ความเงียบเข้าปกคลุม...การกระทำของเย่ฉีนั้นรุนแรงและโหดร้ายมีคนจำนวนมากที่มองเห็นเหตการณ์นี้และฝังความหวาดกลัวนี้เอาไว้ในใจพวกเขาสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ยั่วยุคนผู้นี้เด็ดขาดเช่นเดียวกับเจ้านิกายหลัวที่ลอบกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่โชคดีที่เขาไม่ได้เคลื่อนไหวไปพร้อมกับประมุขกู่เพราะยังลังเลเกี่ยวกับความปลอดภัยของหลัวข่านยิ่งความกริ่นเกรงที่มีต่อคนลึกลับที่สามารถบังคับปิดประตูโบราณของเขานั้นมีมากกว่าประมุขกู่
ภาพที่ระฆังเงินของกู่โบ่แตกออกนั้นทำให้เกิดเป็นความเจ็บปวดแน่นอยู่ในอกของประมุขกู่แต่ที่มากกว่านั้นก็คือโทสะทีลุกโหมขึ้นพร้อมจะฉีกร่างของเย่ฉีออกได้ทุกเวลา อย่างไรก็ตามในขณะที่เขากำลังจะทำอะไรบางอย่างเสียงกรีดร้องของกู่โบ่ก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง...เย่ฉีต่อยไปที่ระฆังโบราณใบที่สองของกู่โบ่จนแตกกระจายอย่างไม่ลังเล!
“หากข้าไม่อนุญาตแม้แต่ครึ่งคำเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์พูด!”
เผด็จการและเลือดเย็น!
คำพูดของเย่ฉีนั้นเด็ดขาดและโหดเหี้ยมเขาไม่เคยลังเลที่จะทำตามสิ่งที่พูดไม่ว่าจะเป็นในยุคสมัยใดก็ตามสิ่งที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวก็คือประกาศิตนี้!ใบหน้าของประมุขกู่หมองลงพร้อมกับกำหมัดแน่นจนเล็บฝังเขาไปในฝ่ามือท่ามกลางสายโลหิตที่ไหลซึมออกมาสุดท้ายเขาก็ได้แต่กัดฟันยืนอยู่อย่างนั้น
“ศิษย์ของนิกายข้าถูกสังหารไปเกือบสามร้อยคน...หนี้เลือดนี้ข้าจะชำระมันอย่างแน่นอน!สำหรับชีวิตของสองคนนี้...หนึ่งคนแลกด้วยห้าป้ายหยกศักดิ์สิทธิ์!”
เสียงของเย่ฉีดังก้องออกไปอย่างชัดเจนโดยไม่มีใครคาดคิดว่าสิ่งที่เขาต้องการคือป้ายหยกศักดิ์สิทธิ์!ในเวลาเดียวกันใบหน้าของประมุขกู่และเจ้านิกายหลัวก็ซีดลงในทันทีเดิมทีพวกเขาเตรียมที่จะกัดฟันยอมจ่ายออกไปอยู่แล้วหากเย่ฉีจะเรียกร้องสิ่งใดทว่าป้ายหยกศักดิ์สิทธิ์...สิ่งนี้มีค่ามากเกินไป!ไม่ต้องกล่าวว่าเย่ฉีต้องการถึงห้าป้าย!
“ป้ายหยกศักดิ์สิทธิ์?แดนศักดิ์สิทธิ์ของทั้งเก้าโลก?”
“ว่ากันว่าแดนศักดิ์สิทธิ์คือสถานที่ลึกลับและยังเป็นจุดเชื่อมต่อของทั้งเก้าโลก!มันคือสนามรบโบราณที่ใช้ตัดสินลำดับขั้นก่อนที่กฎโบราณจะเปลี่ยนไป!”
