ตอนที่ 107:ผมคือเซียเยว่
เมี่อเห็นสีหน้าตะลึงงันของฮัวชุนเซิงหลิวจือเซียก็คาดเดาผลลัพธ์ได้แล้ว
เขาหัวเราะและกล่าวทักทาย “เหล่าฮัว สวัสดีครับ ! ”
“คุณคือ... คุณหลิวใช่ไหม ? ”ฮัวชุนเซิงที่ยังติดตามวงการบันเทิงอยู่บ้าง บวกกับกระแสของหลิวจือเซียในช่วงนี้เขาจึงจำหลิวจือเซียได้
“ใช่ครับ ! ” หลิวจือเซียพยักหน้า “วันนี้บุ่มบ่ามมาหาขอเหล่าฮัวอย่าได้ถือสา”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” ฮัวชุนเซิงรีบโบกมือ “ผมเคยได้ฟังเพลงของคุณเพลง ‘กุ้ยเฟยเมามาย’ ที่คุณเขียนให้กับเพื่อนคนนั้นไม่เลวเลยเนื้อเพลงมีความหมายของวัฒนธรรมจีนลึกซึ้งและคลาสสิก ทั้งยังทำให้คนระลึกถึงวันวานอีกทั้งยังเผยแพร่ประเพณีของจีนอีกด้วย ไม่เลวเลย ! ”
“เหล่าฮัวชมผมเกินไปแล้ว ! ” หลิวจือเซียยิ้มและก้มหัวลูบหัวเล็ก ๆ ของเยว่เยว่ พลางเอ่ยว่า “เยว่เยว่ รีบสวัสดีคุณปู่ฮัวเร็ว”
เยว่เยว่หลบอยู่ข้างหลังของหลิวจือเซียเมื่อเธอได้ยินพ่อพูดเธอก็ยื่นหัวเล็ก ๆ ออกมากล่าวทักทายฮัวชุนเซิงด้วยความเขินอาย “คุณปู่ฮัวสวัสดีค่ะ หนู… หนูชื่อเยว่เยว่”
“สวัสดี สวัสดี” ฮัวชุนเซิงยิ้มออกมาอย่างใจดีเห็นได้ชัดว่าเขาชอบเด็กมาก
“ตาแก่ เซียเยว่ เพื่อนของคุณมาหรือยัง ? ”
เวลานี้เอง เสียงอ่อนโยนมาดังจากภายในบ้านตามมาด้วยหญิงวัยกลางคนเดินออกมา
“ไม่ใช่เพื่อนเซียเยว่ ! ” ฮัวชุนเซิงหันหน้าไปตอบกลับ“เป็นเพื่อนใหม่จือเซีย จริงด้วย นี่คือภรรยาของผม จ้าวตาน เป็นจิตกร”
จ้านตานดูเหมือนคนอายุประมาณ 50 ปี ใบหน้าไม่นับว่าสวยงามมากดูมีอายุ แต่ก็มีความอ่อนโยนแฝงอยู่ ดูท่าทางใจดีมาก
“จือเซียคนไหน ? ” จ้าวตานเดินมาดูที่ประตูทันใดนั้นก็เบิ่งตากว้าง พร้อมเอ่ยว่า “คุณ… คุณคือหลิวจือเซียใช่ไหม ? พระเจ้าหลิวจือเซียที่ร้องเพลง ‘พ่อ’ และเพลง ‘รักเธอจริง ๆ ’ ใช่ไหม ? ”
หลิวจือเซียพยักหน้า เอ่ยว่า “คุณจ้าวสวัสดีครับผมคือหลิวจือเซีย ! ”
“เซอร์ไพรส์มาก ! ” จ้าวตานตกตะลึง“พวกคุณมาหาตาแก่ฮัวโดยเฉพาะงั้นหรือ ? ”
“ใช่ครับ ! ” หลิวจือเซียพยักหน้าในขณะเดียวกันเขาก็ส่งกระดาษเซวียนจื่อในมือให้กับฮัวชุนเซิง “มาเยี่ยมครั้งนี้ผมไม่รู้ว่าควรซื้ออะไรมาดี ได้ยินว่าเหล่าฮัวเป็นนักเขียนอักษร เลยซื้อกระดาษเซวียนจื่อมาขอเหล่าฮัวอย่าได้รังเกียจ”
“ไอหยา เกรงใจทำไมกัน ? มาก็มาเลย ยังต้องซื้อของอะไรอีก ? ”ฮัวชุนเซิงโบกมือปฏิเสธ
“คุณไม่เอา ฉันเอา ! ”
จ้าวตานรับเอากระดาษเซวียนจื่อไปขณะเดียวกันก็พาทั้งสองเข้าไปในบ้าน “ตาแก่ ทำไมคุณถึงไม่พาพวกเขาเข้ามาในบ้านล่ะ? ไอหยา สาวน้อยคนนี้คือเยว่เยว่ใช่ไหม หน้าตาน่ารักมาก ! ”
