คราบโลหิตบนพื้นออกสีแดงสด แฝงไว้ด้วยไอหนาวทำให้คนนึกถึงซูจื่อเหยาได้ง่ายมาก
หลินอวิ๋นมีสีหน้าสับสนเล็กน้อย ท่าทีของซูจื่อเหยาทำให้ในใจเขาเกิดความสงสัยหลายอย่างมาก อีกฝ่ายอยู่สูงส่งตลอด เย็นชาราวกับน้ำแข็งค้าง ไม่ไว้หน้าเจ้าของร่างเดิมเลย
ทว่าเหตุใดนางถึงโมโหเช่นนั้นแล้วยังช่วยหลินอวิ๋น เกือบจะสังหารหวังหนิง
ประโยคนั้น ข้าอนุญาตให้เจ้าแตะต้องเขารึ? ขยะ!
นี่ยิ่งทำให้หลินอวิ๋นไม่เข้าใจไปใหญ่
หรือว่าจะเข้าใจนางผิดไป?
เจอหน้ากันครั้งแรก อีกฝ่ายหยิบผ้าเช็ดมือออกมาเช็ดฝักกระบี่ สร้างภาพจำที่แย่มาก กระทั่งมองนางในแง่ลบ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาเกิดความพะวงในใจมาตลอด ยังคงเชื่อมุมมองที่มีต่อซูจื่อเหยาตามแต่ก่อน
หลินอวิ๋นหลับตาลงนึกย้อนกลับไปถึงภาพที่อยู่กับซูจื่อเหยา ภาพลอยขึ้นมาทีละภาพ ทว่าไม่ได้มีเบาะแสมากนัก
ทุกครั้งซูจื่อเหยาจะรับกระบี่ ให้รางวัลเสร็จก็จะไปอย่างรวดเร็ว มองไม่เห็นคลื่นอารมณ์บนใบหน้านางมากนัก และยิ่งคาดเดาความคิดนางไม่ได้
คิดอีก คิดอีก…ข้าต้องจำอะไรได้บ้างแน่นอน!
หลินอวิ๋นกุมศีรษะด้วยความเจ็บปวดเล็กน้อย พยายามนึกย้อนกลับไปเต็มที่ จนรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิดแล้ว
พรึ่บ!
ปรากฏภาพหนึ่งในความคิดเขา นั่นคือใบหน้าของซูจื่อเหยา
ซูจื่อเหยากำลังยิ้ม รอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มเย็นชาที่เห็นในวันนี้ แต่เป็นรอยยิ้มมีความสุขจากใจ นางใช้สองมือกอบใบหน้าเจ้าของร่างเดิมพลางหลั่งน้ำตาอย่างมีความสุข
สภาพแวดล้อมโดยรอบเลือนราง เหมือนจะอยู่โรงชะล้างกระบี่
ทว่าภาพวูบผ่านไปทันที ไม่ว่าเขาจะนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
คิดไม่ออกว่าเหตุใดซูจื่อเหยาถึงร้องไห้อย่างมีความสุข
มีเพียงใบหน้ารอยยิ้มนั้นที่ยากจะลืมเลือนไปชั่วชีวิต ไม่นึกเลยว่าเวลาซูจื่อเหยายิ้มจะงดงามเช่นนั้น
“ข้าลืมอะไรไปกันแน่…”
หลินอวิ๋นลืมตาขึ้นด้วยความสิ้นหวังนิด ๆ นอกจากใบหน้ารอยยิ้มนั้นแล้วก็คิดเรื่องใดไม่ออกอีก เค้าลางต่าง ๆ ทำให้เขารู้สึกแปลก
ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเหมือนจะถูกผนึกไว้ส่วนหนึ่ง
หลินอวิ๋นมีสังหรณ์ใจบางอย่าง ปริศนาต่าง ๆ ต้องเกี่ยวข้องกับความทรงจำที่ถูกผนึกส่วนนี้
“บัดซบ!”
ปึง!
หลินอวิ๋นชกหมัดใส่ผนังอย่างแรงด้วยความเคียดแค้น ถ้าทุกอย่างเป็นเช่นนี้จริง ๆ ก็เท่ากับซูจื่อเหยาไม่เคยดูถูกหลินอวิ๋นมาก่อนเลย
ไม่ว่าจริงหรือไม่ อย่างน้อยเจ้าของร่างเดิมก็ยังมีน้ำหนักในใจซูจื่อเหยา เหตุใดข้าถึงโง่เขลาเช่นนี้ ซูจื่อเหยาไม่เคยให้ยาลูกกลอนเป็นรางวัลกับใครในสำนักชิงอวิ๋น
มีแค่หลินอวิ๋น!
