“ตอนที่พวกนั้นบุกเข้ามา ข้ากับพวกเด็ก ๆ ออกไปเดินเที่ยวอยู่ที่ทุ่งหญ้าทางนอกเมือง จึงมีชีวิตรอดได้อย่างหวุดหวิด”
อาหลิงเริ่มต้นเล่าเหตุการณ์อันสยดสยองให้หวูไว่ฟังขณะนั่งเคียงกันอยู่ที่ลำธารสายเล็ก ๆ ห่างจากจุดที่พบเจอกันครั้งแรกไม่ไกลนัก
“แล้วตอนที่พวกนั้นขี่ม้าออกมาจากหมู่บ้านของเราหลังจากสังหารคนในหมู่บ้านแล้ว ข้าและเด็กหลบอยู่ในดงไม้อยู่ห่างจากพวกนั้นไม่ไกลนัก ข้าเห็นดาบที่เปื้อนเืของคนพวกนั้น แล้วก็เสียงหัวเราะอันเสียดหูของผู้เป็นายของพวกมันอีกด้วย”
“แล้วคนอื่นๆในหมู่บ้านที่รอดชีวิตมาอยู่ที่นี่ด้วยละ” เด็กหนุ่มถามขึ้น
“ส่วนมากก็เป็พวกที่ไปหาของป่า เก็บสมุนไพรนอกหมู่บ้านไง แล้วก็…”
อาหลิงพูดได้แค่นี้น้ำตาก็ร่วง ใช่แล้วถึงจะมีรอดชีวิตมาได้ แต่นับรวมจำนวนกันได้แล้วก็มีจำนวนรวมกันแค่ยี่สิบกว่าคนเท่านั้น
“ไม่ต้องพูดแล้วละ อาหลิง” หวูไว่ว่าเสียงสั่น แล้วภาพที่ชาวบ้านในเซียงอู่โดนฆ่าอย่าง อเนจอนาถก็ผุดวาบขึ้นมาอีกครั้ง
“หลังจากนั้น พวกเราก็หลบหนีกันมา แล้วก็พากันมาสร้างกระท่อมเล็ก ๆอยู่ตีนเขาแห่งนี้ ไม่มีใครกล้าเดินทางกลับไปที่เซียงอู่อีก พวกเรากลัวกันมากหวูไว่” พูดแล้ว หญิงสาวก็เอามือเกาะเข้าที่ชายเสื้อของเด็กหนุ่ม ดวงตา และริมฝีปากที่สั่นระริกนั่น บ่งบอกทุกอย่างอยู่แล้ว
หวูไว่เอามือปาดคราบน้ำตาแล้วยกมือแตะไหล่ของเพื่อนจากหมู่บ้านเดียวกัน แล้วพูดเสียงหนักแน่น
“ไม่ต้องกลัวแล้ว ข้าจะปกป้องพวกเราเอง”
อาหลิงยิ้มออกมาทั้งน้ำตาแล้วพยักหน้ารับ แล้วเหลือบตามองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่เบื้องหน้า ชั่วเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ดูเหมือนหวูไว่เปลี่ยนตัวเองจากเด็กหนุ่มแสนซื่อกลายเป็ใครบางคนที่สร้างความอบอุ่นใจให้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“แล้วเราจะไปไหนกัน ไปอยู่เกียะหยู หรือว่าจะกลับไปที่เซียงอู่กัน…”
หวูไว่ส่ายหน้าระบายยิ้ม
“เราจะไปอยู่ที่ป่าสำราญ ที่นั่นคือบ้านใหม่ของพวกเรา และที่นั่นมีผู้คนที่ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับพวกเรารวมตัวกันอยู่มากมาย และข้าเชื่อว่าพี่เฉินตงพร้อมจะต้อนรับทุกคนเป็อย่างดี”
