ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    บทที่ 71 ธนาคาร


    ก่อนต้มยำกุ้ง การเติบโตของ GDP ประเทศไทยสูงติดต่อกันมายาวนาน ส่วนตัวเลขการส่งออกก็เติบโตระดับสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ต่อปี ดังนั้นจึงเป็นที่หมายปองของนักลงทุนต่างประเทศ เงินตราต่างประเทศเลยหลั่งไหลเข้ามามากมายรับกับนโยบายการพยายามจะเป็น Financial Hub ของ Asia
    เมื่อเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ทำหน้าที่ได้เหมือนธนาคารพานิชย์แต่สามารถปล่อยกู้ต่าง ๆได้คล่องกว่าธนาคารพานิชย์เฟื่องฟูขึ้นมา ต่างพากันมีกำไรเป็นกอบเป็นกำมาก เหล่าพนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ในยุคนั้นถึงกับถูกเรียกว่าเป็น ‘มนุษย์ทองคำ’ จากการได้โบนัสระดับ 12 เดือน 24 เดือน หรือ 36 เดือนก็ยังมี สะท้อนให้เห็นความเฟื่องฟูของธุรกิจ
    ส่วนธนาคารที่อยู่ในกลุ่มสถาบันการเงินเหมือนกันแม้ไม่ได้มีกำไรเป็นกอบเป็นกำเท่าบริษัทเงินทุนหลักทรพย์ทั้งหลาย แต่ก็มีช่องทางทำกำไรง่าย ๆ ด้วยการกู้เงินต่างประเทศมาปล่อยกู้ในประเทศอีกต่อหนึ่งกินกำไรส่วนต่างอย่างง่ายๆสบายๆ เรียกได้ว่ากลุ่มสถาบันการเงินและธนาคารในตอนนั้นเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งของตลาดหุ้นก็ว่าได้
    เมื่อวิกฤติมาถึง กลุ่มสถาบันการเงินต่างพากันประสบปัญหาอย่างหนัก และถูกทยอยสั่งปิดจากทางการ จนสุดท้ายสถาบันการเงินถูกสั่งปิดไปทั้งหมด 56 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ แต่ก็มีธนาคารไม่กี่แห่งรวมอยู่ด้วย
    บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์และธนาคารบางแห่ง ความจริงไม่ได้รับผลกระทบขนาดที่จะต้องถูกสั่งปิด และอาจพอจะพยุงตัวเองต่อไปได้ แต่ด้วยความตื่นตระหนกของประชาชนในตอนนั้นที่แห่พากันไปถอนเงินมากมายไม่หยุดหย่อน ดังนั้นแม้โดยพื้นฐานสถาบันการเงินบางแห่งอาจไม่ถึงขนาดต้องล้ม แต่ด้วยพลังความตื่นตระหนกจากการถูกแห่ถอนเงิน สุดท้ายเลยต้องล้มไปจริง ๆ - -”
    หลังต้มยำกุ้งธนาคารใหญ่ที่พยุงตัวผ่านวิกฤติไปได้ ก็ด้วยการหาเงินทุนต่างชาติเข้ามาร่วมทุนเพื่อเอาตัวรอด ทำให้ธนาคารหลายแห่งของประเทศในปัจจุบันผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ใช่เจ้าสัวตระกูลต่าง ๆ เหมือนในอดีต กลายเป็นนักลงทุนต่างชาติไป ถึงแม้ตระกูลต่าง ๆ จะยังมีชื่อเป็นผู้บริหารอยู่ก็ตาม
    ส่วน ธนาคาร N นั้นทางการได้เข้ามาอุ้มและถือหุ้นทั้งหมด หลังจากจัดการแยกหนี้เสียออก ควบรวมกับธนาคารขนาดเล็กแห่งหนึ่งและปรับปรุงกิจการเรียบร้อย กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ที่เป็นผู้ถือหุ้นธนาคาร ก็นำหุ้นธนาคาร N กลับมาซื้อขายในตลาดหุ้นอีกครั้ง
