ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 32 ตอบโต้อย่างเด็ดขาด

            เห็นแต่เพียงหลินหยางที่ยื่นมือขวาของเขาออกไปทางที่เจิ้งชงกำลังพุ่งมาหาอย่างดุดันบนมือของเขาไม่ได้ปล่อยพลังอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อยแต่กลับสามารถสร้างเหตุการณ์สุดพิสดารจนอีกฝ่ายถึงกับพูดไม่ออก

            ครืนน

            อยู่ๆ ก็มีก้อนอัญมณีสีดำขนาดมหึมาปรากฏขึ้นตรงหน้าของหลินหยางอย่างกะทันหัน

            อัญมณีลูกนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณห้าถึงหกเมตรสูงสิบกว่าเมตร หากมองจากที่ไกลๆ แล้วมันจะดูคล้ายกับภูเขาขนาดเล็กลูกหนึ่ง เป็นอัญมณีที่มีขนาดใหญ่จนน่าใจหายและแน่นอนว่าต้องมีน้ำหนักที่มากจนยากจะคาดเดา

            ภูเขาอัญมณีที่มีน้ำหนักมากถึงหนึ่งหมื่นชั่งลูกนี้ อยู่ดีๆ ก็ปรากฏขึ้นมากลางอากาศแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยแล้วก็ร่วงหล่นตกทับใส่เจิ้งชงอย่างไร้ปราณี

            นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกัน!!!!

            เจิ้งชงคนนั้นตกใจจนลูกตาแทบจะถลนออกมาแล้ว

            แม้แต่เฉินผิงและยอดฝีมือระดับเซียนเทียนอีกสองคนก็ยืนเอ๋อไปแล้วเช่นกัน

            เรื่องแบบนี้มันอยู่เหนือความเข้าใจของพวกเขามากเกินไป

            ภูเขาลูกหนึ่งเลยนะ แม่มันเถอะ นั่นมันภูเขาเลยนะ อยู่ดีๆ มันก็โผล่ออกมากลางอากาศแบบนี้ได้ด้วยหรือ?

            แต่ไม่ว่าจะพยายามทำความเข้าใจสักแค่ไหนมันก็ไม่อาจเปลี่ยนชะตาชีวิตสุดอาภัพของเจิ้งชงผู้นี้ได้แล้ว

            ภูเขาอัญมณีสีดำลูกนี้มีน้ำมากถึงหนึ่งหมื่นชั่งโดยประมาณแต่ระดับพลังของเจิ้งชงนั้นต่อให้รีดพลังออกมาถึงขีดสุดก็มีระดับพลังแค่ห้าพันชั่งเท่านั้น เทียบกันไม่ได้เลยสักนิด

            หลังจากนั้นก็เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นอย่างรุนแรง เศษธุลีฟุ้งกระจายไปทั่วทุกสารทิศ

            ภูเขาสีดำขนาดย่อมร่วงหล่นไปตั้งตระหง่านบนพื้นอย่างองอาจแรงกระแทกนั้นทำเอาพื้นที่โดยรอบถึงกับสั่นสะเทือนไปหมด ส่วนคนที่เพิ่งตะโกนยั่วยุเหยียดหยามใส่หลินหยางเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้าอย่างเจิ้งชงนั้นบัดนี้ได้กลายเป็นเพียงเศษเนื้ออยู่ใต้ภูเขาอัญมณีไปแล้ว

            “เจ้าโง่!!”

            หลินหยางที่ยืนอยู่บนยอดของต้นไม้ ด่าทอออกมาสั้นๆ สองคำอย่างเย็นชาเฉินผิงโมโหจนสั่นไปทั้งตัว

            “ไป!!!!”

            แหวนบนนิ้วของหลินหยางเปล่งแสงออกมาแวบหนึ่ง ภูเขาอัญมณีก็ถูกดูดเก็บกลับเข้ามาจากนั้นเขาก็ออกตัวหนีต่อไป

            กลุ่มของเฉินผิงที่เหลืออยู่ไล่ตามขึ้นมาทันทีแต่ก็เห็นเพียงเศษเลือดเศษเนื้อที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น

            “ผู้อาวุโส...เจิ้ง...”

