บทที่ 25 เริ่มต้นวันแรกก็ต้องรู้จักเพื่อนใหม่…มั้ง?
“ในที่สุดพวกเราก็ได้คุยกันสองต่อสองซะทีนะ ไปเปอร์”
ผมยิ้มดีใจที่หาโอกาสได้คุยกับไปเปอร์ซะที หลังจากตัดสินใจนั่งหลบซ่อนไม่ให้ไปเปอร์เห็นเป็นเวลานานในสวนนี้
วันนี้เป็นวันแดงแรงมากบวกกับชุดเครื่องแบบโรงเรียนที่ใส่มันชั่งร้อนยิ่งจนต้องถอดเสื้อนอกขนาดออกเอาบังแดดก็ยังร้อนอยู่ดี เหงื่อที่ไหลเต็มใบหน้าและแผ่นหลังจนเสื้อเปียกโชกแต่ผมก็นั่งยังทนรอปล่อยให้เวลาผ่านไปจนเสื้อแห้งรอโอกาสหาจังหวะที่จะเข้าไปคุยได้โดยเธอไม่หนีผมซะก่อน
ยังไงก็ต้องคุยกับเธอให้ได้! ผมตั้งใจอย่างนั้นจะปล่อยเธอเข้าใจผิดหรือกลัวอย่างนี้ต่อไปไม่ได้หรอก ลองนึกดู
ไปเปอร์จะต้องเข้าไปเก็บอุปกรณ์แน่นอนตอนที่เข้าไปในห้องโอกาสนั้นและคือตอนที่ผมจะคุยกับเธอได้ แม้จะต้องรอนานแต่ก็ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิดซะเท่าไรระหว่างรอผมก็ดูผักผลไม้ที่น่ากินในสวนใหญ่แห่งนี้อย่างเพลินตาก็ดูเธอรดน้ำด้วยรอยยิ้มที่ดูสนุกสนานก็อดยิ้มตามไม่ได้
ในเมื่อเธอยังอารมณ์ดีแบบนี้ผมคงคุยปรับความเข้าใจได้ไม่ยากนัก
“คือว่าไปเปอร์…”
“อย่าทำอะไรหนูเลยค่ะ”
หืม?
“ขอร้องละคะท่านเอมเบรส เรื่องเมื่อเช้าเป็นความของหนูเองคะแต่ได้โปรดปล่อยหนูไปเถอะสัญญาจะไม่มาให้เธอหน้าอีก เพราะงั้นอย่าทำอะไรหนูเลย”
เธอหน้าถอดสีตัวสั่นกลัวสุดพร้อมกันนั้นยังพยายามกุมมือที่สั่นหนักอ้อนขอร้องด้วยตาที่เปียกชื้นใกล้จะร้องไห้อยู่มะรอมมะร่อ ขอร้องให้ผมปล่อยเธอไป
อะ–เอ๊ะ? อ่าว!? ทำไมถึงเป็นแบบนี้ละเนี้ย!!
เห็นว่าอารมณ์ดีอยู่น่าจะเหมาะที่จะคุยด้วยกลายเป็นว่าตอนนี้ไปเปอร์กลัวผมสุดๆเหมือนเมื่อเช้า…ไม่สิ หนักกว่าเมื่อเช้าซะอีกทำไมกันอะ!?
ผมก็แค่แอบนั่งจ้องมองเธอมาเกือบจะชั่วโมงได้รอเธออย่างใจจดใจจ่อให้เข้าไปในห้องเก็บของเข้าออกทางเดียว จนเธอเข้าไปในห้องที่ปิดตายไร้ทางออกไม่ทางหนีผมไปไหนได้แล้วเข้าไปเจอเธอด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรเท่านั้นเอง…
เพราะผมเองนี้หว่า—!
ถึงการที่ยิ้มเป็นมิตรจะถูกต้องแล้วก็เถอะ แต่ไอ้ก่อนหน้านั้นและตัวปัญหา
วิธีผมใช้นี้มันไม่ต่างจากตัวร้ายเลย…ก็เป็นตัวร้ายจริงๆนี้หว่า งั้นก็ถูกต้องแล้ว…เฮ้ย ไม่ใช่แล้ว
ถึงจะเป็นตัวร้ายแต่การมานั่งรอและแอบจองมองสาวเป็นชั่วโมงแบบนี้ไม่ต่างจากโรคจิตเลยนี้หว่า! ถึงผมจะเป็นตัวร้ายเอมเบรสก็จริงนะแต่ไม่เป็นโรคจิตนะขอบอกก่อน
“เออ ไปเปอร์ยังไงก็ใจเย็นก่อน…”
“ขอร้องละคะ อย่างทำอะไรหนูเลย!”