“อย่างไรก็ตามแม้จะผ่านมาหลายยุคแต่แดนศักดิ์สิทธิ์ก็ยังเต็มไปด้วยสิ่งของล้ำค่าและแก่นแท้ของตัวแทนลำดับขั้นในอดีตจำนวนมากกุญแจเพียงหนึ่งเดียวที่จะผ่านประตูสู่แดนศักดิ์สิทธิ์ก็คือป้ายหยกทั้งหนึ่งพันชิ้นโลกมนุษย์ของเราถือครองไว้ทั้งหมดสี่สิบชิ้นและถูกจัดการโดยสี่ขุมอำนาจชั้นหนึ่ง”
ถึงจะมีบางคนที่ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นการเข้าสู่แดนศักดิ์สิทธิ์นั้นถือได้ว่าเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆที่ทำให้ผู้ฝึกตนเข้าร่วมกับขุมอำนาจชั้นหนึ่งพวกเขาถือครองไว้คนละสิบแผ่นป้ายกฎเพียงข้อเดียวของทั้งสี่ขุมอำนาจในการได้รับสิทธิ์นี้คือเหล่ารุ่นเยาว์ที่ติดสิบอันดับแรกเท่านั้นการถือครองป้ายหยกศักดิ์สิทธิ์ก็คือรากฐานสำคัญที่ทำให้พวกเขามีขุมพลังที่แข็งแกร่งจากผู้ฝึกตนจำนวนมากที่เข้าร่วมกับพวกเขาและแข่งขันกัน!
“สาร...เลว...หยุด!”
คำขอของเยฉีนั้นมากเกินกว่าที่หมู่เกาะไป๋กู่และนิกายหลัวช่วนจะรับไหวอย่างไรก็ตามเพียงการเอ่ยปากของประมุขกู่เสียงการแตกกระจายของระฆังโบราณก็ดังขึ้นมาอีกครั้งความเด็ดขาดของเย่ฉีคือสิ่งที่ไม่มีผู้ใดสามารถปฎิเสธได้!
“เจ้ากล่าวได้เพียงคำว่า‘ตกลง’ เท่านั้น!หากผ่านไปสิบลมหายใจไม่มีการตอบรับข้าจะทำลายระฆังโบราณของพวกเขาไปเรื่อยๆ!”
เสียงของเย่ฉีนั้นกล่าวออกมาอย่างสบายๆทว่ามันกับทำให้ผู้ที่ได้ยินนั้นหนาวสั่นไปถึงกระดูกในตอนนี้ระฆังโบราณของกู่โบ่แตกดับไปแล้วสองใบ มันคือรากฐานสำคัญของการฝึกตนจึงทำให้ร่างกายของกู่โบเต็มไปด้วยคราบเลือดและดูแก่ชราลงเป็นอย่างมาก!
เย่ฉีละสายตาจากประมุขกู่ที่ใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างน่าเกลียดไปมองที่เจ้านิกายหลัวก่อนจะถามออกมาด้วยเสียงเย็นเยียบ
“มีเวลาสิบลมหายใจ…จงบอกคำตอบของเจ้าออกมา”
เจ้านิกายหลัวเต็มไปด้วยความยากลำบากในการตัดสินใจป้ายหยกศักดิ์สิทธิ์นั้นสำคัญอย่างแท้จริงและมันยังเป็นรากฐานสำคัญของนิกายอีกด้วยแต่เมื่อมองไปยังระฆังโบราณที่แตกร้าวของหลัวข่านและกู่โบ่ที่โดนทำลายไปแล้วสองใบเขาก็ได้แต่แสดงใบหน้าอันขมขื่นออกมา
อย่างไรนั่นก็คือบุตรชายเพียงคนเดียวของเขา!ผ่านไปแล้วเจ็ดลมหายใจในชั่วพริบตา...เจ้านิกายหลัวยอมรับผลของการกระทำครั้งนี้และเตรียมกัดฟันมอบป้ายหยกออกไปทว่าในใจก็ปรากฏเป็นความลังเลและสุดท้ายเขาก็เลือกที่จะยอมเสี่ยงเพื่อลดทอนข้อเรียกร้องของเย่ฉี
“สหายน้อย...ข้าตกลงที่จะมอบแผ่นป้ายหยกศักดิ์สิทธิ์ให้กับเจ้าเพียงแต่ขีดจำกัดก็คือสามแผ่นป้าย!”