“เฉินตงเหรอ…ใครกัน ดูท่าจะดุนะ”
“ไม่หรอก…” เด็กหนุ่มกล่าวตอบ พลางภาพของหัวหน้ากองกำลังแห่งป่าสำราญก็ปรากฎขึ้นมา
“ศิษย์พี่นะเป็คนปากร้ายแต่ใจดี”
อาหลิงพึมพำชื่อเฉินตงขึ้นมาเบา ๆ แล้วถอนหายใจยาว
“นึกถึงเหตุการณ์ในเซียงอู่ตอนนั้นข้ายังงงไม่หาย พวกคนเ่าั้้าฆ่าพวกเราทำไมนะหวูไว่ เ้ารู้มั้ย”
เด็กหนุ่มร่างสั่นระริก มองหน้าเพื่อนสาวชั่วครู่ ก่อนจะทรุดร่างลงกับพื้นแล้วคร่ำครวญออกมาว่า
“ข้าขอโทษอาหลิง…ขอโทษ เป็เพราะข้า เพราะข้าคนเดียว”
อาหลิงดวงตาเบิกกว้างด้วยความใเมื่อเห็นหวูไว่ทรุดร่างลงไปกับพื้น
“อะไรกัน รีบลุกขึ้นมาเร็ว เ้าพูดอะไรกัน”
หวูไว่หลังคู้ ไหล่ตก และยังคงเอาเข่ายันอยู่กับพื้นก่อนเงยหน้าขึ้นมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบเครือว่า
“ทุกคนในหมู่บ้านเสียชีวิตเพราะข้าเองเข้าใจหรือเปล่าอาหลิง พวกทหารอัศวินดำเ่าั้มัน…”
อาหลิงฉุดร่างของเด็กหนุ่มขึ้นมา ใช้มือป้ายเช็ดน้ำตาให้สหายวัยเด็ก
“ใจเย็น ๆไว้เถิด พวกที่บุกมาฆ่าพวกเราในหมู่บ้านไม่ใช่ทหารอัศวินดำหรอก เ้าเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า”
“อะไรนะ…อาหลิง”
หญิงสาวพยักหน้ารับ
“เป็ความจริง ตอนที่ข้าและเด็กหลบอยู่ในพุ่มไม้ ข้าเห็นหน้าตาของพวกนั้นได้ชัดเจน มันไม่ใช่พวกทหารอัศวินดำแน่ เ้าเคยเล่าไม่ใช่หรือว่าพวกทหารอัศวินดำนั่นใส่เกราะสีดำ แล้วก็มีหมวกเหล็กสีดำ แต่พวกนั้นไม่ใช่…”
“พูดอะไรนะ อาหลิง”
“ข้าจำได้ พวกนั้นมีจำนวนไม่เกินยี่สิบคน ทุกคนอยู่ในชุดเสื้อผ้าประหลาด เป็เสื้อผ้าสีแดงสดราวกับสีของเื แล้วยังมีผ้าคลุมปิดใบหน้าเอาไว้มองเห็นแต่ดวงตาเท่านั้น ”
หวูไว่พูดอะไรไม่ออก
“ข้าเห็นพวกหัวหน้าของคนพวกนั่นด้วย มันมีอยู่กันสองคนที่นั่งอยู่บนหลังม้า และปิดบังใบหน้าไว้ด้วยเช่นกัน สาบานก็ได้เสียงหัวเราะเหยียดของเ้าคนหนึ่งในนั่นข้าจำได้ไม่มีวันลืมอย่างเด็ดขาด ไม่ลืมตลอดชีวิต”
แล้วภาพเหตุการณ์ในตอนที่เด็กหนุ่มหวูไว่บุกเข้าไปท้าประลองกับนายพลซื่อชางเมื่อหลายเดือนก่อนก็ผุดวาบขึ้น
“เชื่อข้าเถอะ ข้าไม่ได้ฆ่าคนในหมู่บ้านของเ้า ไม่ได้ฆ่าเลยแม้แต่คนเดียว”
อะไรกัน พวกนั้นคือใครกันแน่…
…………………………………..