ทำไมกลัวกว่าเดิมอีกอะ? ก็อุตส่าห์พยายามปั่นหน้ายิ้มอย่างเป็นมิตรเต็มที่……อ้าวเฮ้ย!?
พอเหลือบไปเห็นกระจกที่สะท้อนใบหน้าตนเองปรากฏว่าเห็นรอยยิ้มกว้างแสนชั่วร้ายใบหน้าของเอมเบรสเหมือนกำลังคิดแผ่นชั่วร้าย ‘หลังจากนี้จะทำอะไรกับเธอดีน่า’ อะไรประมาณนั้น
ตายแล้วหว่า ไอ้ผมก็นึกว่ากำลังยิ้มอย่างเป็นมิตรอยู่ไหนกลายเป็นรอยยิ้มแสนชั่วร้ายไปได้ละเนี่ย เห็นเองแล้วก็ไม่แปลกใจทำถึงกลัวผมเห็นเองยังกลัวเลย ทำไมกันนี่ก็แค่ยิ้มธรรมดาเอง
อะไรอะหน้าเอมเบรสมันเหมือนไอ้เทวดาหน้าช.ช้างหรือไงยิ้มเมื่อไรเป็นตัวร้ายเมื่อนั้น ชักไม่แปลกแล้วทำไมเห็นเอมเบรสมันหน้าชั่วร้ายได้ตลอดเวลา
แต่ปัญหาตรงหน้าคือจะทำยังไงให้ไปเปอร์สงบลงได้
จากที่ดูแล้วถ้ากลัวขนาดนี้คุยยังไงก็ไม่รู้เรื่องแน่ ถ้ามีฮันนามาด้วยอย่างน้อยก็ยังเข้าเกลี้ยกล่อมให้ใจเย็นได้เอาไงดี…
****
‘ใครก็ได้ช่วยด้วย!’ ฉันได้แต่ก้มตะโกนออกมาในใจ
ตรงหน้าของฉันที่ยืนขวางทางอยู่ตอนนี้คือ เอมเบรส คัดเดิล ซี วอร์ม ลูกงดยุกของอาณาจักร ชายผู้มีชื่อเสียงในการใช้อำนาจเผด็จการกับสามัญชนและเป็นชายเชิดชูถึงขุนนางสายเลือดบริสุทธิ์ผู้เกลียดคนต่างเผ่าด้วย เป็นขุนนางบุคคลที่ควรอยู่ให้ห่างใครที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ใครๆที่เป็นแบบเธอย่อมรู้ดี
‘ได้โปรดอย่าทำร้ายฉันเลย’ ฉันได้หลับตาแต่ภาวนาในใจ
ก่อนเอมเบรสจะโดนย้ายห้องเรียนมาเรียนห้องเดียวกับเธอก็ได้เห็นวีรกรรมต่างที่ทำไว้กับเพื่อนๆคนที่เป็นสามัญชนหรือต่างเผ่า การกลั่นแกล้งการว่าร้ายทำร้ายคนอื่นเรียกได้ว่ามีให้เห็นจนชินตาจากเขาและคนในกลุ่มของเขาฉันได้แต่หวังว่าจะไม่เจอกับตัว
แม้จะทำเรื่องร้ายแค่ไหนก็ไม่มีใครทำอะไรเขาได้ด้วยที่เป็นความที่ว่าเป็นถึงลูกดยุก ขุนนางชั้นสูงทุกคนต่างทำเป็นไม่เห็นเพียงเพราะเป็นคนมีอำนาจคนไร้อำนาจอย่างพวกเราก็ได้แต่ทำใจในชะตากรรมที่เป็นสามัญชน
การที่เมื่อเช้าฉันไปบังเอิญเจอเอมเบรสนับเป็นความโชคร้ายที่สุดในชีวิตของฉันแล้วก็เป็นได้ และตอนนี้เขาที่นี่เพราะเรื่องเมื่อเช้าไม่ผิดแน่และต้องโกรธมากแน่ๆถึงได้มารอฉันเข้ามาในห้องเก็บอุปกรณ์คนเดียวไม่มีใครอยู่เพื่อจะได้ทำร้ายฉันอย่างสะดวกไม่มีใครมายุ่งเกี่ยว
ทำได้เพียงหลับตาแล้วกอดตัวเองไว้แล้วขอให้เรื่องนี้จบรวดเร็ว
เสียงสาดน้ำดังซ่าดังขึ้นในห้องเล็กๆที่เงียบนี้ ฉันที่กอดตัวเองไว้หลับตาไว้ระวังน้ำที่สาดมาทางเธอแต่กลับไม่รู้สึกเปียกแต่อย่างใดทั้งที่เสียงสาดน้ำดังขนาดนั้น พอลืมตามองบนพื้นก็พบน้ำที่ไหลมาแต่แตะเท้า
ด้วยความสงสัยจึงมองตาทางน้ำที่ไหลมาก็เจอภาพชวนประหลาดใจสุดๆ!!!