ใบหน้าของเจ้านิกายหลัวปรากฏเป็นความกังวลอย่างเห็นได้ชัดในการลองเสี่ยงครั้งนี้และคำตอบของเขาก็ทำให้เกิดเป็นความโกลาหลในกลุ่มคนที่เห็นเหตุการณ์นี้โดยเฉพาะประมุขกู่ที่ใบหน้ามืดครึ้มหันมามองขวับจ้องเขม็งไปยังเจ้านิกายหลัวทว่าเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำเป็นไม่สนใจเขาก็ได้แต่ก่นด่าอยู่ในใจ
อย่างไรก็ตามเสียงของเย่ฉีกลับดังขึ้นมาอีกครั้งและเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าบอกให้เจ้าต่อรองได้งั้นรึ?”
หมัดเล็กๆของเขาง้างขึ้นอีกครั้งก่อนจะปล่อยออกไปโดยมีเป้าหมายคือระฆังเงินใบแรกของหลัวข่าน!ในเวลานี้หัวใจของเจ้านิกายหลัวตกวูบลงไปถึงตาตุ่ม...เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะโลภมากและไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของเขาอย่างไรก็ตามก่อนที่เย่ฉีจะดับทำลายระฆังโบราณของหลัวข่านเสียงที่เต็มไปด้วยความร้อนรนก็ดังขึ้นมาก่อนเพื่อหยุดหมัดของเขา
“ตกลง!ยั้งมือด้วย! ห้าแผ่นป้ายหยกศักดิ์สิทธิ์ข้าจะมอบให้กับเจ้า!”
ลำแสงห้าเส้นปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเจ้านิกายหลัวก่อนจะบินออกไปหยุดอยู่ที่ด้านหน้าของเย่ฉีในทันทีหลังจากนั้นระฆังเงินที่แตกร้าวทั้งเก้าใบของหลัวข่านก็ค่อยๆจางหายไป
ใบหน้าของเจ้านิกายหลัวปรากฏเป็นเป็นความผ่อนคลายขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดในดวงตาของเขายังเต็มไปด้วยความประหลาดใจสายหนึ่งที่แฝงเอาไว้ก่อนหน้านี้เขาเองก็สงสัยเป็นอย่างมากว่าทำไมระฆังโบราณของกู่โบ่และหลัวข่านถึงไม่จางหายไปในเมื่อทั้งสองคนหมดสติไปแล้วพอมาถึงตอนนี้จึงได้เข้าใจว่าเย่ฉีนั้นมีความสามารถบางอย่างที่ทำให้พวกมันคงอยู่แม้ว่าจะแตกร้าวไปแล้วก็ตาม!
“สิบลมหายใจ...คำตอบของเจ้าคือสิ่งใด?”
เสียงของเย่ฉีดังขึ้นมาอีกครั้งขณะที่มองไปยังประมุขจกู่ใบหน้าของผู้ที่ได้ยินกลับกลายเป็นจมดิ่งลงอย่างสิ้นหวังเมื่อหันไปมองเจ้านิกายหลัวที่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ด้านข้างก็ยิ่งทำให้ในอกเขาแน่นไปด้วยไฟแห่งโทสะจนกระทั่งสุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงกัดฟันแค่นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจพร้อมกับลำแสงห้าเส้นบินไปยังเบื้องหน้าของเย่ฉี
“ขอบคุณสำหรับการแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรม!”
เย่ฉีกล่าวขึ้นมาก่อนจะประสานมือให้กับทั้งสองคนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มสำหรับเจ้านิกายหลัวก็ทำได้เพียงยิ้มอย่างขมขื่นส่วนประมุขกู่นั้นเมื่อเห็นการเยาะเย้ยนี้ก็ยิ่งเดือดดาลจนถึงขีดสุด!การแลกเปลี่ยนจบลง ดวงดาวสีทองในร่างของเย่ฉีหายไป สถานการณ์กลับมาสงบลงอีกครั้งก่อนที่การปิดกั้นทั้งหมดจะจางหายไปเช่นกัน
ร่างของหลี่หลิงเทียนและเสี่ยวเฮยมาปรากฏที่ด้านข้างของเย่ฉีทันทีก่อนที่บรรพชนตระกูลต้วนจะตามมาอย่างใกล้ชิดขณะเดียวกันทั้งประมุขกู่และเจ้านิกายหลัวก็รีบตรงไปยังร่างของบุตรชายก่อนจะตบเม็ดยาใส่ปากวันนี้พวกเขาได้รับความอับอายอย่างมากโดยเฉพาะหมู่เกาะไป๋กู่ที่ได้รับความเสียหายอย่างย่อยยับ!