เอียนซีเดินเลียบริมบึงด้วยอารมณ์อันแช่มชื่น เฝ้ามองดอกไม้ ใบหญ้า ตามสองข้างทางอย่างเพลิดเพลิน
ความจริงแล้ว ห้วงเวลานี้การปะทะใหญ่ระหว่างกองทัพอัศวินดำกับสหพันธ์นักรบดำเนินไปอย่างดุเดือด แต่น่าแปลกที่การได้นำตัวเองหลุดพ้นจากความยุ่งยากเ่าั้ หงสาคะนองศึกกลับรู้สึกอิ่มเอิบใจ ได้ััความเงียบสงบบริเวณป่าโปร่งไกล้เชิงเขาแห่งนี้ ได้เฝ้าชม น้ำใสในบึง นกกระยางสีขาวที่บินว่อนไปมา ทำให้หญิงสาวรู้สึกว่า มีความสุขหลั่งล้นอยู่ภายใน และอยากให้เวลาหยุดนิ่งอยู่อย่างนี้ตลอดไป
ดูเหมือนหงสาคะนองศึกไม่ใช่หงสาคะนองศึกคนเดียวกับเมื่อปีก่อนเสียแล้ว
นึกถึงแค่นี้ ภาพของคนผู้หนึ่งก็ผุดวาบเข้ามา ดวงตากลมโต รอยยิ้มแสนซื่อ แล้วก็เสียงเรียกคุณหนูเอียน ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่านั่น
แล้งยอดหญิงแห่งกองกำลังเมฆขาวก็เผลอยิ้มกับตัวเอง
“อ้อ คุณหนูอยู่ที่นี่เอง”
เสียงอันสดใสทักจากด้านหลัง ทำให้เอียนซีสะดุ้งขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วเมื่อเหลียวมองไปตามเสียงเรียกนั้น ก็พบกับหญิงสาวในชุดสีครามสดใสจ้องมองมาด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ
“อ้อ อาหลิง”
อาหลิงพยักหน้าแล้วเดินเข้ามาใกล้
“คุณหนูก็ชอบดูทิวทัศน์ละแวกนี้เหมือนกันหรือ ข้าเพิ่งจะรู้”
“อืม…ใช่”
หญิงสาวจากเซียงอู่หัวเราะอย่างนึกขำ
“นับวันนี่ข้าว่าคุณหนูชักจะเหมือนหวูไว่เข้าไปทุกทีแล้ว”
“หือ เ้าว่าอะไรนะ” เอียนซีอุทาน
“ใครในเซียงอู่ก็รู้ทั้งนั้นแหละว่าหวูไว่นะเป็พวกมนุษย์ดิน”
“มนุษย์ดิน…อย่างนั้นหรือ”
อาหลิงหัวเราะคิกดวงตาเป็ประกาย
“แบบว่า ชอบเอาตัวไปนอนคลุกอยู่ในทุ่งหญ้า เกลือกกลิ้งตัวเองอยู่บนพื้นดิน แล้วกลิ่นตัวก็จะเหม็นมาก พวกเราเลยเรียกหวูไว่ว่ามนุษย์ดินไงเล่า ไม่เชื่อถามเรียวกีบอากิดูก็ได้คุณหนู”
“ไม่ต้องถามหรอก ข้าพอจะนึกภาพออก”
หงสาคะนองศึกมองหญิงสาวเบื้องหน้าด้วยสีหน้าประหลาด ก่อนเอามือเกาะกุมอาหลิงอย่างสนิทสนม
“ข้าถามจริงๆเถอะ เ้าชอบหวูไว่ใช่มั้ย”
อาหลิงยิ้ม ส่ายหน้า
“ไม่หรอก ท่านพูดเหมือนคนในหมู่บ้านของข้าเลย แต่ข้ารู้ตัวดีว่า หวูไว่เป็ได้แค่เพื่อนเท่านั้น แต่เป็เพื่อนที่หาไม่ได้อีกแล้วในชีวิตนี้”
“แล้วท่านละคุณหนู คิดว่าหวูไว่เป็อย่างไร”
หงสาคะนองศึกสะดุ้งขึ้นมา ผละมือจากอาหลิง แล้วเสเดินไปมองผืนน้ำในบึงนั่น
“อะไรกัน เ้าหมายถึงอะไร”
“คุณหนู อย่าถือสาหญิงบ้านนอกอย่างข้าเลยนะ ถ้านึกสงสัยข้าก็มักจะถามตรง ๆ อย่างนี้แหละ”
แล้วอาหลิงก็กล่าวผ่านแผ่นหลังของเอียนซีอีกว่า
“ข้ารู้ว่าตัวเองคิดกับหวูไว่ยังไง แล้วก็รู้ด้วยว่าหวูไว่คิดกับคุณหนูยังไง”
แล้วหงสาคะนองศึกก็หันหลังกลับมา พูดเสียงสั่น
“อาหลิง…เ้า”
หญิงสาวจากเซียงอู่ก้าวเข้าไปยืนชิดกับยอดหญิงแห่งเกียะหยู
“ข้าขอโทษคุณหนู ข้าไม่ควรถามอย่างนี้เลย”
เอียนซีส่ายหน้าไปมา แล้วฝืนยิ้ม
“ไม่เป็ไรอาหลิง ไม่เป็ไร”
“นั่งเถอะ” เอียนซีกล่าวขึ้น ทรุดตัวลงนั่งมองไปยังบึงน้ำเบื้องหน้า โดยมีอาหลิงทรุดนั่งตาม
“รู้มั้ย ข้าพูดคุยกับเ้าไม่กี่ครั้ง แต่สามารถพูดคุยได้ทุกเื่ราวกับเพื่อนสนิท ข้าไม่เคยมีเพื่อนอย่างนี้เลยในชีวิต”
“อะไรกัน..”