ภาพของเอมเบรสที่เป็นถึงลูกดยุกถือถังเปล่าที่เคยเต็มไปด้วยน้ำคว่ำลงเหนือหัวตัวเอง ชุดนักเรียนสั่งตัดราคาแพงตอนนี้เปียกโชกไปด้วยน้ำหยดไหลติงตามผมเผ้าและเครื่องแบบที่สวมอยู่
จากถังน้ำว่างเปล่าที่เขาพึ่งวางลงอย่างเฉยเมยไม่ได้มีท่าทีตกใจหรืออะไรกับเสื้อผ้าหน้าผมที่เปียกโชก แสดงให้เห็นว่าเขาราดน้ำในถังใส่ตัวเองด้วยความตั้งใจตนเอง แต่คำถามคือทำไม…
“ฉันขอโทษที่ทำให้เธอกลัว ไปเปอร์!!!”
เขาก้มหัวขอโทษฉันอย่างไม่มีเหตุผล
อะไรกัน…? นี่มันเกิดอะไรขึ้น…? ทำไมอยู่ดีๆขุนนางที่เป็นถึงลูกของดยุกของเอมเบรสถึงได้ก้มหัวขอโทษฉันละแถมสภาพเปียกปอนอย่างนี้
ยังไม่ที่จะเข้าใจถึงสิ่งเขาทำยังได้ขอโทษฉันอย่างจริงจัง เหมือนหัวหยุดชะงักไปดื้อๆไม่เข้าใจหรือเหตุผลที่เขาทำอย่างนั้น
ทำไมเขาถึงขอโทษ ควรเป็นฉันที่ขอโทษไม่ใช่เหรอ
ทำไมเขาราดน้ำใส่ตัวเอง ทั้งที่ต้องสาดน้ำใส่ฉันไม่ใช่เหรอ
เขาเป็นถึงขุนนางสายเลือดบริสุทธิ์ส่วนฉันเป็นแค่สามัญชนต่างเผ่า…แล้วทำไมถึงได้เป็นแบบนั้น
****
ดูเหมือนจะได้ผลน่ะ
ผมที่ก้มหัวขอโทษแอบมองหน้าไปเปอร์ที่กำลังรนทำตัวไม่ถูกอยู่กลับสถานการณ์ณะตรงหน้า
ในเมื่อผมคงทำให้สงบลงไม่ได้แต่คิดว่าน่าจะพอทำให้ประหลาดใจได้
ไปเปอร์ที่กลัวสุดขีดจนเหมือนจะคุมสติไม่อยู่ได้แต่กลัวตัวสั่นที่เห็นในมาดตัวร้ายแล้ว วิธีที่แก้ก็มีแต่ดึงอารมณ์ที่แรงกว่าหรือหนักความกลัวที่เธอเป็นอยู่ออกมาเพื่อให้ลืมความรู้สึกนั้นเลยเลือกทำให้ประหลาดใจแทน
ก็ไม่รู้คิดอะไรเหมือนกันดันไปหยิบถังน้ำมาราดใส่หัวตัวเองจนเปียกโชกอย่างนี้ แต่อย่างน้อยก็ดูเหมือนจะได้ผลไม่เปียกฟรีและไม่รอช้าระหว่างที่กำลังสนใจผมรีบขอโทษไปอย่างจริงจังที่ทำให้เธอกลัว
มันเป็นความผิดผมเต็มๆเลยที่ทำให้เธอกลัวเพราะฉะนั้น การที่ผมขอโทษเป็นที่ถูกแล้ว
“ฉันขอโทษจริงๆ ที่ทำให้เธอต้องตกใจกลัวอย่างนี้ฉันแค่อยากจะคุยปรับความเข้าใจกันเชยๆ แต่กลัวเธอจะหนีฉันอีกเลยรอให้เธอทำงานเสร็จก่อนแล้วเข้ามาในห้องจะได้คุยกันได้สะดวกแต่ไม่นึกว่าจะกลายมาเป็นอย่างนี้จริง ยกโทษให้ฉันได้ไหม!”
