อแม่อยู่ข้างกายมิใช่หรือแม้แต่คนจนก็คงไม่ปล่อยให้ลูกของพวกเขาออกข้างนอกตามลำพังเช่นนี้กระมัง
“ท่านพ่อท่านแม่ของข้าเสียชีวิตแล้วมีเพียงแค่พี่ชายกับน้องชาย”เฉียวซีคิดว่าเรื่องชีวิตของตัวเองไม่มีอะไรที่ไม่สามารถบอกกับผู้อื่นได้นางไม่คิดว่าตัวเองน่าสงสารมากถึงเพียงนั้นและนางไม่ต้องการให้คนอื่นมาเห็นอกเห็นใจด้วย
“เอ่อ…ข้าขอโทษที่พูดถึงเรื่องน่าสรดของเจ้า” ท่านผู้หญิงจูกล่าวขอโทษอย่างรู้สึกผิด
“ท่านผู้หญิงอย่าได้ใส่ใจไปเลยไม่ทราบว่าท่านผู้หญิงพอใจกับผ้าปักลายของข้าหรือไม่” นางไม่มีเวลาคุยมากนักนางกำลังรีบกลับบ้าน
เมื่อทราบว่านางไม่อยากพูดคุยให้มากความนักท่านผู้หญิงจูจึงเปลี่ยนเรื่อง “ผ้าเช็ดหน้าปักลายของเจ้าผืนนี้ข้าชอบมันมากไม่ทราบว่าเจ้าอยากขายมันอย่างไร” ผ้าปักลายนี้หากนำกลับไปลูกสาวของนางจะต้องชอบแน่นอน
เฉียวซีกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ผ้าปักราคาผืนละ500 อีแปะขาดตัวเจ้าค่ะ”
500 อีแปะ ราคาสูงไปหน่อยแต่คุณภาพเช่นนี้ ไม่จำต้องพูดเลยการที่จะปักให้ได้สวยแบบนี้ต้องใช้แรงกายแรงใจไม่น้อยเมื่อคิดอย่างนั้นนางกลับรู้สึกว่าราคาค่อนข้างต่ำทีเดียว “แม่หนู เช่นนี้ดีไหมข้าจะซื้อผ้าปักของเจ้าทุกผืนในราคาผืนละหนึ่งตำลึงเงินหลังจากนี้หากมีผ้าปักเช่นนี้อีก หากเจ้านำมาให้ข้าที่นี่ ข้าก็จะรับในราคานี้”มีผ้าปักลายที่ประณีตงดงามเช่นนี้แล้วมันอาจจะเปลี่ยนแปลงกิจการของหลิงเฉี่ยวเก๋อได้ก็เป็นได้ในอดีตนางกับหรูอี้ฝางตีคู่กันมาโดยตลอด แต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยอยู่สูงกว่าได้เลยคราวนี้บางทีอาจจะใช้มันทำให้เอาชนะได้ก็เป็นได้
เฉียวซีได้ยินราคาดวงตาก็เบิกโพลงทันทีก่อนจะขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า สำหรับนางแค่ขายของได้ก็ดีมากแล้วส่วนเรื่องอื่นนางไม่ได้สนใจ แค่นางมีเงินนางก็มีความสุขแล้ว “ขอบคุณท่านมากท่านผู้หญิงจู”
“เอาล่ะครั้งหน้าข้าอาจจะไม่อยู่แต่ข้าจะสั่งเอาไว้ เวลาป่านนี้แล้วแม่หนูอยู่ข้างนอกเพียงลำพังจะไม่ปลอดภัย กลับไปเร็วหน่อยจะดีกว่า”นางชอบนิสัยใจคอของเด็กผู้หญิงคนนี้ ไม่ได้เสแสร้งว่าตนนุ่มนวลอ่อนหวานแต่นางสุภาพเรียบร้อยมากจริงๆ
“ขอบคุณท่านผู้หญิงมากที่เป็นห่วง”
เมื่อได้รับเงินแล้วเฉียวซีบอกลาท่านผู้หญิงจู
ท่านผู้หญิงจูนำผ้าปักเหล่านั้นกลับบ้านเพื่อเป็นของขวัญให้แก่ลูกสาวด้วยความตื่นเต้น