            ผู้อาวุโสตระกูลเฉินอีกสองคนที่ตามหลังเฉินผิงมานั้นยังคงตกอยู่ในอาการโศกเศร้า

            พวกเขาอยากจะรวบรวมซากศพของเจิ้งชงเพื่อเอากลับไปทำพิธีแต่ก็พบว่าศพของเขาคงจะไม่สามารถเก็บกลับไปได้แล้ว มันแหลกเละอย่างสิ้นเชิงความโศกเศร้าพุ่งทะยานถึงขีดสุด

            เฉินผิงถึงกับกัดฟันตัวเองแตกด้วยความพิโรธ

            สีหน้าและแววตาของเขาตอนนี้หมดสิ้นซึ่งความหยิ่งทระนงและความสบายใจแล้วเขารู้สึกเหมือนกับถูกชกใส่ใบหน้าอย่างรุนแรง เขาโมโหจนควันออกหูแล้ว

            เขาดูถูกผู้อาวุโสอายุน้อยคนที่เคยทำให้เฉินเย่เซิงเสียท่าไปแล้วคนนี้มากเกินไปแต่นั่นก็ทำให้ความต้องการที่จะฆ่าคนของเขาถูกปลุกขึ้น

            “ไล่ตามมันไปซะ!!!!”

            ทั้งสามคนกัดฟันไล่ตามหลินหยางต่ออีกครั้ง

            ส่วนหลินหยางตอนนี้แซงหน้าพวกเฉินผิงไปแล้วประมาณพันเมตร

            “ฆ่าไปแล้วหนึ่ง ยังเหลืออีกสาม!!”

            เปลวไฟแห่งความฮึกเหิมกำลังลุกโชนขึ้นในใจเขา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สูญเสียความเยือกเย็นในการตัดสินใจไปเลย

            ความสามารถที่แท้จริงของเขาอยู่แค่ระดับชุ่ยถี่ขั้นท้ายเท่านั้นหากปะทะกันตรงๆ กับทั้งสามคนนั่น เขาไม่มีทางรอดชีวิตไปได้แน่เขาจึงต้องใช้ไพ่ตายของเขาค่อยๆ จัดการพรรคพวกของอีกฝ่ายลงก่อน จากนั้นค่อยเข้าปะทะตัดสินเป็นตายกับมัน

            ไพ่ตายใบแรกก็คือการใช้วิชาลับของแหวนพระสุเมรุอย่างวิชาอัญเชิญมหาภูผา นั่นเอง ผลลัพธ์ดีอย่างที่คิดเลยจริงๆ

            ความจริงแล้วมันก็แค่การใช้พลังในการเรียกเอาสิ่งของที่เราเก็บไว้ในมิติพิเศษออกมาได้ในพริบตานั่นเอง ซึ่งก่อนหน้านี้เวินติ่งเทียนก็ได้จัดเตรียมเหล็กทมิฬจากฟากฟ้าที่มีน้ำหนักมากถึงหมื่นชั่งเอาไว้ให้เขาชิ้นหนึ่งตอนนี้มันถูกหลินหยางเอาไปใช้เป็นอาวุธโค่นล้มพวกระดับเซียนเทียนแล้ว

            เพียงแต่การที่แผนนี้จะสำเร็จได้นั้นต้องพึ่งหลายๆ ปัจจัยดังนี้

            หลินหยางต้องใช้มันจากที่สูงเท่านั้นซึ่งเจิ้งชงในตอนนั้นอยู่ที่ต่ำกว่าพอดี และอีกปัจจัยก็คือหลินหยางรอจังหวะที่เจิ้งชงกำลังลอยอยู่กลางอากาศทำให้มันไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้ ค่อยปล่อยภูเขามหึมานี่ออกไปมันทำให้เขาสามารถจัดการศัตรูลงได้ในครั้งเดียว