ทว่าหากนางมีเจตนาจริง ๆ เหตุใดถึงไม่เคยแสดงออกเลยสักนิด ในตัวนางมีความลับอะไรที่พูดยากอยู่กันแน่
“ไม่ได้ ข้าจะต้องถามให้รู้เรื่อง”
ตอนนี้หลินอวิ๋นเต็มไปด้วยความละอายใจ จึงพุ่งออกไปโดยไม่พูดไม่จา
ยิ่งนึกถึงโลหิตหน้าประตูนั้น นึกถึงอารมณ์ไม่มั่นคงอย่างยิ่งก่อนหน้านี้ของซูจื่อเหยา ภายในใจเขาก็เกิดความกังวล
เขาห้อวิ่งขึ้นลงในสำนักชิงอวิ๋น เจอใครก็ถามว่าเห็นซูจื่อเหยาหรือไม่ จากฟ้าสว่างจวบจนฟ้ามืด เหนื่อยจนปากแห้งลิ้นแห้งก็ยังไม่ได้ความอะไรเลย
ด้วยความสามารถของซูจื่อเหยา หากจะหลบใครสักคนง่ายมากจริง ๆ
หลินอวิ๋นล้มเหลวและถอยกลับมาเรือนไม้ สีหน้าแลดูเหนื่อยล้า ใบหน้าราวกับเถ้าถ่านมอดดับ เงียบไม่พูดไม่จา ขังตัวเองอยู่ในนั้น
เขาขังตัวเองอยู่สามวันเต็ม ไม่กินไม่ดื่ม ไม่พูดอะไรเลย ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจคือต่อให้ไม่ได้ฝึกฝนสามวัน เขตแดนพลังเขากลับพัฒนาขึ้นอย่างมั่นคง
ปึง!
ประตูบ้านไม้ถูกผลักออกอย่างแรง สามวันมานี้ ในที่สุดหลินอวิ๋นก็เจอคนแรก
เขาเลิกคิ้วขึ้น เห็นจางหานมาอีกแล้ว
จางหานจ้องหลินอวิ๋นก่อนหัวเราะเบา ๆ “เหอะ ๆ ได้ยินว่าเจ้าสารภาพรักกับซูจื่อเหยา แต่โดนนางโกรธหนีไปรึ?”
ภายในใจหลินอวิ๋นไร้ระลอกคลื่นใด ๆ เลย เดิมทีไม่อยากจะสนใจจางหาน แต่พอนึกถึงเรื่องหนึ่งจึงเงยหน้ามองอีกฝ่าย “เมื่อสามวันก่อนแววตาที่เจ้ามองข้ามันแปลกมาก ตอนนั้นข้าไม่ได้คิดอะไร ตอนนี้เจ้าบอกข้าทีว่าวันนั้นหลังที่ข้าหมดสติไปแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
“เจ้าไม่รู้รึ?”
จางหานมองหลินอวิ๋นด้วยความตกใจ สีหน้าแลดูเหลือเชื่อ
หลินอวิ๋นใจสั่นไหว ก่อนจะพูดเสียงเบา “บอกมาเถอะ ข้าไม่รู้จริง ๆ”
จางหานถอนหายใจแล้วพูดเสียงหนักแน่น “เจ้านี่นะ ไม่รู้ไปมีโชควาสนามาจากชาติใด วันนั้นเจ้าใช้ร่างบาดเจ็บสาหัสสำแดงวิชาเบิกฟ้า ตอนล้มลงยังพูดได้ว่าชีวิตแขวนบนเส้นด้าย ถ้าล้มมาหัวแตก ด้วยสภาพอ่อนแอของเจ้าตอนนั้น ข้าว่าคงตายคาที่
“เจ้าไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นวุ่นวายแค่ไหน เจ้าสำนักกับผู้อาวุโสตกใจกันมากพากันพุ่งเข้าไป แต่พวกเขาช้าไปก้าวหนึ่ง เจ้ารู้หรือไม่ว่าใครช่วยเจ้าไว้?”
“ใคร?”
จางหานนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้นก่อนว่า “ซูจื่อเหยา ไม่มีใครคาดคิดจริง ๆ ว่าคนที่ลงไปบนเวทีประลองจะเป็นซูจื่อเหยา นางไม่ให้เจ้าล้มลงพื้นทันเวลาพอดี จิ๊ ๆ เจ้าไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นซูจื่อเหยาวางเจ้าไว้บนตักและป้อนยาให้เจ้าน่ะ ทั้งสำนักรวมถึงผู้อาวุโส กระทั่งเจ้าสำนักไป๋เทียนหมิงยังอึ้งเล้ย”
ความคิดหลินอวิ๋นพลันระเบิดออก ไม่อยากเชื่อว่าคนที่ช่วยเขาในวันนั้นจะเป็นซูจื่อเหยา
“นางกอดเจ้าไว้บนตัก ตอนนั้นข้าเห็นชัดมาก นางมีสีหน้ากังวลไม่เสแสร้งเลย แต่ที่โหดกว่านั้นคือสีหน้าที่นางมองหม่าเทียนอีบนพื้น แววตานั้น…”
จางหานค่อย ๆ หุบรอยยิ้มหายไป ก่อนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “แววตานั้น ข้าไม่เคยเห็นจากสตรีคนใดมาก่อน ข้าเห็นความเป็นใหญ่เพียงหนึ่งเดียวในใต้หล้า ไม่เห็นใครในสายตา แต่นี่ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือจิตสังหารในตัวนาง ถ้าไม่ใช่เพราะนางกังวลอะไรบางอย่าง ข้าว่าหม่าเทียนอีที่หมดสติอยู่ต้องถูกนางฆ่าแน่ นางมองหม่าเทียนอีด้วยความอาฆาตทีหนึ่งแล้วใช้ท่าร่างพาเจ้าไป ข้าเชื่อว่าใครที่ได้เห็นเหตุการณ์ในวันนั้นจะไม่มีทางลืมได้แน่!”
หลินอวิ๋นตาค้างอ้าปากกว้าง แม้นไม่อยากเชื่อทุกอย่างที่จางหานเล่าแต่ก็ต้องเชื่อ เพราะจางหานไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องโกหกเขา
“แล้วผ้าบางบนตัวข้า นางก็เป็นคนพันให้ข้ารึ?” หลินอวิ๋นมองจางหานพลางถาม
จางหานมีสีหน้าตกใจก่อนจะรีบตอบ “ต้องเป็นนางอยู่แล้วสิ บ้าจริง…หรือก่อนหน้านี้เจ้าคงไม่คิดว่าข้าเป็นคนพันให้เจ้านะ อันนี้เจ้าอย่าเข้าใจผิดเด็ดขาดล่ะ”
จางหานเห็นว่าตนเหมือนออกอาการมากเกินไปหน่อยจึงพูดช้า ๆ “นางนั่นแหละ! คุณชายน้อยเป็นห่วงอาการบาดเจ็บเจ้า หลังกำชับมาแล้ว ข้าก็มาดูเจ้าอีกสองสามครั้ง
ทุกครั้งจะเห็นซูจื่อเหยาอยู่ ผ้าบางบนตัวเจ้าต้องเปลี่ยนอย่างน้อยสองครั้ง นางก็น่าจะพันให้เจ้าเองกับมือนั่นแหละ จนข้ามั่นใจว่านางไปแล้วถึงได้เปิดประตูพัง ๆ ของเจ้าเข้ามา ไม่อย่างนั้นข้าคงทำตัวไม่ถูก”
จางหานลูบ ๆ หน้าก่อนพูดด้วยความไม่เข้าใจ “คนเรามีดีชั่วต่างกันไป มีคนในสำนักชอบซูจื่อเหยาไม่รู้ตั้งเท่าไร เหตุใดดันมาชอบเจ้ากันนะ? เจ้าว่าข้า…”
“ช่วงสามวันมานี้มีข่าวของนางบ้างหรือไม่?”
หลินอวิ๋นเห็นจางหานเริ่มหลงตัวเองอีกแล้วจึงรีบขัดอีกฝ่าย
จางหานส่ายหน้า “ไม่มี อ้อ เกือบลืมบอกเรื่องสำคัญกับเจ้าไป คุณชายน้อยให้พรุ่งนี้เจ้าไปที่โถงใหญ่ของสำนัก จำไว้นะว่าต้องไปให้ได้”
“มีเรื่องอะไรหรือ?”