    ปล.หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้งเป็นต้นมา เหล่าธนาคารที่ต่างก็ได้รับบทเรียน จึงพากันบริหารธนาคารอย่างระมัดระวัง เช่น การตั้งสำรองหนี้เสีย ที่ต่างพากันตั้งสำรองถึง 120 -130 % ของ NPL ทุกปีตลอดมา -----------------------------------------------------
    “หุ้นของธนาคารจะกลับมาเทรดอีกครั้งแล้วใช่ไหมครับ เมื่อไหร่นะครับ” ณรัชต์ละล่ำละลักถาม
    “จะเริ่มกลับมาซื้อขายศุกร์นี้ล่ะครับ”พนังานธนาคารที่ดูท่าจะเล่นหุ้นด้วย ตอบกลับมา
    หลังแยกจากพนักงานธนาคาร ณรัชต์กับพี่สาวและนายตำรวจก็เดินไปที่จอดรถด้วยกัน “หุ้นธนาคาร N มันดีเหรอน้องนะ”ผู้หมวดหนุ่มหันหน้ามาถามหลังจากสังเกตเห็นเขาให้ความสนใจกับหุ้นธนาคาร N
    ณรัชต์นึกถึงหุ้น ธนาคาร N นิดหนึ่งก่อนกล่าวตอบ
    “ดีที่ไหนล่ะพี่ ธนาคารก็ไม่ใช่เบอร์ต้นๆ ไม่ได้มีความแข็งแกร่งอะไร รัฐวิสาหกิจเขาบริหารแบบไหนก็รู้ ๆ กันอยู่ ถ้ารัฐไม่เข้ามาอุ้มป่านนี้ธนาคารล้มไปแล้ว”
    “พี่ก็นึกว่าเป็นหุ้นดี เห็นน้องนะทำท่าสนใจ”
    “แค่ตามข่าวเฉยๆพี่ หรืออาจจะเก็งกำไรตอนหุ้นกลับมาเทรดใหม่เฉยๆ เท่านั้นล่ะ เรื่องลงทุนระยะยาว หุ้นธนาคาร N นี่ไม่เหมาะหรอกครับ”เขาตอบตามตรง
    เมื่อผู้หมวดหนุ่มได้ยินว่าหุ้นธนาคาร N ไม่เหมาะจะลงทุนระยะยาวก็หมดความสนใจ เปลี่ยนเป็นหันไปชวนพี่สาวณรัชต์คุย
    “จะเที่ยงแล้ว ไปกินอะไรกันดีน้องนัน”
    “หาอะไรกินง่าย ๆ ก็ได้ค่ะ จะได้รีบกลับ บ่ายนี้นันยังมีเรียน”พี่สาวณรัชต์ตอบสารถี ก่อนยื่นมือมารับเอกสารที่น้องชายส่งมาให้
    “ เหมือนเดิมนะ โอเค๊ ” พี่สาวเขาพูดถึงค่าจ้าง
    “เจ๊นี่ ก็ยังงกอีกเนอะ”ณรัชต์กล่าวปลงๆ
    พี่สาวของณรัชต์เป็นนักเรียนทุน ซึ่งเขาก็เพิ่งมารู้ว่าเป็นทุนให้เปล่าที่มีค่าใช้จ่ายรายเดือนด้วย และเมื่อรวมกับเงินรายเดือนจากที่บ้าน ก็เรียกได้ว่ารับเงินสองทางเลยล่ะ ทำให้พี่สาวเขามีรายรับต่อเดือนเยอะกว่าเขาตั้งเท่าตัว แถมตอนนี้ยังมีค่าเช่าตึกแถวที่เก็บได้ทุกเดือนเพิ่มเข้ามาอีก กลายเป็นรับเงินสามทางแล้วในตอนนี้ และยังคิดจะรวบค่าเช่าอีก 4 คูหาที่เหลือที่เพิ่งซื้อมาอีก
    “เฮ้อ ใครอยู่ใกล้เจ๊นี่เสียเปรียบทุกคนจริง ๆ ”เขาบ่นพึมพำส่งท้ายก่อนมองรถนายตำรวจเคลื่อนที่ออกไป
    ณรัชต์กลับหอพักไปเปลี่ยนชุดเพื่อไปเรียนในคาบบ่าย
    ในช่วงชีวิตที่แล้ว การลงทุนของเขาเป็นการลงทุนเน้นคุณค่า ซึ่งหุ้นในบัญชีหุ้นส่วนใหญ่ของเขาจะเน้นหนักเรื่องพื้นฐานของหุ้นที่มีความมั่นคง และความเข้มแข็งของกิจการ เพื่อลดความเสี่ยง
    ซึ่งในช่วงเวลานั้น หุ้นที่ถือว่าเป็นหุ้นที่พื้นฐานดี แข็งแกร่ง และมีความมั่นคงก็มีอยู่เพียงไม่กี่กลุ่ม เช่น หุ้นกลุ่มพลังงาน กลุ่มค้าปลีก กลุ่มโรงพยาบาล หรือกลุ่มธนาคาร
    หุ้นพลังงานส่วนใหญ่เป็นหุ้นโภคภัณฑ์ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความผันผวนสูง เขาจึงไม่คิดลงทุน ส่วนหุ้นค้าปลีก กับโรงพยาบาล แม้ว่าจะเป็นหุ้นที่ดีมาก แต่เพราะราคาแพง(มีพีอีที่สูง)เกินไป เขาก็ไม่ได้ลงทุน
    ส่วนกลุ่มธนาคารนั้น เป็นหุ้นที่ราคาเหมาะสมไม่แพง ทั้งค่า พีอี(PE) ก็ต่ำกว่า 10 หรือ(P/BV) ก็ต่ำกว่า 1 แถมปันผลก็สม่ำเสมอในระดับ 3 - 6 เปอร์เซ็นต์
    ดังนั้นหนึ่งในหุ้นหลักที่อยู่ในพอร์ตของณรัชต์จึงมีหุ้นธนาคารตัวหนึ่งรวมอยู่ด้วย
    โดยหุ้นธนาคารตัวนี้เป็นหุ้นที่เขาถือมายาวนานพอๆ กับหุ้นบริษัทอัญมณี ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างจำรายละเอียดเกี่ยวกับหุ้นที่ถือมานานนี้ได้
    ช่วงชีวิตที่แล้วนั้น หลังจากเขาซื้อหุ้นธนาคารนี้ได้ไม่นาน ปรากฏว่าธนาคารที่เขาถือหุ้นอยู่ ได้เข้าซื้อหุ้นและทำการควบรวมกิจการกับธนาคารอีกแห่งหนึ่ง
    ด้วยณรัชต์ไม่รู้ว่าหุ้นธนาคารที่เขาถือนั้นจะได้ประโยชน์จากการควบรวมกิจการนี้หรือไม่ เขาจึงต้องศึกษาธนาคารที่ถูกหุ้นเขาควบรวมกิจการ เพื่อจะได้ตัดสินใจว่าควรจะถือหุ้นต่อไปหรือควรขายหุ้นทิ้งธนาคารที่ถูกหุ้นเขาควบรวมนั้นคือ ธนาคาร N
    หลังจากศึกษาธนาคาร N อย่างละเอียดก็ทำให้เขารู้จักธนาคาร N อย่างมาก ทั้งจำนวนสาขา(ที่มากกว่าธนาคารที่เขาถือหุ้นอยู่ถึงเท่าตัว) ทั้งจำนวนพนักงาน และยังรวมไปถึงราคาหุ้นในอดีตของธนาคารนี้ด้วย




    วันต่อมาที่โรงเรียนของณรัชต์ในสัปดาห์แรกของปีหลังหมดคาบเรียนวิชาหนึ่งในตอนเช้า และอาจารย์วิชาต่อไปยังไม่มาในห้องเรียนจึงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยกัน กับการจับกลุ่มเล่นกิจกรรมต่างๆนาๆในห้อง เสียงดังโขมงโฉงเฉง
    กลุ่มของณรัชต์ก็กำลังเล่นสอดใส้หนังสือกินตังค์กันอยู่อย่างเมามัน โดยการนำหนังสือเล่มหนามา แล้วเอาบัตรโทรศัพท์สอดเข้าไปในหนังสือ ถ้าใครได้ตัวเลขสุดท้ายของหน้าหนังสือมากที่สุดจะได้กินเงินกองกลางไป
    “เดี๋ยวเที่ยงนี้ จะพาสมาชิกใหม่มาเพิ่มที่โต๊ะนะ” วิทย์ที่กำลังกวาดเงินจากกองกลาง เอ่ยปากบอกกลุ่มเพื่อน
    “ใคร เล้งเหรอ” เต้ถามหันไปมองเล้งที่จับกลุ่มคุยกับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งภายในห้อง
    “ห้องอื่นน่ะ”วิทย์ตอบส่ง ๆ ก่อนรวมเงินกองกลางมาเล่นตาใหม่
    ณรัชต์เหลือบมองหน้าเพื่อนสนิทด้วยความเอะใจ แต่ไม่ทันจะได้ถามอาจารย์ก็เข้าห้องมาก่อน วงพนันของพวกเขาจึงต้องเลิกลาทันที



    ที่โต๊ะประจำหลังอาคารมอปลาย เต้ที่นั่งเกากีตาร์อยู่เอ่ยปากถามเพื่อนร่วมโต๊ะ
    “พักนี้ไอ้วิทย์หายไปไหนอ่ะ ช่วงคาบว่างไม่เห็นมันเลย นะแกรู้ไหม”
    “นั่นไง เฉลยมาแล้ว ” ณรัชต์ตอบขณะเห็นวิทย์กับผู้หญิงคนหนึ่งเดินตรงมาที่โต๊ะ
    เต้เงยหน้าจากหนังเพลงมองตามสายตาณรัชต์ไปถึงกับตะลึง
    วิทย์นั่งลงที่โต๊ะแล้วก็แนะนำหญิงสาวที่มากับเขาให้เพื่อนสนิท “นี่ไอซ์ ” วิทย์แนะนำ
    “......” เต้ยังตกตะลึง
    “ต้องแนะนำด้วยเหรอ ก็รู้จักกันอยู่แล้วนี่นา” ณรัชต์กล่าวเย้าเพื่อนสนิท
    “ แฟนเรา ” วิทย์ขยายความ
    “......” เต้อ้าปากค้าง
    ณรัชต์ยิ้มกับคำอธิบาย หันไปกระเซ้าไอซ์นิดนึง ก่อนหันไปแซวเพื่อนสนิท “มิน่า ช่วงนี้เวลาว่างไม่ค่อยเห็นตัว แอบไปทำคะแนนกับไอซ์นี่เอง”
    วิทย์กับไอซ์พากันหน้าแดงทั้งคู่
    เต้หลังจากหายตกตะลึงที่เพื่อนสนิทจีบดาวโรงเรียนมาเป็นแฟนได้ ก็หันมาแซววิทย์กับไอซ์บ้าง หลังจากนั้นโต๊ะประจำของพวกเขาก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน เป็นดาวโรงเรียนเพื่อนร่วมชั้นแต่ต่างห้อง
    ณรัชต์จำได้ว่าช่วงชีวิตที่แล้ว หลังวันวาเลนไทน์ในตอนมอหกคู่นี้ก็คบเป็นแฟนกัน แต่ตอนนี้เพิ่งจะขึ้นปีใหม่คู่นี้ก็เริ่มคบกันแล้ว ดูเหมือนนี่จะเป็นเหตุการณ์หนึ่งรอบตัวเขา ที่มีการเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนช่วงชีวิตที่แล้ว แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะเรื่องเวลาก็เถอะ
    ช่วงเวลานี้ อาจจะไม่เหมือนเดิมแล้วก็ได้ ลึกๆเขาหวังอย่างนั้น....


    หลังเลิกเรียนวันนั้นณรัชต์กับเต้พากันไปร้านอินเทอร์เน็ตเหมือนเดิม ส่วนวิทย์หายหัวไม่ได้ไปด้วย
    ณรัชต์มานั่งค้นรายละเอียดของธนาคาร N ที่กำลังจะกลับมาซื้อขายอีกครั้งในอินเทอร์เน็ต ส่วนเต้ก็กำลังนั่งเล่นเน็ท แชทกับสาวๆ ในโปรแกรมแชทอย่างเพลิดเพลิน
    เขาเช็คราคาของหุ้นธนาคาร N ที่จะกลับมาซื้อขาย โดยราคาเปิดจะอยู่ที่หุ้นละ 15 บาทณรัชต์มีเงินในบัญชีหุ้นตอนนี้ 14,815,600 บาท ดังนั้นเขาจะสามารถซื้อได้ทั้งหมด 987,700 หุ้น
    และเพราะหุ้นธนาคาร N เป็นหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคป ระดับหลายหมื่นล้านไม่ต่างกับหุ้นบริษัทน้ำมันที่เขาซื้อขายไปในคราวที่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพคล่องของหุ้น สามารถซื้อหุ้นทั้งหมดได้ในคราวเดียวอย่างสบาย
    ที่ณรัชต์ซื้อหุ้นธนาคาร N ไม่ใช่ว่าธนาคารนี้เป็นธุรกิจที่ดี หรือจะเติบโตอย่างรวดเร็วอะไรหรอกเพียงแต่เขาจำได้ว่าหลังจากหุ้นกลับมาซื้อขายในตลาดอีกครั้ง ราคาของหุ้นธนาคาร N ก็มีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการซื้อขายในช่วงแรก ๆ เท่านั้นล่ะ
    กำไรที่ชัวร์ ๆ แต่ไร้ความเสี่ยงแบบนี้ ก็เหมือนลูกเบสบอลที่ขว้างมาในมุมที่เขาตีโดนลูกแน่นอน เขาไม่มีทางจะปล่อยโอกาสหลุดมืออยู่แล้ว
    ในวันศุกร์ที่หุ้นธนาคาร N กลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้นอีกครั้ง ณรัชต์ก็ซื้อหุ้น ธนาคาร N ด้วยเงินในบัญชีหุ้นทั้งหมดจนเกลี้ยงบัญชีทันที
    ------------------------------------ Name : ณรัชต์ Asset : ตึกแถว 6 ห้อง ราคาปัจจุบัน 2,050,000 บาท : เงินสดในบัญชีธนาคาร 222,000 บาท : เงินสดในบัญชีหุ้น 100 บาท-หุ้น ธนาคาร N จำนวน 987,700 หุ้น ราคาหุ้นละ 15 บาท
    มูลค่าสินทรัพย์รวม : 2,050,000 + 222,000 + 100 + 14,815,500 = ปัจจุบัน 17,087,600 บาท
    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค ) ที่คุณอ่าน