            ถ้าหลินหยางสามารถปล่อยหินนี่ได้ตามใจละก็เขาก็คงเปิดฉากฆ่าไม่เลี้ยงในการปะทะกันครั้งใหญ่เมื่อครู่นี้แล้ว

            เพียงแต่การที่สามารถกำจัดเจ้าโง่คนหนึ่งลงได้ด้วยวิธีนี้มันช่างรู้สึกสะใจยิ่งนักเพียงแต่หลินหยางตอนนี้ยังคงห่างไกลจากคำว่าพ้นวิกฤตอยู่มากโข ไพ่ตายใบนี้เองก็คงจะใช้ได้แค่ครั้งเดียวถ้าใช้ซ้ำอีกครั้งคงจะไม่ได้ผลลัพธ์สุดอัศจรรย์แบบนั้นอีกแล้ว

            “ขึ้นไปบนต้นไม้ อย่าให้มันอยู่ที่สูงกว่า!!”

            พวกของเฉินผิงไล่ตามมาถึงแล้ว

            พวกมันเองก็ปีนขึ้นไปอยู่บนยอดไม้เหมือนกันขอแค่ไม่ปล่อยให้หลินหยางอยู่สูงกว่า ก็จะไม่โดนภูเขานั่นทับใส่โดยปริยาย

            หลินหยางพอเห็นเงาร่างกำลังวิ่งตามเขาจากบนยอดไม้นั่นแล้วแววตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาแวบหนึ่ง จากนั้นก็กระโดดลงไปในป่าทึบทันที

            พวกของเฉินผิงถึงกับคิ้วขมวดจนแน่นเป็นปมอีกครั้ง

            พอพวกเขาตามขึ้นไปแล้ว หลินหยางกลับกระโดดลงไปด้านล่างอีกครั้ง...

            เจ้าเด็กเปรตนี่มันจะมาไม้ไหนอีกเล่า?

            ไม่สนแล้ว ตามมันไป!!!!

            ด้วยระดับพลังฝีมือของพวกมันแล้วไม่นานก็ไล่ตามหลินหยางทันอีกครั้ง

            เฉินผิงลังเลเล็กน้อย แต่ก็คิดว่ามันคงไม่มีลูกเล่นประหลาดๆ อะไรอีกแล้วจึงโบกมือออกคำสั่ง โดยตัวเองจะเป็นหัวหอกพาอีกสองคนที่เหลือเข้าไปจัดการกับเจ้าเด็กเวรหลินอี้นี่ให้ตายในทีเดียว

            แต่พวกเฉินผิงเคยเห็นเทคนิคพิสดารแบบนี้ของหลินหยางเป็นครั้งแรกจึงจินตนาการออกเพียงขั้นเดียวเท่านั้น พวกมันลืมคิดไปว่า ภูเขาอันณมณีนั่นถ้าตกจากบนฟ้าได้ ก็ต้องผุดขึ้นจากผืนแผ่นดินได้เช่นกัน

            และแล้ว โศกนาฏกรรม ก็เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

            หลินหยางกะจังหวะตอนที่พวกของเฉินผิงเข้าใกล้ตัวเขาแล้วจากนั้นก็ใช้งานแหวนพระสุเมรุอีกครั้ง

            ภูเขาขนาดมหึมาผุดขึ้นจากผืนปฐพีพวกของเฉินผิงก็กลายเป็นเหมือนแมลงวันไร้หัวสุดซวย จากนั้นก็ชนเข้ากับหินแร่สีดำที่มีความแข็งอย่างไร้ที่ตินั่น

            โป๊ก โป๊ก โป๊ก

            เสียงกระแทกดังขึ้นสามครั้งอย่างชัดเจน

            คนที่ยิ่งมีพละกำลังเยอะก็จะยิ่งเจ็บตัวเยอะตามพละกำลังของตัวเอง

            เจ็บตัวเท่าไร ก็เจ็บใจเท่านั้น

            ตอนที่เฉินผิงเอาหน้าตัวเองไปกระแทกใส่ภูเขานั่นที่อยู่ดีๆ ก็โผล่ขึ้นมาจากผืนดินนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าจมูกของตัวเองเริ่มจะไม่มีความรู้สึกแล้วเลือดจากจมูกไหลออกมาเป็นทางยาว

            “หลินอี้!!!! ข้าจะฆ่าแกข้าจะต้องฆ่าแกทิ้งให้ได้!!!!”