“คุณชายน้อยแห่งฝ่ายขวงเตาพาคนมาประลอง ‘กระชับมิตร’ น่ะ ให้เจ้าไปชมด้วย ถ้าจำเป็นจริง ๆ บางทีอาจจะให้เจ้าสู้ด้วย”
หลินอวิ๋นมีภาพจำที่ดีกับคุณชายน้อยไป๋อวี่ฝานมาตลอด จึงตอบตกลง “ฝากบอกคุณชายน้อยด้วยว่าข้าจะไปตรงเวลาแน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวก่อน”
หลังจางหานไปแล้ว หลินอวิ๋นมีสีหน้าหดหู่ขึ้นทีละน้อย
คำพูดของจางหานยืนยันการคาดเดาของเขาก่อนหน้านี้ไปอีกขั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
เขานึกถึงเรื่องที่ตนทำเมื่อสามวันก่อนที่ให้ยาลูกกลอนแก่นสวรรค์ทดแทนสิบเท่าจะได้หายกัน คำพูดนี้ตอนนั้นรู้สึกว่าไม่อะไรมาก แต่ตอนนี้มาคิด ๆ ดูก็น่าจะทำร้ายจิตใจมากอยู่
มิน่าซูจื่อเหยาถึงโกรธเช่นนั้น กระทั่งโกรธจนอารมณ์ไม่มั่นคง
ตอนนี้หลินอวิ๋นนึกถึงเรื่องที่เขตแดนพลังตนเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาด มันอาจจะเกี่ยวกับยาที่ซูจื่อเหยาป้อนเขาบนเวทีประลองก็ได้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีคำอธิบายอื่นแล้ว
หลินอวิ๋นที่ไม่หลับไม่นอนมาสามวันรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง วินาทีที่หลับตาลงก็ผล็อยหลับลึกไป จนเมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งฟ้าก็มืดแล้ว
แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่าง ส่องสะท้อนเข้ามาในบ้านไม้โกโรโกโส พื้นเต็มไปด้วยหิมะสีขาว
เขาหยัดกายขึ้นผลักประตูออกไป แสงจันทร์ขาวผ่องบนฟ้า หมู่ดาวมืดสลัว
หลินอวิ๋นมองดวงจันทร์พลางกอดกระบี่บุปผามรณะ ดูห่อเหี่ยวอย่างเห็นได้ชัด
ฟิ้ว!
ทันใดนั้นเองมีร่างระหงสวมอาภรณ์ยาวสีขาวหิมะปรากฏขึ้นกลางอากาศ นางพาดแสงจันทร์เย็นเยียบไว้บนไหล่ เหมือนกับเดินลงมาจากสวรรค์
สตรีชุดคลุมขาวบนฟ้านั้นคลุมด้วยผ้าโปร่งบาง จู่ ๆ ก็แทงกระบี่เข้ามา
หลินอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้น จำได้ทันทีว่านี่คือทักษะกระบี่วายุเชี่ยว!
ฟิ้ว!
ประกายกระบี่พุ่งเข้ามาในพริบตา ไม่ทันคิดอะไรแล้ว หลินอวิ๋นก็ชักกระบี่เข้าต้าน
เพิ่งประมือกันทีเดียว หลินอวิ๋นก็ตกใจยิ่งแล้ว อีกฝ่ายไม่ใช่แค่มีทักษะกระบี่วายุเชี่ยว แต่ยังชำนาญไม่ด้อยไปกว่าเขา กระทั่งแกร่งกว่าเล็กน้อย
“เจ้าเป็นใคร?”
อีกฝ่ายคลุมผ้าโปร่งบางหนึ่งชั้น หลินอวิ๋นเลยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครจริง ๆ
อีกฝ่ายไม่ตอบ แค่ออกกระบี่เฉียบคมยิ่งกว่าเดิม ทำให้เขาพูดไม่ได้เลย
ผสานวารีเป็นลำธาร วารีเชี่ยวดั่งสายลม!
แสงจันทร์ประหนึ่งสายน้ำสาดกระเซ็นเต็มพื้น คลุมแสงสว่างอ่อนนุ่มให้กับทั้งสองคน
สองคนใช้ทักษะกระบี่วายุเชี่ยวปะทะกัน ตัวร่ายรำตามกระบี่ ลอยขึ้นลง เงากระบี่ขยับประกายวาววับ
ยิ่งประมือหลินอวิ๋นก็ยิ่งตกใจ ความชำนาญในวิถีกระบี่ของอีกฝ่ายแกร่งจนน่ากลัว
เขาต้องทุ่มสุดตัว ถึงขั้นพยายามมากกว่าปกติถึงจะตามอานุภาพกระบี่อีกฝ่ายทัน ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาสงสัยจริง ๆ คือสตรีชุดคลุมขาวไม่มีจิตสังหาร แต่เหมือนจะชี้แนะเขามากกว่า
ไม่นานสองคนก็ปะทะทักษะกระบี่วายุเชี่ยวกันสิบกว่ากระบวนท่า
ผสานกระบี่เป็นวายุ!
ผสานกระบี่เป็นวายุ!
คนอาบแสงจันทร์สำแดงผสานกระบี่เป็นวายุพร้อมกัน
เกิดพายุคลั่งขึ้น กายกระบี่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง กวนแสงจันทร์บนฟ้า เหมือนมีเกล็ดหิมะโปรยปรายไม่มีที่สิ้นสุด
แยกเงาสะท้อนกลับ!
แยกเงาสะท้อนกลับ!
เมื่อใช้กระบวนท่าสังหาร อานุภาพกระบี่ของสองคนทะยานถึงจุดที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
แก๊ง ๆ ๆ!
สองคนกลายเป็นเศษเงาสิบกว่าร่างบนอากาศ สองกระบี่ปะทะกันระเบิดเป็นเสียงดังสนั่นไม่ขาดสาย
วายุผ่านไร้ร่องรอย!
สตรีชุดคลุมขาวใช้อานุภาพกระบี่ไม่หยุด หันกลับมาออกกระบี่สำแดงกระบวนท่าสังหารสุดท้ายของทักษะกระบี่วายุเชี่ยว
หลินอวิ๋นเองก็เหมือนเงื่อนไขพร้อมเช่นกัน เขาออกกระบี่กระโดดลอยขึ้นสำแดงรูปแบบวายุผ่านไร้ร่องรอยเช่นกัน
พรึ่บ!
ร่างเงาสองคนราวกับหายไปพร้อมกันภายใต้แสงจันทร์ทั้งผืนฟ้า
มีเพียงวายุกระบี่สองสายตัดสลับกัน
วินาทีที่ตัดสลับสองกระบี่ปะทะกัน ระเบิดแสงกระบี่สว่างจ้า เวลานี้ แสงกระบี่นี่เหมือนจะสว่างไสวกว่าแสงจันทร์เสียอีก ส่องสว่างผ้ายามราตรีที่เป็นม่านหย่อนลงมาจากบนฟ้า
สองคนที่เดิมทีหายไปปรากฏกายขึ้นกลางแสงสว่าง
หลินอวิ๋นสบายอกสบายใจไปทั้งตัว ในตัวเขามีแผลกระบี่น่ากลัวอยู่ พลานุภาพยังคงไม่จางหายไป
เมื่อครู่นี้ ทักษะกระบี่วายุเชี่ยวของเขาทะลวงขั้นสูงบรรลุจุดสูงสุดขั้นสมบูรณ์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หันไปมองเห็นผ้าโปร่งบางของสตรีชุดคลุมขาวโดนสายลมกระบี่เมื่อครู่พัดร่วงลงมา เผยใบหน้าคุ้นตาภายใต้แสงจันทร์ หลินอวิ๋นถึงกับพูดด้วยความตกใจ “ศิษย์พี่หญิง!”
ใบหน้างดงามเป็นเลิศนั้นเหมือนทำให้แสงจันทร์มัวหมองลงเล็กน้อย
ไม่ใช่ซูจื่อเหยาแล้วจะเป็นใคร!
หลินอวิ๋นรีบเดินเข้ามา
ทว่าซูจื่อเหยาเหยียบอากาศลอยสูงขึ้น หันมามองหลินอวิ๋นแล้วค่อย ๆ หายลับไปในสายตาเขา
นางอาศัยจังหวะที่แสงจันทร์สาดลงมาหายลับไปกลางแสงจันทร์สุดลูกหูลูกตาโดยไม่พูดไม่จาอะไรอีกแล้ว
รอบ ๆ ไม่มีผู้คน เงียบสงัด ไม่มีร่องรอยแม้แต่น้อย
กลางยามราตรีไร้ที่สิ้นสุดมีเพียงดวงจันทร์บนฟ้าที่ยืนยันว่านางมาและจับตามองนางจากไปไกล
-โปรดติดตามตอนต่อไป-