ผมยังก้มหัวขอโทษต่อ
ผมก็บอกความจริงไปโดยไม่รู้ว่าไปเปอร์จะเชื่อไหม จากที่เคยดูในอนิเมะแล้วเอมเบรสทำเรื่องร้ายๆไว้เยอะจนมีหลายครั้งที่ต่อให้พูดยังไงก็ไม่มีใครเชื่อแต่ก็ทำตามกันไปอย่างช่วยไม่ได้เพื่อเอาตัวรอด
ซึ่งผมไม่ต้องการแบบนั้น ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เธอยกโทษให้จริงๆ
“เอมเบรสถึงเป็นขุนนางนะ มาขอโทษสามัญชนแบบฉันจะดีเหรอแถมยังเป็นต่างเผ่าพันธุ์”
สายตาที่โลเลพร้อมกับคำถามแปลกๆที่เธอถามออกมา
พอได้ยินคำถามแบบนั้นเลยหยุดก้มหัวขอโทษมองสายตาไปเปอร์แล้วเหมือนจะเป็นคำถามที่จริงจังสำหรับเธอและผมก็ไม่รู้จะตอบยังไงได้แต่ยืนคิด
ดูเหมือนชนชั้นระหว่างขุนนางกับสามัญชนมีเรื่องชวนปวดหัวอยู่มากนักทั้งในเรื่องค่านิยม การเมือง ขนบธรรมเนียมประเพณีหรือวัฒนธรรม มากมายก่ายกองอยู่แค่ลองนึกจากความทรงจำเอมเบรสเล่นๆก็เจอเป็นร้อยเรื่องแล้ว
ถ้าเป็นเมื่อก่อนเอมเบรสคงไม่ทำอะไรแบบนี้หรอกแต่ตอนนี้ผมคือเอมเบรสเพราะงั้นคำตอบในแบบของผมไปตรงๆคือ…
“ฉันไม่สนใจเรื่องพันธุ์นั้นหรอก เรื่องนี้ฉันผิดเองจริงๆด้วยเพราะงั้นฉันขอโทษนะถูกแล้วละ”
“งั้น…เหรอ…”
จากที่ดูสีหน้าแล้วคงเป็นคำตอบที่ไม่ขาดคิดละมั้งนะเลยไม่รู้จะตอบรับยังไงดี ถึงไปเปอร์จะดูไม่กลัวผมเหมือนตอนแรกแล้วแต่เหมือนกำลังสบสนกับตัวว่าควรจะทำตัวยังไงกับผมดี
“จะว่าไปเปอร์ปกติจะต้องมาดูแลรดน้ำพวกผักผลไม้ในสวนคนเดียวเหรอ?”
ผมเลือกเปลี่ยนหัวข้อคุยหน่อยเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศซะหน่อยเลยเลือกเรื่องผักผลไม้ในสวนน่าจะเหมาะสุดและเป็นเรื่องที่คุยไปเปอร์ได้ง่ายหน่อยจะได้ผ่อนคลายลงและดูเหมือนจะได้ผล
“ไม่ค่ะ ปกติจะมีฉัน รุ่นพี่และเพื่อนที่อยู่ช่วยด้วย แต่ที่มารดน้ำตอนนี้เพราะเมื่อเช้ามมาสายเลยแอบมารดน้ำตอนนี้ระหว่างที่ให้เรียนด้วยตัวเอง”
“เรียนด้วยตัวเอง…หมายถึงอาจารย์ถูกเรียกประชุมด่วนนั้นสินะ”
“ค่ะ อาจารย์อิกลูเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย”
ไปเปอร์เริ่มคุยโต้ตอบกับผมได้ไม่มีท่าทางกลัวแม้จะยังประหม่าอยู่บ้างแต่ก็ยังดีกว่าตอนแรกเยอะแล้ว อย่างน้อยที่สุดคือเธอไม่มีท่าทีที่จะวิ่งหนีไปจากผม
“จะว่าไปไปเปอร์นี้สุดยอดเลยนะ ที่ดูแลผักได้มีดูน่าทานขนาดนั้นคงเคยปลูกผักหรือผลไม้มาก่อนเหรอ ดูจะชำนาญ?”
“ไม่หรอกค่ะ ที่จริงฉันและเพื่อนในรุ่นและรุ่นพี่ที่เข้ามาชมรมพร้อมกันต่างเป็นมือใหม่ไม่เคยปลูกอะไรมาก่อน โชคยังดีที่ได้คุณลุงคุณป้าที่เป็นคนดูแลสวนช่วยเหลือและแนะนำให้ความรู้เรื่องการปลูกผักและผลไม้อย่างถูกต้องเลยได้ขนาดนี้”
“งั้นเหรอ จะว่ามั้ยถ้าจะขอผักหรือผลไม้ไปกินสักลูกสองลูกน่ะ?”
ว่าแล้วได้จังหวะเลยขอถามซะหน่อย ยังไงก็ยังอย่างชิมมะเขือเทศอยู่ดีนั้นและไม่ได้เห็นแกกินอะไรหรอกนะขอบอกไว้ก่อน
“ถ้าเป็นมะเขือเทศตรงที่เอมเบรสหลบซ่อนอยู่ตรงนั้นไม่ได้นะคะ เพราะของคุณลุงคุณป้าที่ดูแลสวนไว้เป็นวัตถุดิบสำหรับทำอาหารในโรงอาหารโดยเฉพาะ แต่ถ้าอยากจะทานจริงๆเป็นมะเขือเทศของชมรมเกษตรกรของเราแทนได้ไหมคะ ถึงจะไม่สวยเท่าของคุณลุงคุณป้าตรงนั้นน่าจะพอทานได้หรือไม่ก็ผักผลไม้อย่างอื่นก็มีค่ะ”
“จริงเหรอ! ขอบใจมากนะไปเปอร์”
ดูเหมือนวันนี้โชคดีได้กินมะเขือเทศสดๆ ถ้าเอาไปให้ฮันนาจะทำอาหารอะไรทานละน่า~ แค่คิดก็หิวแล้ว
ถึงจะเสียดายหน่อยที่ไม่ได้มะเขือเทศตรงที่ผมเห็นแต่ได้ของฟรีจากชมรมเกษตรกรก็ดีจะแย่อยู่แล้วของสดๆเลยนะ ว่าแต่…งั้นเหรอแสดงว่ารั่วที่ล้อมกันดูแปลกๆพวกนี้คือ การแบ่งเขตระหว่างสวนของชมรมกับของโรงเรียน…
เอ๊ะ เดี๋ยวนะ!?
“ไปเปอร์เธอรู้ได้ไงว่าฉันอยากได้มะเขือเทศแถมบอกว่าตรงที่ฉันซ่อนตัวอยู่พอดีอีก ตกลงเธอรู้อยู่แล้วเหรอว่าฉันซ่อนอยู่ตรงนั้น!?”
พอถามงั้นไปเธอก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธอย่างร้อนรน
“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่นะคะท่านเอมเบรสถ้ารู้ว่าอยู่ตรงคงเชิญให้มานั่งหลบแดงดีไม่ปล่อยให้แตกแดดอย่างนั้นหรอกนะคะ!”
“แล้วทำไม…”
“เห็นออโรร่านะคะ!”
“ออโรร่า?”