            เขาตะโกนออกมาจนคอแทบจะฉีกแล้ว การไล่ฆ่าแบบง่ายๆ ทำไมถึงกลายมาเป็นสภาพนี้ได้กันเล่า

            “เจ้าพวกโง่ทั้งสามตัว!!”

            หลินหยางทิ้งคำด่าสุดเจ็บแสบเอาไว้ จากนั้นก็เก็บภูเขาอัญมณีสีดำเข้าแหวนแล้วก็รีบวิ่งหนีต่อทันที

            “ตามมันไปซะ!!!! ตราบใดที่เด็กเวรนั่นยังมีชีวิตอยู่ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับบ้านเลย จะต้องจับเจ้าหลินอี้นั่นมาขยี้ให้เละให้ได้!!!!”

            “ขอรับ!!”

            ภายใต้การขู่เข็นของเฉินผิงนี่เป็นการไล่ฆ่าที่ทั้งสามยอดฝีมือระดับเซียนเทียนต่างก็รู้สึกเสียหน้าอย่างที่สุด

            ถึงเจ้าหลินอี้นี่สำหรับพวกเขาแล้วก็ไม่ค่อยต่างอะไรกับไก่บ้านตัวหนึ่งแต่ไก่บ้านตัวนี้กลับใช้วิชาอัญเชิญมหาภูผานั่น ล้อเล่นกับพวกเขาเสียยับเยิน

            หลินหยางไม่มีทางหนีจากพวกเขาพ้นแน่แต่ทุกครั้งที่พวกเขากำลังจะจับเป้าหมายได้นั้นเจ้าภูเขาขนาดมหึมานั่นก็โผล่ออกมาหลอกหลอนพวกเขาอีกทันทีทำเอาพวกเขาต้องหลบกันจ้าละหวั่น

            แต่เฉินผิงก็สมกับเป็นนักฆ่ามากประสบการณ์เขาวิเคราะห์ไม่นานก็จับจุดได้แล้ว

            เฉินผิงพลันใช้ความเร็วที่เหนือกว่ามากนั่น พุ่งเข้าไปปิดทางหลินหยางเอาไว้จากทางด้านหน้า ส่วนอีกสองคนก็ประกบด้านหลังซ้ายขวาจนกลายเป็นเหมือนรูปสามเหลี่ยม

            เส้นทางหนีถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง

            ตอนนี้ถึงเวลาที่หลินหยางต้องสู้สุดชีวิตแล้ว

            เขาจ้องมองไปที่พวกของเฉินผิงที่กำลังล้อมรอบเข้ามาจมูกของแต่ละคนล้วนเป็นสีแดง สีหน้าเหยเกอย่างชัดเจน

            อยู่ดีๆ หลินหยางก็หัวเราะออกมา

            หนึ่งเดือนก่อนหน้า ตัวเองยังเป็นแค่เด็กหนุ่มที่ไม่สามารถแม้แต่จะบีบคอไก่ให้ตายได้และก็เกือบจะถูกฆ่าตายไปแล้วด้วย

            แต่ตอนนี้ตัวเขากลับมีพลังที่สามารถทำให้พวกยอดฝีมือระดับเซียนเทียนต้องอับอายและโมโหได้

            ความเร็วในการเติบโตของเขามันช่างทำให้รู้สึกดีจริงๆแต่น่าเสียที่มันก็ยังไม่มากพอที่จะใช้ฝืนลิขิตฟ้า

            แต่ไม่เป็นไร ตอนนี้มันมาถึงการปะทะกันครั้งสุดท้ายแล้วไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องอื่นแล้ว

            ความคิดของหลินหยางตอนนี้ไร้ซึ่งสิ่งรบกวนใดๆ ทั้งสิ้นในใจเขาตอนนี้ลุกโชนไปด้วยความกระหายการต่อสู้ในแบบที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อนเลือดในตัวเริ่มอุ่นขึ้นเรื่อยๆ แต่ละส่วนของร่างกายต่างก็กำลังคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว

            หนึ่งในสามคนที่เขาสาบานว่าจะต้องฆ่าทิ้งเพื่อล้างแค้นให้ได้อย่างเฉินผิงนั้นยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้วยังจะมัวลังเลอะไรอีก?