คุณหนูจูแม้จะยังเด็กแต่กลับถูกท่านผู้หญิงจูอบรมสั่งสอนเป็นอย่างดี
“เซียนเอ๋อร์ มานี่สิ ดูซิว่าแม่เอาอะไรกลับมาให้เจ้า”หลังจากที่ท่านผู้หญิงจูกลับถึงบ้านก็ตรงไปยังเรือนของลูกสาว
“ท่านแม่ ของดีอะไรหรือ”จูเซียนเอ๋อร์วางพู่กันในมือลงอย่างช้าๆหลังจากทำความสะอาดมือเสร็จแล้วจึงตรงมาที่ท่านผู้หญิงจูพร้อมถามด้วยรอยยิ้ม
“มา เจ้าดูนี่สิ” ท่านผู้หญิงจูหยิบผ้าปักลายสองผืนที่นำกลับมาด้วยขึ้นมาต่อหน้าลูกสาว
“ว้าว… ท่านแม่ จะ… จริงหรือเจ้าคะ”ท่าทางที่แสดงออกมาของคุณหนูจูเหมือนกับที่ท่านผู้หญิงจูเป็นไม่มีผิดเพียงแต่ท่านผู้หญิงจูมีประสบการณ์พอสมควรดังนั้นนางจึงไม่ได้ลืมตัวจนเสียกริยาอุทานออกมาเช่นนี้เหมือนกับคุณหนูจู
“เจ้าเด็กงี่เง่า จริงสิ”ท่านผู้หญิงจูลูบผมลูกสาวพร้อมมองนางด้วยสายตาอันอ่อนโยน
“ท่านแม่ ท่านซื้อมาจากที่ใดหรือช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน ดอกไม้และปลาเหล่านี้ดูเหมือนมีชีวิตจริงๆ”สายตาคุณหนูจูเต็มไปด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ ผ้าเช็ดหน้าปักลายผืนนี้ราคาไม่ถูกกระมังแต่ไม่ว่าจะแพงแค่ไหนก็ย่อมคุ้มค่าแน่นอนของแบบนี้เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีราคาสูง
พ่อของนางเดินทางไปทำธุรกิจขนาดใหญ่ตั้งแต่เหนือจรดใต้นางได้เห็นของดีๆ มามากมาย แต่ผ้าเช็ดหน้าปักลายแบบนี้นางกลับเคยเห็นเป็นครั้งแรกของชิ้นนี้แม้จะเป็นชิ้นเล็กๆ แต่ก็สามารถทำให้คนหลงใหลได้เรื่องนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้หรอก!
“วันนี้แม่ไปตรวจสอบบัญชีที่หลิงเฉี่ยวเก๋อโชคดีที่บังเอิญได้พบกับเด็กหญิงอายุเท่าเจ้ามาขายผ้าปักลายทั้งหมดนี้นางเป็นผู้ปัก” ท่านผู้หญิงจูอธิบายให้ฟังคร่าวๆ
“อายุเท่าข้า เช่นนั้นฝีมือของนางช่างเก่งกาจเสียจริง”นางปักผ้าเป็นเช่นกัน แต่อย่างมากที่สุดนางปักได้แค่ลวดลายเล็กๆงานปักผ้าที่ละเอียดและงดงามเช่นนี้นางยังไม่สามารถทำได้มันสมองของเด็กคนนั้นต้องเฉียบแหลมมากเป็นแน่ไม่อย่างนั้นจะปักงานปักเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร
“ใช่ ดังนั้นแม่จึงบอกนางว่าหลังจากนี้หากนางมีงานปักเช่นนี้อีกหากนำมาขายที่หลิงเฉี่ยวเก๋อ พวกเราจะรับไว้ทั้งหมด”ผลิตภัณฑ์งานปักคุณภาพดีเช่นนี้ไม่ได้มีมากนัก ธุรกิจของสามีนางมีขนาดใหญ่สามารถนำไปขายที่เมืองอื่นได้ ราคาย่อมสูงเป็นธรรมดา ของหายากย่อมมีราคาแพง