ผมทวนคำไปเธอก็พยักหน้ายืนยันใหญ่ก่อนจะรีบอธิบาย
“ค่ะ! พอดีระหว่างที่รดน้ำเห็นมีแสงออโรร่าอ่อนๆสีน้ำตาลอ่อนธาตุดินส่องออกมาจากตรงแถวต้นมะเขือเทศพอดี แต่เห็นอ่อนเลยไม่ได้คิดอะไรจนมาเห็นท่านเอมเบรสตอนนี้เลยคิดว่าแอบซ่อนอยู่ตรงนั้นเพราะเป็นแสงออโรร่าสีเดียวกันกับในห้องเรียนที่ท่านเอมเบรสกำลังใช้เวทธาตุดินใส่ขวดแก้วเล็กที่ใส่อะไรสักอย่างตลอดการเรียน เพราะงั้นฉันไม่รู้จริงๆนะคะว่าแอบอยู่ตรงนั้นนะคะ!…”
“โอเคๆ ฉันเข้าใจเธอแล้ว เชื่อเธอยังไงก็ใจเย็นก่อนน่ะ”
พอเห็นรีบอธิบายมาเป็นชุดไม่หยุดเพราะกลัวผมเข้าใจผิดเลยบอกให้ใจเย็นลงก่อนเริ่มทำท่าจะร้องอีกรอบ
“แล้วก็เรียกเอมเบรสเหมือนตอนแรกก็พอแล้ว พอรนทีเรียกท่านเอมเบรสๆใหญ่เลย”
“เข้าใจแล้วค่ะท่านเอมเบรส…เฮ้ย เอมเบรสท่าน…อะ เอ๊ะ เอมเบรส…เอม…เอ๊ะ เอ๊—!?”
พอบอกให้แบบกันเองเหมือนจะเพี้ยนใหญ่ เหมือนได้ยินเรียก เบรสเอม มาด้วย ยังไงก็ยังกลัวฉันจริงๆด้วยสินะ …เอาเถอะค่อยๆปรับตัวเอาละกันยังไงก็ต้องเจอหน้ากันทุกวัน
ว่าแต่ไปเปอร์บอกว่าเห็นออโรร่าสินะ
ออโรร่าคือคลื่นพลังงานเวทหรือมานาพวกเราเหล่านักเวทปล่อยออกมาทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ตาม โดยปกติแล้วการเห็นออโรร่าเป็นของที่เห็นยากมากแม้เอมเบรสที่ก่อนจะเสียพลังไปก็เห็นได้เป็นคลื่นพลังออกมาไม่สามารถบอกสีได้
ตอนที่อยู่ในห้องเรียนคาบแรกนั้นระหว่างเรียนฉันแอบฝึกใช้พลังเวทธาตุดินลงไปในดินในขวดแก้วเล็กๆที่พกมาตลอดคาบเรียนซึ่งเป็นพลังเล็กน้อยที่มี เอมเบรสตอนนี้เสียพลังเวทกับมานาไปหมดแล้วแถมพลังเวทธาตุดินที่ตั้งใจจะเป็นธาตุหลักพลังยังอ่อนมากจากที่อาจารย์มาวัดที่บ้านก็เห็นได้
มันไม่ต่างจากหยดสีหยดเดียวในถังน้ำใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำเลย มันคงเจือจางจนมองไม่ออกว่าหยดสีอะไรลงไป ขนาดแชลลี่ที่นั่งข้างๆกับอาจารย์อิกลูที่สอนอยู่หน้าห้องยังไม่รู้สึกตัวเลยว่าผมฝึกเวทอยู่ ถ้ารู้คงโดนแชลลี่ทักไม่ก็โดนอาจารย์บ่นเรื่องที่ห้ามใช้เวทระหว่างเรียนไปแล้ว
แต่ไปเปอร์กลับรู้ แถมไม่ใช่แค่รู้ว่าใช้เวทอยู่แต่ยังบอกได้ว่าใช้เวทธาตุดินอีกต่างหากนั้นไม่ธรรมดาแล้ว
พอลองนึกดูแล้วมีตัวละครหนึ่งในอนิเมะเรื่อง ‘เกิดใหม่ครั้งนี้ขอใช้ชีวิตให้มันเทพสุดๆไปเลย’ ที่เป็นหนึ่งในฮาเร็มของริวจิที่เป็นมิโกะในอนาคตเองก็มีความสามารถแบบนี้เหมือนกันเป็นความสามารถที่หาได้ยากมาก ว่ากันว่ามีเพียง 1 ในล้านคนถึงจะมีความสามารถนี้ได้เป็นเหมือนดังพรจากเทพปฐพีและพฤกษา…
“เนตรดาราวรรณะ!!!”
“!!!?”
ทันทีที่ผมพูดอย่างนั้นไปเปอร์ตกใจอย่างมากเหมือนหลุดอะไรบางอย่างที่สำคัญมากที่ต้องปิดเป็นความลับออกมาจนต้องเอามือปิดปากทันทีนั้นช่วยยืนยันว่าที่คิดนั้นถูกต้อง!