สายตาของประมุขกู่เต็มไปด้วยประกายสังหารขณะหันมามองไปยังเย่ฉี...โชคร้ายที่วันนี้ข้างกายเย่ฉีมีการดำรงอยู่ของตัวตนที่ยิ่งใหญ่เขาจึงไม่สามารถทำสิ่งใดได้อีกทว่าด้วยระดับของเก้าประตูขอเพียงมีเวลาสักเล็กน้อยเขาย่อมสืบทราบอย่างแน่ชัดของเบื้องหลังการแทรกแซงครั้งนี้!
ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน...ตอนนี้สิ่งที่สำคัญคือรักษาอาการบาดเจ็บของกู่โบ่!
กวาดมืออกไปครั้งหนึ่งด้วยพลังของบรรพชนเก้าประตูอากาศเบื้องหน้าก็เริ่มฉีกขาดเกิดเป็นรอยแยกมิติประมุขกู่กวาดสายตาไปครั้งหนึ่งก็สะบัดมืออีกครั้งจนเกิดเป็นลมกรรโชกนำพาศิษย์ของหมู่เกาะไป๋กู่ทั้งหมดลอยเข้าสู่ลอยแยกไปดวงตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังนั้นจ้องมองไปยังเย่ฉีอีกครั้งก่อนที่เขาจะก้าวเข้าสู่รอยแยกของอากาศก่อนที่มันจะปิดลงน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความต้องการฆ่าก็ดังออกมาราวกับว่าเขาจะไม่เลิกลาจนกว่าจะจบเรื่องนี้ลงได้ด้วยการตายของเย่ฉี!
“ข้าจะตอบแทนเรื่องในวันนี้อย่างสาสม!”
ในเวลาเดียวกันใบหน้าของเย่ฉีก็ปรากฏเป็นรอยยิ้ม...รอยยิ้มที่ทำมองดูแล้วให้ความรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก!ป้ายหยกนั้นเป็นเพียงค่าตอบแทนของการไว้ชีวิตกู่โบ่และหลัวข่านเท่านั้น สำหลับการตายของศิษย์นิกายมังกรนพเก้าเขาเองก็จะตอบแทนกลับไปอย่างสาสมเช่นเดียวกัน!
อย่างไรก็ตามทางด้านของนิกายหลัวช่วนนั้นกลับแตกต่างออกไปเมื่อเจ้านิกายนำพาศิษย์ทั้งหมดเข้าสู่รอยแยกใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความกังวลใจอย่างหนักจนสุดท้ายเขาก็ถอนหายใจออกมาสำหรับนิกายหลัวช่วนแล้วถึงแม้ว่าครั้งนี้จะเสียหายอย่างหนักรวมถึงการเสียป้ายหยกศักดิ์สิทธิ์ให้กับเย่ฉีถึงห้าป้ายแต่ก็ยังนับว่าโชคดีกว่าหมู่เกาะไป๋กู่อยู่มากเพราะหลัวข่านเพียงบาดเจ็บสาหัสเท่านั้นแต่ยังระฆังเงินของเขายังอยู่ครบทั้งเก้าใบถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาอย่างยาวนานในการรักษารอยร้าวแต่มันก็ยังคงสามารถกลั่นเป็นระฆังทองได้!