“คุณป้า คุณเองก็สวยมากค่ะ ! ”เยว่เยว่ปากหวานและเรียกป้าโดยตรง
“เด็กคนนี้ช่างพูดจริง ๆ ” จ้าวตานหัวเราะคิกคักออกมาเธอก้มตัวลง บีบหน้าน้อย ๆ ของเยว่เยว่ แล้วเอ่ยว่า “แต่เรียกฉันว่าคุณป้าไม่ได้ปีนี้ฉันอายุ 60 แล้ว ต้องเรียนว่าคุณย่า ! ”
เยว่เยว่จ้องมองใบหน้าของจ้าวตานสักพักจากนั้นก็ถามด้วยความสังสัย “แต่ว่า... คุณป้าดูเหมือนอายุ 40 เองทำไมต้องเรียกคุณย่าล่ะคะ ? ”
“คิก ๆ...” คราวนี้จ้าวตานยิ้มอย่างมีความสุขยิ่งมากขึ้น“คุณหลิว ลูกสาวคุณพูดเก่งจริง ๆ ! ”
“สิ่งที่เยว่เยว่พูดเป็นความจริงครับ”หลิวจือเซียหัวเราะเช่นกัน เด็กน้อยคนนี้ช่างปากหวานเสียจริง
“มา ๆ เข้ามานั่งข้างในเถอะ ! ” ฮัวชุนเซิงประตูเดินเข้ามา“คุณหลิว...”
“เหล่าฮัว คุณไม่ต้องเกรงใจผมก็ได้ครับเรียกผมว่าจือเซียหรือว่าเสี่ยวหลิวก็พอครับ” หลิวจือเซียเอ่ยว่า“ถ้าคุณยังเกรงใจอยู่อย่างนี้ วันหลังหากเหล่าหวงพบกับผม คงได้ไล่ผมออกจากบ้านแน่ๆ ”
หวงปิ่งคุน คือนายกสมาคมนักดนตรีจีนเป็นเพื่อนเก่าของฮัวชุนเซิง ทั้งสองพบกันเมื่อตอนหนุ่ม ๆในงานเลี้ยงการกุศลของศิลปิน หลังจากที่คุยกันแล้วก็เกิดถูกคอกันเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทั้งสองก็กลายเป็นเพื่อนกันและมิตรภาพนี้ก็กินเวลายาวนานถึง 30 ปีแล้ว
“คุณรู้จักเหล่าหวงด้วยงั้นหรือ ? ”
ฮัวชุนเซิงชะงักไป และตามมาด้วยการหัวเราะเสียงดัง “จริงด้วยคืนนั้นเหล่าหวงก็ปรากฏตัวอยู่ในห้องถ่ายทอดสดด้วย มีการส่งคําเชิญถึงคุณด้วยระหว่างพวกคุณนับว่าคุ้นเคยกัน ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันก็ไม่เกรงใจแล้ว เรียกนายว่าจือเซีย ก็แล้วกัน มา ๆๆ รีบเข้ามานั่งข้างในเถอะ”
“เชิญคุณตามสบายครับ ! ”หลิวจือเซียพยักหน้าเดินตามหลังฮัวชุนเซิงเข้ามาในห้อง
ห้องของฮัวชุนเซิงเป็นสองชั้น เนื้อที่ไม่ใหญ่มากแต่การตกต่างภายในห้อง กลับทำให้ดูอบอุ่น ไม่หรูหราเหมือนกับบ้านของเหอปิซู
ในห้องรับแขกชั้นหนึ่ง มีโซฟาหนังยาวตัวหนึ่งและโต๊ะน้ำชาตรงข้ามโซฟาเป็นโทรทัศน์จอ LCD แขวนไว้บนผนัง
บนผนังสีขาวสะอาดตาของห้องรับแขกมีภาพวาดรูปทิวทัศน์และภาพเขียนอักษรด้วยพู่กันจีนเรียงรายอย่างเป็นลำดับมองดูตราประทับบนภาพเหล่านั้น คล้ายกับเป็นการโปรโมทให้จิตรกรทั้งสองก็ไม่ปานเพราะหากไม่ใช่ผลงานของจ้าวตาน ก็เป็นผลงานของฮัวซุนเซิง แค่สองคนนี้เท่านั้น