“ั้แ่เกิดมา ชีวิตของข้าก็ผูกติดอยู่กับท่านพ่อ มีแต่เื่ของบ้านเมือง ศึกา การสร้างความเป็ปึกแผ่นให้กับเกียะหยู จนเมื่อโตขึ้นข้าก็อุทิศตัวเพื่อกองกำลังเมฆขาวมาตลอด”
“แล้วท่านกับคู่หมั้นของท่านละ”
เอียนซี เหลือบตามองคนถามครั้งหนึ่งก่อนตอบไปว่า
“เรารู้จักกันั้แ่เด็ก พี่หลี่ดูแลข้าเป็อย่างดี แนะนำและสั่งสอนทุกเื่ การเรียนรู้กลยุทธ์ศึก ฝึกฝนวิชาฝีมือ และอีกหลาย ๆ อย่าง เราเป็คู่หมั้นหมายกันมาหลายปีแล้วละ”
อาหลิงพยักหน้ารับ
“ถามจริง ๆเถอะ ท่านหมั้นหมายกับแม่ทัพหลี่เพราะความรักหรือไม่”
คราวนี้เป็หงสาคะนองศึกที่ถอนหายใจ
“อาหลิง-เ้าร้ายกาจนักนะ เอ้า-บอกก็ได้ ข้าหมั้นหมายกับพี่หลี่ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งความเห็นชอบของผู้ใหญ่ เหตุผลทางด้านการเมือง แล้วข้าก็คิดว่า ถ้าแต่งงานกันแล้ว พี่หลี่จะดูแลข้าได้ดีที่สุด จะทำให้ข้ามีความสุขได้ และเราสองคนก็จะช่วยกันสร้างเกียะหยูให้เป็ปึกแผ่นยิ่งกว่านี้”
“แต่ว่านั่นไม่ใช่ความรักนี่ คุณหนู”
ยอดหญิงแห่งกองกำลังเมฆขาวเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดโดยไม่หันหน้ามามองคู่สนทนา
“ข้าไม่รู้เหมือนกัน อาหลิง”
แล้วหญิงสาวจากเซียงอู่ก็หัวเราะร่า
“เ้าหัวเราะอะไรนะ อาหลิง”
“เปล่าหรอก แต่ข้านึกถึงหวูไว่น่ะ ถึงจะไม่เคยพบกับขุนพลหลี่ แต่ข้าเชื่อว่า เพื่อนของข้าคงเทียบแม่ทัพแห่งกองกำลังเมฆขาวไม่ติดในทุกด้าน”
“ไม่นะ ข้าไม่คิดอะไรอย่างนั้น”
“ข้าเข้าใจคุณหนู แต่ข้านะนึกขำหวูไว่เท่านั้น ซื่อบื้อออกอย่างนั้น จีบผู้หญิงเป็หรือเปล่าไม่รู้ เฮ้อ”
แล้วเอียนซีก็หัวเราะคิกจนต้องปิดปาก
“ใช่แล้ว อาหลิง หวูไว่นะซื่อบื้อจริง ๆ ด้วย รู้มั้ยตอนอยู่ในสวนดอกไม้ในเกียะหยูใครก็ให้ฉายาหวูไว่ไว่ว่าเด็กบ้า คนอะไรพูดกับต้นไม้ก็ได้ด้วย”
“อย่างนั้นหรือ เด็กบ้า กับ มนุษย์ดิน อันไหนน่าฟังกว่ากันนะ คุณหนู” อาหลิงพูดอย่างนึกขัน
แล้วหญิงสาวทั้งสองคนก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน