"มาค่ะหมอ พายช่วยเอง!ต้องจับตรงไหนบอกพายได้เลยนะคะ"
"คุณพายจะไหวเหรอครับ เสื้อจะเปื้อนเอานะ" หมอทิวากรท้วงด้วยความเกรงใจเพราะรู้ดีว่าหญิงสาวเป็คนรักสวยรักงามขนาดไหน
"โอ๊ย เวลาแบบนี้เปื้อนก็ซักได้ค่ะ หมอรีบฉีดยาเถอะเดี๋ยวมันจะเตลิดไปใหญ่"
พิมพิกาไม่พูดเปล่า เธอค่อยๆยื่นมือไปลูบหัวสุนัขอย่างอ่อนโยนเพื่อปลอบให้มันคลายกังวลตามที่เคยเห็นนลินทำจากนั้นจึงใช้ทักษะที่พอมี ค่อยๆโอบแขนล็อกตัวสุนัขเข้าหาตัวอย่างกระชับแต่ไม่แน่นจนมันเจ็บ จังหวะนั้นเองสุนัขตัวน้อยที่กำลังตื่นกลัวสะบัดตัวอย่างแรงจนเล็บคมๆ ของมันเกี่ยวเข้าที่แขนเสื้อเชิ้ตเนื้อดีของพิมพิกาจนฉีกขาดแถมน้ำลายและเศษดินยังเปรอะเปื้อนเต็มแขนเสื้อ
หมอทิวากรลอบสังเกตท่าทางของเธอเขาคิดว่าคุณหนูผู้เอาแต่ใจอย่างพิมพิกาจะต้องกรีดร้องหรือสะบัดตัวออกแน่ ๆ ทว่า พิมพิกากลับทำเพียงแค่กัดฟันซี้ดเบาๆสองมือยังคงล็อกตัวสุนัขไว้แน่นไม่ยอมปล่อย สายตามุ่งมั่นสบตาคุณหมอ
"หมอกรคะ! พายล็อกอยู่ รีบฉีดเลยค่ะ!"
เมื่อเห็นความตั้งใจจริง หมอทิวากรจึงไม่รอช้าอาศัยความชำนาญลงมือฉีดยาอย่างรวดเร็วและแม่นยำจนเสร็จสิ้นกระบวนการ พิมพิกาค่อยๆปล่อยมือส่งสุนัขเข้ากรงพักฟื้นได้อย่างปลอดภัย
"เรียบร้อยครับเก่งมากเลยคุณพาย" หมอทิวากรพูดพลางรีบดึงทิชชู่เปียกแอลกอฮอล์มาซับาแรอยข่วนเล็กๆที่ต้นแขนให้เธอด้วยความห่วงใย
"ขอโทษด้วยนะครับ เสื้อตัวสวยเปื้อนหมดเลยแถมยังเจ็บตัวอีก"
พิมพิกามองแขนเสื้อที่ขาดและรอยเปื้อนดินก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างไม่คิดมาก
"ไม่เป็ไรเลยค่ะหมอถือเป็เหรียญกล้าหาญของจิตอาสาป้ายแดงแล้วกันนะคะ เห็นแบบนี้พายก็ลุยได้เหมือนกันนะ!"
รอยยิ้มกว้างที่สดใสและคำพูดติดตลกของพิมพิกาในยามที่เนื้อตัวมอมแมมทำให้หมอทิวากรถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ภาพลักษณ์ของ 'คุณหนูพาย' ผู้รักความสบายและเอาแต่ใจที่เขาเคยรับรู้คล้ายจะถูกลบเลือนไปในพริบตา เหลือเพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่มีหัวใจดั่งใจจริงพร้อมจะลุยและช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่ห่วงสวย หมอทิวากรลอบยิ้มบางๆ สายตาที่มองพิมพิกาในนาทีนั้นเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง... เขารู้สึกว่าผู้หญิงตรงหน้า มีมุมที่น่ารักและงดงามกว่าที่เขาเคยคิดไว้มากเหลือเกิน
++++++++++
แสงตะวันสีส้มสลัวยามเย็นคล้อยต่ำลงเหนือลานอเนกประสงค์ขบวนคาราวานจิตอาสามูลนิธิบ้านอุ่นใจสี่ขาช่วยกันเก็บข้าวของหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจอันยาวนานเสียงกระแทกของเก้าอี้พับและเสียงปิดประตูท้ายรถดังเป็ระยะ ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายนั้นกลับมีกระแสความเงียบงันแปลกประหลาดไหลเวียนอยู่ระหว่างคนสี่คน
ภาคินยืนยกกล่องเวชภัณฑ์อยู่ข้างรถตู้สายตาคมกริบของเขาไม่ได้จับจ้องที่งานในมือเลยสักนิด แต่กลับล็อกแน่นอยู่ที่ร่างระหงของพิมพิกา ที่กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดทำความสะอาดโต๊ะสแตนเลส ภาคินขมวดคิ้วเมื่อเห็นเสื้อเชิ้ตขาดวิ่นและรอยข่วนจางๆ บนแขนขาวนวลของเธอ ความรู้สึกหงุดหงิดระคนเป็ห่วงแล่นริ้วขึ้นมาเขาเพิ่งรู้จากทีมงานว่าพายยอมเจ็บตัวเพื่อช่วยหมอทิวากร ความคิดที่ว่าเธอไปใกล้ชิดกับชายอื่นทำให้เขากระวนกระวายใจจนแทบคลั่ง ภาคินทนดูอยู่เฉย ๆ ไม่ได้อีกต่อไปเขาก้าวอาด ๆ เข้าไปหาพิมพิกาทันทีมือหนาคว้าผ้าเช็ดโต๊ะออกจากมือเธออย่างถือวิสาสะ
"เสื้อก็ขาดแขนก็เจ็บ ไปนั่งพักเถอะพาย ตรงนี้พี่จัดการเอง"
น้ำเสียงของภาคินแม้จะพยายามปรับให้ราบเรียบแต่แววตากลับสั่นไหวและเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ปิดไม่มิด พิมพิกาชะงักไปเล็กน้อยเธอเงยหน้าสบตาคมดุที่บัดนี้ฉายแววอ่อนแสงลงอย่างน่าประหลาด หัวใจดวงน้อยของพิมพิกาพลันเต้นผิดจังหวะทว่าเธอกลับเลือกที่จะสะบัดหน้าหนีแสร้งทำเป็เอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำยาทำความสะอาดแอลกอฮอล์ขึ้นมาถือไว้
"ไม่เป็ไรค่ะพี่คินพายทำได้ พี่คินไปดูแลคนอื่นเถอะ" แต่ในขณะที่ปากพูดสายตาของพิมพิกากลับลอบชำเลืองมองเลยไหล่หนาของภาคินไป...ไปยังจุดที่หมอทิวากรและพิมพ์นลินยืนอยู่ด้วยกันฝั่งตรงข้ามของลานกว้าง
หมอทิวากรกำลังช่วย พิมพ์นลิน ยกกรงเหล็กพับเก็บเข้าที่ คุณหมอหนุ่มหัวเราะเสียงทุ้มเบา ๆพลางเอ่ยเย้าหยอกพิมพ์นลินอย่างเป็กันเอง
"วันนี้คุณนลินเป็ซูเปอร์ฮีโร่ของหมอเลยนะครับรู้ไหมถ้าไม่ได้เราช่วยจับหมาดุตัวนั้น หมอคงโดนกัดจมเขี้ยวแน่ ๆ"
พิมพ์นลินยิ้มบางๆ ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อด้วยความขัดเขินเธอยกมือขึ้นทัดปอยผมที่ข้างหู
"นลินแค่ช่วยเท่าที่ทำได้ค่ะหมอกรหมอกรต่างหากที่เหนื่อยที่สุด"
บรรยากาศรอบตัวของทั้งคู่ดูผ่อนคลายและคุยกันอย่างสนิทสนมทว่า... รอยยิ้มของหมอทิวากรกลับไปไกลกว่านั้น ทุกครั้งที่เขาหัวเราะสายตาของคุณหมอหนุ่มจะลอบมองผ่านร่างของพิมพ์นลินข้ามไปยังพิมพิกาที่อยู่ฝั่งโน้นเสมอภาพที่ภาคินเข้าไปแย่งผ้าเช็ดโต๊ะและยื่นหน้าเข้าไปใกล้พิมพิกาทำให้หมอทิวากรรู้สึกลึกๆ ในใจวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก ความสดใสและรอยยิ้มสู้ตายของพิมพิกาเมื่อตอนบ่ายยังคงติดตาเขาและตอนนี้เขากลับรู้สึกไม่ชอบใจเลยที่เห็นผู้ชายคนอื่นเข้าไปดูแลเธอ
ไม่ต่างจากพิมพ์นลิน... แม้ปากจะพยักหน้ารับคำชมของหมอทิวากรแต่ดวงตากลมโตคู่สวยกลับหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ทุกครั้งที่เธอแอบมองไปทางภาคินแล้วเห็นสายตาที่พี่ชายคนสนิทใช้มองพิมพิกา สายตาที่เป็ห่วงเป็ใยอย่างลึกซึ้ง แบบที่ภาคินไม่เคยใช้มองเธอเลยสักครั้ง มันทำให้พิมพ์นลินรู้สึกเหมือนมีก้อนความอึดอัดแล่นขึ้นมาจุกแน่นอยู่ในอกซ้ายจนแทบหายใจไม่ออก
ในวินาทีนั้นลานอเนกประสงค์ที่สว่างไสวด้วยแสงไฟนีออนดวงแรกของค่ำคืน กลับเต็มไปด้วยสายตาที่ไขว้ตัดกันไปมาอย่างสับสน
ภาคิน จ้องมองพิมพิกาด้วยความหวงแหนและห่วงใยจนปิดไม่มิด
พิมพิกา ลอบมองหมอทิวากรด้วยความน้อยใจ และสับสนในท่าทีของภาคิน
หมอทิวากร มารยาทดีคุยสนุกกับพิมพ์นลิน แต่สายตาคอยพะวงอยู่ทีพิมพิกาตลอดเวลา
พิมพ์นลิน มองตรงไปยังภาคินด้วยความเ็ปลึก ๆที่ทำได้เพียงเก็บไว้ในใจ
สี่หัวใจต่างแอบมองกันและกัน ท่ามกลางความเงียบงันยามเย็นที่โรยตัวลงมาพร้อมกับความรู้สึกซับซ้อนที่เริ่มก่อตัวขึ้นจนยากจะถอนตัว
++++++++++