เดินเข้าไปข้างในมีชั้นหนังสืออยู่ใต้บันไดที่จะนำขึ้นไปบนชั้นสอง ชั้นหนังสือลักษณะเป็นขั้นบันไดจากบนลงล่าง เต็มไปด้วยหนังสือไม่ต่ำกว่า 300 เล่ม ทุกเล่มห่อด้วยปกหนังด้านหลังปกเขียนชื่อหนังสือเอาไว้
สองสามีภรรยาฮัวชุนเซิงและจ้าวตานต่างก็เป็นคนชอบเขียนและอ่านหนังสือมากอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีเพียงสิ่งนี้ที่ทำให้ทั้งสองคนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจนถึงทุกวันนี้
“จือเซีย เยว่เยว่ นั่งก่อนสิ”จ้าวตานเรียกพ่อลูกหลิวจือเซียนั่งลงและเอ่ยว่า “พวกเธออยากดื่มอะไรไหม ? ชาแดงชาเขียว หรือว่าน้ำผลไม้ ? ไม่ต้องเกรงใจป้า ทำเหมือนเป็นบ้านตัวเองเลย”
จ้าวตานแสดงออกชัดเจนว่าเห็นหลิวจือเซียเป็นเหมือนลูกหลานแล้ว
หลิวจือเซียเอ่ยอย่างไม่เกรงใจอีกต่อไป “รบกวนป้าจ้าวด้วยครับผมขอชาแดงหนึ่งแก้ว เยว่เยว่เอาน้ำผลไม้หนึ่งแก้วครับ”
“ได้ รอฉันสักครู่นะ” จ้าวตานพยักหน้าแล้วไปชงชา รินน้ำผลไม้
“จือเซีย วันนี้นายมาได้จังหวะพอดีเลย”
หลังจากที่ปอกส้มให้เยว่เย่ลูกหนึ่ง ฮัวชุนเซิงยิ้มและเอ่ยว่า“วันนี้ฉันเชิญเซียเยว่เพื่อนตัวน้อยมาด้วย พูดไปแล้วนายกับเซียเยว่ก็เคยร่วมงานกันมาก่อน เพลง ‘เมืองแห่งเทพนิยาย’นั้นเขียนได้ไม่เลวเลย หลานสาวของฉันชอบฟังมาก”
“จริงหรือครับ ? ” บนใบหน้าหลิวจือเซียเผยสีหน้าประหลาดดูเหมือนว่าเกาจัวจะไม่ได้บอกตัวตนที่แท้จริงของเขากับฮัวชุนเซิง
“แน่นอน” ฮัวชุนเซิงเอ่ย “ไม่เพียงแต่ ‘เมืองแห่งเทพนิยาย’ เพลง‘ไต้อ๋องสั่งข้ามาลาดตระเวนภูเขา’ ที่นายร้องกับเยว่เยว่เมื่อวานก็ชอบมากเช่นกันจนสามารถฮัมเพลงได้หลายท่อนแล้ว”
“เหล่าฮัวคุณคงไม่รู้ เพลง ‘ไต้อ๋องสั่งข้ามาลาดตระเวนภูเขา’เดิมทีมันแก้ไขมาจากมาจากหนังสือเล่มใหม่ที่เซียเยว่เขียน ? ”สีหน้าของหลิวจือเซียแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ
“อะไรนะ ? ” ฮัวชุนชะงักไป “หนังสือ ? นายบอกว่า เซียเยว่เขียนนิยายเล่มหนึ่งด้วยงั้นหรือ? ”
หลิวจือเซียพยักหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ เอ่ยว่า “แน่นอนถ้าไม่มีหนังสือของเซียเยว่เป็นพื้นฐานผมก็ไม่มีแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานหรอกครับ”
“บอกฉันหน่อยได้ไหมหนังสือเรื่องใหม่ที่เซียเยว่เขียนเกี่ยวกับเรื่องอะไร ? ” ฮัวชุนเซิงถามอย่างสนใจ“อ๋อ ขอโทษด้วย ฉันโฉ่งฉ่างเกินไปแล้ว”
ฮัวชุนเซิงใจร้อนชั่วครู่และกลับมาสำรวมดังเดิมก็พบว่าตัวเองร้องขอมากเกินไป
ถึงอย่างไรหนังสือเรื่องใหม่ของเซียเยว่ก็ยังไม่ประกาศออกไปและบางทีก็อาจยังไม่ได้จดลิขสิทธิ์ หากพูดออกไปแล้วรั่วไหลจะทำอย่างไร ?