            แววตาเหยียดหยามของสามคนตรงหน้าที่มองมาทางหลินหยางนั้น ราวกับว่าพวกมันกำลังมองมาที่หมูในอวยที่อย่างไรก็ต้องถูกเชือดตายอยู่แล้วถ้าอย่างนั้นจะรีรออะไรอีก?

            เอาก็เอาสิวะ!!

            สู้กับพวกมันให้ตายกันไปข้างซะเลยสิ

            จะฆ่าก็ฆ่า!!

            ฆ่าเจ้าพวกเดรัจฉานโฉดชั่วอย่างพวกตระกูลเฉินทิ้งให้หมด!!

            เฉินผิงเห็นหลินหยางหยุดนิ่งไม่ขยับแล้วก็เผยรอยยิ้มอำมหิตออกมา

            ถึงการยิ้มครั้งนี้จะทำให้เขารู้สึกเจ็บที่หน้านิดๆ ก็ตามแต่มันก็รู้สึกสะใจมากกว่าอยู่ดี

            พอพูดแล้วก็รู้สึกน่าอายอยู่เหมือนกันเขาที่เป็นถึงพ่อบ้านของตระกูลเฉิน และยังเป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลางอีกด้วยแต่กลับรู้สึกยินดีที่จะได้ฆ่าเจ้าหนูระดับชุ่ยถี่แบบนี้นี่นะ?

            แต่มันคือความจริง

            เขาถึงกับมีความคิดที่ว่า ในที่สุดก็จะได้ฆ่าหลินอี้แล้วและตอนที่เขากำลังเผชิญหน้ากับหลินอี้อยู่นั้นแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่อยากจะยอมรับเลยว่า เขามีความรู้สึกหวาดกลัวแฝงอยู่ในใจด้วย

            แต่ตอนนี้ เขากำลังจะได้ฆ่าเจ้าหนูนี่เพื่อจบเรื่องทั้งหมดลงได้เสียที

            มาให้ฆ่าซะดีๆ เถอะ หลินอี้!!!!

            เฉินผิงไม่ได้พูดอะไรอีกส่วนอีกสองคนก็กัดฟันไม่ได้พูดพล่ามอะไรเช่นกัน

            พวกเขาอยากจะฆ่าเจ้าหนูตรงหน้านี่ให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ราวกับว่าตราบใดที่มันยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาก็จะไม่มีทางสงบใจได้เลย

            ทั้งสามคนเริ่มลงมือแล้ว

            ในตอนที่พวกเขาปลดปล่อยพลังฟ้าดินออกมาพร้อมกันนั้นภายในป่าทึบก็ราวกับว่ามีเทพแห่งความตายสามองค์จากขุมนรกมาจุติในโลกมนุษย์

            บนตัวของพวกเขามีประกายแสงสีขาวส่องสว่างเปล่งกระกายออกมาจากทั่วทั้งร่างกายราวกับเปลวไฟที่กำลังลุกโชนหมัดของพวกเขาเปลี่ยนไปเป็นอาวุธที่น่ากลัวที่สุดในโลกพวกเขากะจะเข้าไปชกใส่หลินหยางให้ร่างแหลกเละในพริบตาภายในหมัดเดียว

            ในขณะที่คนทั้งสามปลดปล่อยพลังออกมานั้น ต้นไม้รอบๆ ก็แตกกระจุยกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยจิตสังหารอันน่ากลัวที่ทั้งสามปล่อยออกมาก็ราวกับว่าจะทำให้พื้นที่รัศมีร้อยเมตรโดยรอบสูญเสียความมีชีวิตชีวาไปหลินหยางที่ตกอยู่ในวังวนแห่งความตายแบบนี้ จะต้านทานการโจมตีพร้อมกันของทั้งสามคนนั้นได้อย่างไร?