“ท่านแม่ ผ้าปักหนึ่งผืนท่านซื้อมาเท่าไร”
“ผืนละหนึ่งตำลึง”
“ถูกถึงเพียงนี้เชียวหรือ”นางคิดว่าจะแพงเสียอีก
“เจ้าเด็กโง่ดูเหมือนเจ้าจะคิดว่าหนึ่งตำลึงมันน้อย แต่สำหรับเด็กคนนั้นมันกลับมากมายมหาศาล นางได้ยี่สิบตำลึงต่อหนึ่งครั้งนางก็พอใจแล้ว”อายุยังน้อยแต่ต้องวิ่งเต้นหาเลี้ยงตัวเองทุกครอบครัวต่างมีเรื่องยากลำบากทั้งสิ้น
“ชีวิตของนางยากลำบากมากเลยหรือ”จูเซียนเอ๋อร์ไม่กล้าจินตนาการ นางอยู่ดีกินดีตั้งแต่ยังเล็กเป็นเรื่องปกติที่นางจะไม่ได้รู้ด้วยตัวเอง
“นั่นก็ไม่แน่แม้ท่านพ่อท่านแม่ของนางจะจากโลกนี้ไปแล้วแต่แม่กลับมองไม่เห็นความท้อแท้บนใบหน้าของนางเลยกลับเห็นเพียงความพยายามก้าวไปข้างหน้า” จากการพูดและกิริยาของนางนางไม่เห็นท่าทีเกลียดโลกจากแม่หนูคนนั้นเลย นางเห็นแค่รอยยิ้มเพียงเท่านั้น
“นาง… นางเป็นเด็กกำพร้า?” จูเซียนเอ๋อร์ตกตะลึงคาดไม่ถึงว่านางจะเป็นเด็กกำพร้า แต่นางกลับไม่ได้ล้มลงเพราะความโหดร้ายของชีวิต
“นางมีพี่ชายหนึ่งคนและมีน้องชายหนึ่งคนพี่ชายน่าจะออกไปทำงาน จึงเหลือเพียงน้องชายอยู่ที่บ้าน”
“ช่างยากลำบากเสียจริง”
“เหมือนเจ้าที่ไหนเล่าคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ไม่เคยพบกับความยากลำบาก”
“ท่านแม่...”จูเซียนเอ๋อร์เขย่าแขนเสื้อของท่านผู้หญิงจูอย่างไม่เห็นด้วย
“เจ้านี่นะ...”จิ้มหน้าผากลูกสาวด้วยความเอ็นดู
หลังออกจากหลิงเฉี่ยวเก๋อเฉียวซีไปซื้อซาลาเปาสองลูกก่อน เพื่อเติมท้องให้อิ่ม ไม่อย่างนั้นระหว่างทางจะไม่มีอะไรกิน
เมื่อกินจนอิ่มแล้วเฉียวซีไปที่สำนักศึกษาประจำอำเภอที่พี่ใหญ่เรียนอยู่นางแอบชำเลืองมองจากด้านนอกแต่กลับมองไม่เห็นพี่ใหญ่ เมื่อแอบชำเลืองมองแล้วนางจึงจากไปเงียบๆ
เมื่อไม่เห็นพี่ใหญ่ดังนั้นเฉียวซีจึงไม่ได้หยุดอยู่ในเมืองแล้วนางเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นแล้วหายไปพร้อมกับสายลมอีกครั้ง
เมื่อถึงทางเข้าหมู่บ้านดวงอาทิตย์ยามอัสดงลับฟ้าไปแล้วจากระยะไกลนางมองเห็นเงาร่างเล็กเดินไปมาอย่างกระสับกระส่ายที่หน้าประตูพร้อมกับคอยมองไปที่ทางเข้าหมู่บ้าน
หลังจากมองเห็นร่างของพี่สาวเขาจึงกระโจนไปหาเฉียวซีอย่างสบายใจราวกับนกที่บินออกจากกรงนก
“พี่รอง พี่รอง ในที่สุดท่านก็กลับมา”
“ไปกันเถอะ กลับบ้านไปข้าจะทำอาหารอร่อยๆให้เจ้ากิน”
“อื้อ กลับบ้านกัน” พี่สาวกลับมาแล้วเฉียวไป่มีความสุขเป็นอย่างมาก อยู่บ้านคนเดียวน่าเบื่อจะตายทั้งยังไม่กล้าออกไปข้างนอกด้วย “นี่ อะไรหรือพี่รอง”
“ขนมน้ำตาล ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าอยากกินหรือ”
“ว้าว พี่รองท่านใจดีที่สุดเลย” แค่คิดน้ำลายก็ไหลแล้ว
“ประจบประแจงเก่งจริงเชียว”นางบีบจมูกน้องชายแล้วทั้งสองคนก็เดินกลับบ้านอย่างมีความสุข
ทันทีที่กลับถึงบ้านเฉียวซีก็เริ่มทำอาหารเย็น เนื่องจากมีกันแค่สองคนนางจึงทำไม่เยอะนางทำเพียงผัดผักกาดกวางตุ้งกับตุ๋นเนื้อเล็กน้อย
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จก็ล็อคประตูบ้านเฉียวซีนำเงินที่ได้รับมาในวันนี้วางไว้บนโต๊ะเมื่อเงินกระทบโต๊ะก็เกิดเสียงดังแก๊กๆ
“พี่รอง ทำไมเยอะถึงเพียงนี้” หนึ่งตำลึงสองตำลึง สามตำลึง...ยี่สิบตำลึง ว้าวววว นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้ยี่สิบตำลึงเหตุใดจึงขายได้เยอะถึงเพียงนี้ มากกว่าที่พวกเขาขายผักกาดกวางตุ้งเสียอีก
“ถูกต้อง ยี่สิบผืนผืนละหนึ่งตำลึงอย่างไรเล่า” ปักเช็ดหน้าปักลายหนึ่งผืนได้หนึ่งตำลึงถ้าหากว่าปักเป็นกระเป๋าใบเล็กๆ หรือถุงหอมราคาต้องสูงกว่านี้เป็นแน่จะได้เงินมากขึ้นอีกมาก
“หนึ่งตำลึง ทำไมราคาสูงถึงเพียงนี้”ก่อนหน้านี้แม่ของเขาเคยขายได้ดีที่สุดก็แค่หนึ่งร้อยอีแปะเท่านั้นราคาในเมืองช่างยอดเยี่ยมจริงๆ ไม่มีที่ใดเทียบได้เลย
“นั่นแสดงว่ามีคนที่ตาถึงอยู่อย่างไรเล่าและหากสินค้าไม่ดีจริง นางจะยอมจ่ายแพงถึงเพียงนี้อีกหรือ”
“อย่างไรเสียพวกเราหาเงินได้ย่อมเป็นเรื่องดีแล้ว”เขาเชื่อว่าคนที่ซื้องานปักของพี่สาวต้องชอบมันมากแน่ๆไม่อย่างนั้นคงไม่จ่ายด้วยเงินจำนวนมากถึงเพียงนี้หรอก
“เจ้านี่นะ...”
“เจ้าเด็กน้อย นี่เป็นค่าขนมของเจ้าหลังจากนี้ถ้าอยากซื้ออะไรก็ซื้อเสีย” เฉียวซียื่นเงินหนึ่งตำลึงเงินไปตรงหน้าน้องชายอย่างใจกว้าง
“ให้ข้าหรือ”เฉียวไป่ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่รองจะให้เงินเขามากมายถึงเพียงนี้
“ใช่ ข้าให้เจ้า ให้ก็คือให้เจ้าใช้ได้ตามสบาย แต่เจ้าต้องเก็บไว้ให้ดี หากเจ้าทำหายข้าไม่รับผิดชอบนะ”เทศกาลปีใหม่นางลืมให้เงินเขาและพี่ใหญ่ ที่เทียนเฉาเทศกาลปีใหม่ผู้ที่มีอายุมากกว่าต้องให้อั่งเปาแก่ผู้ที่มีอายุน้อยกว่าหนึ่งตำลึงเงินนี้จึงเป็นเงินชดเชยอั่งเปาปีใหม่ มีเงินอยู่ในมือก็ใช้ได้แล้วฮ่าฮ่าฮ่า…