“ไม่เป็นไร หนังสือเล่มนี้ เซียเยว่ได้จดลิขสิทธิ์แล้ว”หลิวจือเซียเอ่ยอย่างตามสบาย “นิยายเรื่องนี้มีชื่อว่า ‘ไซอิ๋ว’เนื้อหาส่วนใหญ่สร้างอิงจากประวัติศาสตร์ พระถังไปอัญเชิญพระไตรปิฎกรวมทั้งมีเรื่องของเทพและปีศาจ”
โลกแห่งนี้ก็มีพระถังไปอัญเชิญพระไตรปิฎกเช่นกันแต่เป็นในฐานะนักเดินทางและนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงในราชวงศ์ถังถังซัมจั๋งยังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อสังคมปัจจุบัน
“หนังสือเกี่ยวกับเทพและปีศาจ ? ” ฮัวชุนเซิงขมวดหัวคิ้วเขาไม่เข้าใจจริง ๆ พระถังไปรับพระไตรปิฎก ทำไมถึงมีเทพและปีศาจใส่เข้าไปด้วย “เล่ารายละเอียดให้ฉันฟังได้ไหม? ”
“คือว่าหนังสือเรื่องนี้ส่วนใหญ่บรรยายถึงปีศาจลิงที่ชื่อว่าซุนหงอคง หลังจากที่เกิดมาและก่อเรื่องใหญ่ขึ้นที่พระราชวังบนสวรรค์.... เขาก็ได้พบกับพระถังซัมจั๋ง ตือโป๊ยก่ายและซัวเจ็ง ทั้งสามคน...”
หลิวจือเซียไม่มีการปิดบังและเริ่มเล่าเนื้อเรื่องในหนังสือออกมาแล้ว
เยว่เยว่ก็ตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ
ทั้งสามคน คนหนึ่งตั้งใจเล่า อีกสอนคนก็ตั้งใจฟังเวลาจึงผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว
เมื่อหลิวจือเซียเล่าไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมง เวลาก็มาถึง 1ทุ่มครึ่ง จู่ ๆ จ้าวตานก็เดินเข้ามาและกล่าวว่า “ตาแก่ ทุ่มครึ่งแล้วทำไมเซียเยว่ยังไม่มาอีกล่ะ ? ”
ฮัวชุนเซิงที่ยังคงดื่มด่ำกับเรื่อง ‘ไซอิ๋ว’อย่างไม่อาจควบคุมได้
เมื่อได้ยินภรรยาพูดแบบนี้ก็ได้สติกลับมา
เขาหันหน้าไปดูนาฬิกาบนกำลังและขมวดคิ้ว“ดูจากคำพูดของเซียเยว่แล้ว เขาไม่ใช่คนที่ไม่ตรงต่อเวลานี่ ? ทำไมถึงมาสายล่ะ ? ”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า ? ” จ้าวตานกล่าว
“อาจเป็นไปได้ ฉันโทรศัพท์หาเขาก่อน”ฮัวชุนเซิงคิดสักพักก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากด
ขณะเดียวกัน โทรศัพท์มือถือของหลิวจือเซียก็ดังขึ้น
“เอ๋ จือเซียมีโทรศัพท์เข้าถ้าอย่างนั้นฉันไปโทรศัพท์ในห้องหนังสือดีกว่า ! ”ฮัวชุนเซิงเห็นว่าหลิวจือเซียกำลังจะรับโทรศัพท์ กลัวว่าจะรบกวนเขาจึงหมุนตัวเดินไปยังห้องหนังสือชั้นหนึ่ง
“คือว่า... เหล่าฮัว คุณไม่ต้องไปห้องหนังสือหรอกครับ”หลิวจือเซียพลิกหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นมาและกระแอมเบา ๆ จากนั้นก็ค่อย ๆ เอ่ยว่า“หรือว่าบรรณาธิการเกาไม่ได้บอกคุณว่าผมก็คือเซียเยว่ ? ”
ฮัวชุนเซิงเพิ่งจะหันตัวไปได้เพียงครึ่งเดียว ได้ยินเพียงเสียง‘กร๊อบ’ ‘พลั่ก’ สองเสียง การเคลื่อนไหวของฮัวชุนเซิงชะงักค้างตามมาด้วยโทรศัพท์มือถือในมือร่วงลงกับพื้น
เวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่งในชั่วพริบตาแม้แต่จ้าวตานที่ปอกส้มอยู่ก็หยุดชะงักเช่นกัน
เยว่เยว่นิ่งไป จากนั้นสายตาก็มองไปที่ฮัวชุนเซิงด้วยความสงสัย
จุดสนใจของหลิวจือเซียและเยว่เยว่ไม่แตกต่างกันเพราะเสียงกร๊อบเล็กน้อยที่เขาได้ยินนั้นเห็นได้ชัดว่ามาจากบริเวณช่วงเอวของฮัวชุนเซิง
“ไอหยา เอวของฉันเจ็บจะตายแล้ว ! ”
ผ่านไปชั่วครู่ ฮัวชุนเซิงก็ได้สติกลับมามือขวาพยุงเอวของตัวเองและงอตัวด้วยความเจ็บปวด
เมื่อได้ยินเสียงร้องโอดครวญของฮัวชุนเซิงจ้าวตานก็ได้สติกลับมาเช่นกัน จากนั้นก็รีบไปพยุงฮัวชุนเซิงพาเขานั่งลงบนโซฟาแล้วกล่าวว่า “จือเซีย นาย... คือเซียเยว่งั้นหรือ ? ”