            หลินหยางขยับตัวแล้ว

            เขายกมือขวาขึ้น

            วิชาอัญเชิญมหาภูผา!!

            ภูเขาอัญมณีสีดำปรากฏขึ้นตรงหน้าหลินหยางซึ่งมันเป็นด้านที่เฉินผิงและยอดฝีมือระดับเซียนเทียนอีกคนพุ่งเข้ามาโจมตีพอดี

            ภูเขาที่หลินหยางเรียกออกมานี้ใหญ่พอที่จะหยุดการโจมตีของทั้งสองคนนั้นได้แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้วิกฤตของหลินหยางลดน้อยลงเลย

            ยังมียอดฝีมือระดับเซียนเทียนอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้ถูกภูเขาบังไว้กำลังพุ่งเข้าหาหลินหยางโดยหมัดทั้งสองข้างของมันนั้นถูกห่อหุ้มไปด้วยพลังฟ้าดินจนดูน่ากลัว

            “หยุดสองคนนั้นได้แล้วคิดว่าจะรอดหรือไง?ไปตายซะเถอะ!!!!”

            ยอดฝีมือท่านนี้เองก็โกรธแค้นหลินหยางจนหัวแทบจะลุกเป็นไฟแล้วเช่นกันเขาลงมือด้วยวิชาสุดอำมหิต โดยหวังจะฆ่าหลินหยางให้ตายในทันที เขารวบรวมพลังฟ้าดินเอาไว้ในฝ่ามือจนพลังหมัดของเขาในตอนนี้มีมากถึงสี่พันชั่งการจะฆ่าหลินหยางนั้นง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วย

            ถึงเฉินผิงและพวกอีกคนหนึ่งจะถูกภูเขานี่กั้นทางเอาไว้อยู่แต่เขาก็พอจะเดาจุดจบของหลินหยางออกอยู่เหมือนกัน

            และก็เป็นไปตามคาด มีเสียงอัดกระแทกทุ้มต่ำดังขึ้นอย่างชัดเจน

            มันเป็นเสียงของหมัดลุ่นๆ ที่ชกเข้าใส่ตัวคนเข้าเต็มๆและตามมาด้วยเสียงกระอักเลือดคำโตของหลินหยาง

            ผุด!!

            ไงเล่า เจ้าเด็กเวร ดูสิว่าคราวนี้จะยังรอดไปได้อีกหรือเปล่า!!

            เฉินผิงรู้สึกสะใจสุดๆ รีบวิ่งอ้อมภูเขาอัญมณีเพื่อมาดูสภาพศพของหลินหยางแต่ภาพที่เห็นทำเอาเขาตกใจจนตาถลนอีกครั้ง

            หลินหยางถูกต่อยจริงๆ และกระอักเลือดออกมาจริงๆ

            แต่เจ้าหนุ่มนี่ใช้ภูเขาอัญมณีที่อยู่ด้านหลังแทนกำแพงเพื่อไม่ให้ถูกซัดปลิวไปไกลจนตัวเขาถูกอัดกระแทกเข้ากำแพงภูเขาอัญมณีนั่นจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆในขณะเดียวกันก็ใช้แขนซ้ายที่ตอนนี้มีสภาพเละเทะไปแล้วรับหมัดของยอดฝีมือระดับเซียนเทียนคนนั้นพร้อมกับกำหมัดของอีกฝ่ายเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยส่วนมือข้างขวาของเขาตอนนี้ก็ชูขึ้นฟ้าราวกับอสุราที่กำลังเงื้อมมือมารขึ้นเตรียมจะลงมือสังหาร

            แขนขวาของหลินหยางตอนนี้มีถุงมือที่ไม่รู้ว่ามันโผล่ออกมาจากไหนสวมใส่อยู่ด้วย