เนตรดาราวรรณะ คือ ดวงตาที่สามารถของเห็นพลังธาตุเวทและมานาได้ดังดวงตาของเทพสำหรับเหล่าผู้ใช้เวทเป็นสิ่งมาค่าที่ใครๆก็อยากได้มาครอบ แม้ฟังดูแล้วมันไม่มีอะไรมากนอกจากเห็นพลังธาตุของคนอื่น แต่พอได้เห็นประโยชน์ที่มิโกะที่เป็นหนึ่งในฮาเร็มในอนาคตทำได้แล้ว โคตรโกง!
มันเหมือนเวลาเล่นไฟเกมกันแล้วเขาเห็นไฟในมือหมดแล้วแต่เราไม่เห็นของเขาเลย ไม่ว่าเราจะทำอะไรหรือวางแผนยังไงก็ไร้ความหมายเพราะเขารู้ไฟในมือเราหมดการต่อสู้เช่นกัน
มีศัตรูหลายตัวที่ริวจิและพรรคพวกผู้กล้าชนะไม่ได้ก็ได้เนตรดาราวรรณะพลังนี้และพลิกสถานการณ์ ถ้าให้เทียบเป็นเกมอารมณ์ไกด์บอกทางจะสู้ศัตรูตัวต้องใช้อะไรจุดอ่อนอยู่ตรงไหนอะไรประมาณนี้อย่างที่บอกโคตรโกง!! นี้ยังไม่รวมถึงความสามารถมองเห็นอื่นๆที่คนอื่นยังมองไม่เห็นและอื่นด้วยอีก
“ไปเปอร์นี้เธอมีเนตรดาราวรรณะจริงๆสินะ!”
“เอ๊! คือ…แบบว่า…!?”
เหมือนพยายามเธอพูดหรืออธิบายอะไรแต่พูดไม่ออกเพราะกำลังตกใจอย่างหนักมากที่ความลับสำคัญแตก ไม่รอให้เธอพูดเข้าไปไหลทั้งสองเขย่าเบาๆให้ได้สติก่อนจะบอกให้เธอชัดๆ
“ไปเปอร์ฟังนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นห้ามบอกใครพลังนี้เด็ดขาดเข้าใจไหม!!!”
ผมเน้นเสียงให้ชัดเพื่อเธอเข้าถึงพลังและความอันตรายของพลังที่เธอมี
ใช่เนตรดาราวรรณะเป็นพลังโกงมากและใครๆก็อยากได้มันไปครอบของไม่ว่าจะขุนนางและพ่อค้าทั้งหลายไม่ว่าตระกูลเล็กหรือใหญ่โต ศาสนจักรแห่งแสงหรือลักธิแห่งความมืด และอาณาจักร ต่างต้องการพลังนี้ในอนิเมะเพราะพลังนี้เกิดเรื่องมีเรื่องกับขุนนางยันมีปัญหาระหว่างอาณาจักรก็เคยเกิดขึ้นมากแล้ว และช่วยใหญ่โดนลักพาตัวเลยจบที่ต้องไปช่วยกลับมาเป็นประจำ
“เข้าใจที่ฉันบอกใช่ไหมไปเปอร์…”
“แกทำอะไรไปเปอร์ห่ะ!”
“อุบ!?”
ไม่ทันตั้งตัวก็ถูกใครบางคนต่อยที่หน้าเต็มแรงจนกระเด็นลงไปนอนกับพื้นที่เปียก
“เจ็บๆ เจ็บชะมัด ใครกัน!”
พอหันดูคนที่ต่อยก็นักเรียนกลุ่มหนึ่งมากันทั้งหมด 5 คน โดยมีชาย 3 หญิง 2 จากเท่านี้จำได้เหมือนจะเป็นเพื่อนในห้องเรียนเดียวกันหมด
“ฉันเองเบลก้า!”
คนที่ประกาศเองว่าเป็นคนต่อยผมอย่างห้าวหาญคือ เด็กสาวมาดนักสู้ผมสั้นเรียบสีเงินผิวแทนกำลังตั้งการ์ดขึ้นพร้อมสู้ได้ทุกเมื่อกำลังจ้องมาทางผมด้วยนัยน์ตาสีเงินสีเดียวกับเส้นผม ที่ตอนนี้แววตาเธอเต็มไปด้วยความโกรธสุดๆ
“หวังว่ายังคงจำได้กันนะเอมเบรส วันนี้และฉันจะจัดการแกที่นี่ตรงนี้เลย!”