“สหายน้อย...เรื่องในวันนี้เป็นเพียงการเข้าใจผิดนิกายหลัวช่วนจะชดใช้ให้กับเจ้าอย่างเป็นธรรมและหวังความบาดหมางของเราจะจบลงในวันนี้”
คำพูดของเขาทำให้ผู้ฝึกตนเร่ร่อนหลายคนต้องประหลาดใจแต่หากมองย้อนกลับไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นพวกเขาก็พอจะเข้าใจได้นิกายหลัวช่วนนั้นยังพอถอยหลังได้หนึ่งก้าวแต่หมู่เกาะไป๋กู่นั้นมีเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้นให้ก้าวเดิน!
เย่ฉีมองไปยังเจ้านิกายหลัวด้วยสายตาราบเรียบการมองครั้งนี้ทำให้เจ้านิกายหลัวรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกจนกระทั่งสุดท้ายมุมปากของเย่ฉีก็เกิดเป็นรอยยิ้มขึ้นมา
“ไมตรีนี้นิกายมังกรนพเก้าจะรับไว้”
ไป๋กู่จากไปหลัวช่วนจากไป ผู้ฝึกตนเร่ร่อนจำนวนมากก็เลือกที่จะจากไป เหลือคนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ยังหวังจะเข้าไปเสี่ยงโชคในพระราชวังโบราณเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้ชื่อเสียงของนิกายมังกรนพเก้าและประมุขน้อยโด่งดังขึ้นอีกนับสิบนับร้อยเท่า
ที่ด้านหน้าของประตูบานใหญ่สูงเสียดฟ้ากองกำลังของนิกายมังกรนพเก้าที่เหลืออยู่ขยับมารวมตัวกันและเริ่มทำสมาธิเพื่อฟื้นฟูร่างกายหลังจากนั้นไม่นานกองกำลังที่นำโดยตระกูลต้วนและสำนักเสวี่ยเยี่ยก็มาถึงพวกเขาเองก็เลือกที่จะรออยู่อย่างเงียบๆโดยไม่มีใครเข้าไปยังบริเวณด้านหน้าประตูที่เวลานี้เป็นที่พักของนิกายมังกรนพเก้า
เมื่อทุกอย่างจบลงบรรพชนของตระกูลต้วนก็กล่าวอำลากับเย่ฉีและหลี่หลิงเทียนก่อนจะหันไปพยักหน้าให้กับต้วนหลิงเทียนครั้งหนึ่งและจากไปการหยุดพักนี้กินเวลาถึงสามวันกว่าศิษย์นิก่ายมังกรนพเก้าจะฟื้นฟูได้อย่างสมบูรณ์
“เจ้ายังจะตามข้าเข้าไปอีก?”
เย่ฉียืนอยู่ที่ด้านหน้าของประตูบานใหญ่ที่ถูกสลักไว้ด้วยลวดลายโบราณและอักขระสีทองด้านข้างของเขาคือบุรุษหนุ่มในชุดสีฟ้าที่ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นขณะมองไปยังอักขระโบราณเหล่านั้น
“มันแน่อยู่แล้ว!หลอกให้ข้าส่งข้ามแม่น้ำแล้วเจ้ายังคิดจะเผาสะพานทิ้งอีกหรือไง?”
ถึงแม้ว่าเสียงของเขาจะเต็มไปด้วยความไม่พอใจแต่ดวงตาที่มองไปยังอักขระเหล่านั้นก็ยังเต็มไปด้วยความตื่นเต้นแววตาของเย่ฉีเองก็เช่นกันค่ายกลเวลที่สลักไว้ของกำแพงใหญ่นี้แม้แต่หลี่หลิงเทียนเองก็ยังไม่สามารถฝ่าเข้าไปได้ยิ่งเมื่อรวมเข้ากับอักขระบนประตูโบราณก็ยิ่งทำให้พวกเขาเกิดเป็นความสงสัยมากยิ่งขึ้น
“เจ้าคิดว่าจะใช่หรือป่าว?”
หลี่หลิงเทียนกล่าวถามออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาก่อนที่เขาจะละสายตาจากอักขระบนประตูมามองที่เย่ฉี
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ...แต่มีความเป็นไปได้ถึงแปดส่วนว่าชนเผ่าโบราณที่ก่อตั้งพระราชวังนี้จะเป็นสายเลือดของเขา!”