"อืม...เจ้าคิดเช่นไร"
"คงอยากจะส่งนางมาเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกระมัง..หึ" รัชทายาทตอบพร้อมกับทำท่าทางเบื่อหน่าย พระชายารองก็ได้มาจากแคว้นจินหลาน ยังจะมีมาจากแคว้นใดอีกกี่คนกัน "ครั้งนี้เสด็จพ่อมิทรงรับไว้เองเล่าพะยะค่ะ"
"ไม่ล่ะ..เรื่องนี้ค่อยว่ากันรอดูท่าทีองค์หญิงชางไปก่อนเถอะ"
"มิมอบให้น้องรองกับน้องสาม??" พูดทีเล่นทีจริง
"ชายาเอกยังมิได้สมรสจะมีชายารองได้อย่างไร แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ น้องทั้งสองของเจ้าเคยประกาศไว้แล้วว่าจะมิรับชายารึอนุใดเพิ่ม จะมีเพียงเหม่ยเซียนเพียงหนึ่งเดียว"
"ลูกก็อยากจะกล่าวเช่นนั้นได้บ้างพะยะค่ะ..เฮ้ออ!!" เหลือบมองชายชุดดำที่อยู่ด้านหลังแล้วยิ้มบาง
"พอๆๆ ..เรื่องอาจจะไม่เป็นอย่างที่คิดก็ได้ผู้ใดจะรู้" ฝ่าบาทกล่าวตัดบทและคุยเรื่องงานอื่น
๑---------------------------๑
ยามเซิน (15.00)
ในวังหลวงตอนนี้เหล่าขุนนางมากมายเดินกันขวักไขว่ กลุ่มใดรู้จักสนิทสนมกันก็จับกลุ่มตั้งวงพูดคุยอย่างสนุกสนานก่อนที่ฮ่องเต้และฮองเฮาจะเสด็จเข้างานกลางยามเซิน (16.30) บรรดาคุณหนูคุณชายผู้ใดมิมีคู่หมายก็ต่างแอบมองกันและกัน บางคนหลังจบงานนี้อาจจะส่งแม่สื่อไปทาบทามกันเลยก็มี คล้ายกับจะเป็นงานจัดหาคู่เล็กๆ ของแคว้นเลยทีเดียว
ด้านหน้างานมีขันทีคอยตะโกนเรียกชื่อเหล่าขุนนางที่เข้ามาร่วมงานอย่างมิได้ว่างเว้น งานในวันนี้จัดที่นั่งตามยศบรรดาศักดิ์มิแยกชายหญิง จุดสูงสุดเป็นฮ่องเต้ถัดมาซ้ายมือเป็นฮองเฮา พระสนม องค์รัชทายาท องค์ชายสาม องค์ชายรอง ท่านแม่ทัพ ท่านผู้ตรวจการลดหลั่นกันไป ด้านขวาของฮ่องเต้เป็นเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นตั้งแต่ยศสูงไปจนถึงยศต่ำ และแน่นอนว่าถัดจากองค์ฮ่องเต้ถูกว่างไว้ และตามด้วยสกุลจูนั่งถัดจากที่ว่างเป็นลำดับแรก ตามมาด้วยราชเลขา และตำแหน่งต่ำลงไป
"สกุลจูมาถึงแล้วว!!" เสียงขันทีตะโกนเรียกสายตาผู้คนให้หันมอง ซึ่งมีเพียงเสนาบดีจู เกาฮูหยินและบ่าวเดินตามมาเพียงสองคนปราศจากบุตรีเสียงพูดคุยกันเงียบตามมาจวบจนเสนาบดีจูนั่งลงตรงที่ที่ถูกจัดไว้
"พระคู่หมั้นมิได้มาพร้อมท่านรึ" ราชเลขาหวังเอ่ยถามเนื่องจากนั่งอยู่ใกล้ๆ กัน
"ไม่หรอกองค์ชายทั้งสองไปรับเหม่ยเอ๋อร์ที่จวนคงจะตามมาภายหลัง" เสนาบดีจูกล่าว
"อ่อ..เป็นเช่นนั้น" จบคำก็ร่วมดื่มสุราด้วยกัน เกาฮูหยินเอ่ยทักทายพูดคุยกับฮูหยินของท่านราชเลขานาม ซ่งฮูหยินและจิบชา
ผ่านไปสองเค่อ (30นาที)
"องค์หญิงแห่งแคว้นชาง ชางหวงหลานเสด็จ!!" จบเสียงขันทีเหล่าขุนนางต่างแปลกใจ หันมองทันที สตรีหน้าตาหมดจดเกล้าผมมวยขึ้นทั้งศีรษะประดับปิ่นทองรูปหงส์เป็นสร้อยระย้าลงมาบ่งบอกถึงบรรดาศักดิ์ ชุดผ้าไหมสีชมพูเข้มปักลายหงส์เฉกเช่นปิ่น หากมิใช่เชื้อพระวงศ์คงมิมีผู้ใดกล้าหยิบมาสวมใส่ ใบหน้างดงามเชิดรั้นดูหยิ่งผยองเหลือบมองเหล่าขุนนางด้วยหางตา ทุกคนลุกขึ้นค้อมหัวให้นางด้วยยศที่สูงกว่า นางเหยียดยิ้มอย่างพึงพอใจ ขันทีเดินนำนางมานั่งตรงที่ว่างข้างๆ สกุลจู ถัดจากองค์ฮ่องเต้ 'อย่างน้อยแคว้นเจ้าก็ยังคงให้เกียรตินางอยู่บ้าง' เมื่อชางหวงหลานนั่งลงบ่าวรับใช้รวมกับองครักษ์ทั้งหมดห้าคนก็นั่งด้านหลังของนางตรงที่นั่งที่ถูกจัดขึ้นและขันทีก็เดินจากไป
หน้าสถานที่จัดงานคือสวนกลางวังหลวงยังคงคึกคัก ขุนนางน้อยใหญ่พร้อมครอบครัวต่างเดินเข้ามานั่งที่ของตนเองจนเกือบเต็ม
๑------------------------๑
กลางยามเซิน (16.00 น.)
"องค์ชายรองเจ้าหย่งเจี้ยน องค์ชายสามเจ้าหย่งเซิงและพระคู่หมั้นจูเหม่ยเซียนเสด็จ...จจ!!" ขันทีหน้างานเรียกทุกสายตาให้หันมองสตรีที่น่าอิจฉาที่สุดในแคว้นเจ้า
"ถวายพระพรองค์ชายรอง องค์ชายสามและพระคู่หมั้น พะยะค่ะ/เพคะ" ทุกคนในงานลุกขึ้นถวายพระพร
"อืม...อย่าได้มากพิธี" หย่งเจี้ยนพูดจบก็เดินต่อ ในยามนี้ผู้คนทั้งหมดต่างมองตามเมื่อทั้งสามเดินผ่านไป
เจ้าหย่งเจี้ยนและเจ้าหย่งเซิงแต่งชุดคล้ายคลึงกันคือสีน้ำเงินเข้มเกือบดำปักลายมังกรสีทองตัวน้อยตรงหน้าอกและปลายแขนเสื้อ เสื้อตัวในสีขาว เจ้าหย่งเจี้ยนเกล้าผมขึ้นครึ่งศีรษะรัดเกล้าสำหรับบุรุษลายมังกรสีทองเข้าชุด ใบหน้าคมคายหล่อเหลา เฉยชา ยากจะหาผู้ใดเปรียบเทียบ ส่วนเจ้าหย่งเซิงรัดเกล้าและเสียบปิ่นลายมังกรเช่นกันแต่มีระย้าตรงหางเล็กๆ ใบหน้าหล่อมีเสน่ห์โปรยยิ้มไปตลอดทางแต่หากผู้ใดที่รู้จักพระองค์ดีจะทราบว่านี่เป็นรอยยิ้มทางการค้า หาได้มีความจริงใจไม่!! มือขาวขององค์ชายสามจับจูงมือน้อยของคู่หมั้นมิยอมปล่อย
จูเหม่ยเซียนในชุดอาภรณ์สีฟ้า ปลายชุดขลิบสีขาวปักลายดอกโมลี่ฮวา (ดอกมะลิ) จากดอกใหญ่ไปดอกเล็กระบายเต็มปลายชุดที่ยาวจนลากพื้นเสื้อตัวในสีขาว ใบหน้าตกแต่งโทนสีสว่างไม่เข้มมากเน้นขอบตาขีดดินสอสีดำจนดูคม น่าค้นหา เปลือกตาสีฟ้าอ่อนสลับขาว ริมฝีปากสีชมพูมันวาวแลดูน่าทะนุถนอม เกล้าผมขึ้นครึ่งศีรษะเสียบปิ่นสีขาวลายดอกเดียวกับชุดมีพู่เป็นหยดน้ำสีน้ำเงินเข้มไล่เรื่อยจางลงมาจนเป็นสีฟ้าอ่อนตรงปลาย ตุ้มหูก็เป็นดอกเข้าชุดกัน
ชุดผ้าไหมผิวมันของทั้งสามคนได้รับพระราชทานมาจากฮองเฮาเรียบๆ แต่ดูสง่างาม
เหม่ยเซียนหันมองทางท่านพ่อและท่านแม่แล้วยกยิ้ม จนไปสะดุดตากับสตรีที่นั่งถัดขึ้นไปจากบิดา 'สตรีผู้นั้นเป็นใครกัน'
ยามนี้สตรีที่เหม่ยเซียนกำลังสงสัยอยู่นั้น ดวงตาของนางกำลังมองเหม่อไปที่องค์ชายทั้งสองพระองค์ด้วยสายตาคาดหวัง
เสียงพูดคุยเบาๆ ดังขึ้นทุกที่ที่ทั้งสามคนเดินผ่าน "เหมาะสมกันยิ่งนัก" / "ดูพระคู่หมั้นช่างงดงามล่มแคว้นจริงๆ" / "องค์ชายทั้งสองพระองค์หล่อเหลาหาผู้ใดเปรียบจริงๆ" ฯลฯ มากมายถ้อยคำ เหล่าขุนนางนั่งพูดคุยกันจนหนึ่งเค่อต่อมา
"ฮ่องเต้ ฮองเฮา พระสนม และองค์รัชทายาทเสด็จจ..จจ" จบคำผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในแคว้นก็ก้าวตามกันมายาวเหยียด ทุกคนที่นั่งอยู่เมื่อครู่ต่างลุกขึ้นยืนถวายพระพรกันอย่างพร้อมเพรียงแก่นายเหนือหัวในชุดสีทองปักลายมังกร ฮองเฮากับพระสนมในชุดสีขาวชมพูมุกปักลายหงส์และองค์รัชทายาทในชุดสีขาวปักลายมังกร
“ถวายพระพรฝ่าทาท ฮองเฮา พระสนม องค์รัชทายาท / ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปีพะยะค่ะ/เพคะ”
“อย่าได้มากพิธี ลุกขึ้นๆๆ” ฮ่องเต้ทรงอนุญาตและหันมองขันทีคนสนิท “เหลียงกงกง..เริ่มงานได้"
“พะยะค่ะ” เหลียงกงกงรับทราบและดำเนินการสั่งให้ยกสุราอาหารชั้นเลิศเรียงรายเข้ามา ฮ่องเต้เหลือบมองไปทางองค์หญิงแคว้นชาง แต่องค์หญิงผู้นั้นหาได้สนใจพระองค์ไม่ กลับมองไปทางฝั่งของโอรสทั้งสองของพระองค์ที่นั่งอยู่กับจูเหม่ยเซียน ‘นั่นไง’ จึงหันมองสบตากับรัชทายาท
“ลำดับต่อไปเป็นการกล่าวรายนามของผู้ที่นำของกำนัลมาถวายแด่องค์ฮองเฮา ลำดับที่หนึ่งแคว้นชาง องค์หญิงชางหวงหลาน” องค์หญิงต่างแคว้นสะดุ้งตื่นจากพวัง
“ถวายบังคมฝ่าบาท ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันชางหวงหลาน องค์หญิงลำดับที่สี่แห่งแคว้นชางได้รับมอบหมายจากเสด็จพ่อเป็นผู้นำของกำนัลจากแคว้นชางมาถวายเนื่องในวันพระราชสมภพแด่จางฮองเฮา และยังมาเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยเพคะ” ส่งของขวัญและจดหมายเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นให้ขันที