ตอนที่ 5 ใต้ต้นดอกเหมย
วันถัดมาในวันที่อากาศยามสายในฤดูใบไม้ผลิยังคงหนาวเย็น แต่ดอกไม้ต่างเริ่มออกดอกชูช่อแข่งขันกันผลิบานสวยงาม ในอำเภอซานซูฝั่งตะวันออกของอำเภอใกล้กับเขตชายป่ามีสวนต้นดอกเหมย ออกดอกสีชมพูสวยงามเต็มชายป่าส่งกลิ่นหอมละมุนสดชื่นต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ ชาวบ้านต่างออกจากบ้านเพื่อมาชมบุปผางามเหล่านี้ ทำให้พื้นที่ชายป่าที่เคยเงียบสงบในฤดูหนาวที่ผ่านมาคึกคักไปด้วยผู้คน หนึ่งในนั้นก็มีฮวาเซียงเซียงและมู่ซือฉีและเหล่าสาวใช้ส่วนตัวที่ออกมาชมดอกเหมยเช่นกัน
“ปีนี้ดอกเหมยช่างสวยงามกว่าปีที่แล้วยิ่งนัก เซียงเซียงเ้าดูต้นนั้นสิ! ดอกสีชมพูชูช่อเต็มต้นช่างสวยงามยิ่งนัก” มู่ซือฉีหันมาแล้วจับที่แขนของฮวาเซียงเซียงแล้วเอ่ยชวนให้นางมองต้นเหมยต้นใหญ่ที่กำลัง
ออกดอกเต็มต้น ก่อนนางจะเดินจูงมือดึงฮวาเซียงเซียงไปดูใกล้ ๆ
“อืม ช่างสวยงานยิ่งนัก ..วสัตฤดูเหมยฮวาชูช่อ ส่งกลิ่นหอมอบอวล กร้าวแกร่งแม้นลมหิมะพัดผ่าน..” ฮวาเซียงเซียงเมื่อได้มองดอกเหมยใกล้ ๆ ลมที่พัดผ่านดอกเหมยหาได้ร่วงหล่นไม่แต่กลับส่งกลิ่นหอมออกมาตามสายลม ทำให้นางอดที่จะเอ่ยบทกลอนเชยชมดอกไม้ออกมามิได้
“ช่างไพเราะยิ่งนัก แต่ข้าต่อบทกลอนกับเ้าไม่ได้หรอกนะ ข้าขอชมด้วยสายตาเป็พอ” มู่ซือฉีเอ่ยกับฮวาเซียงเซียงแล้วหันกลับชมดอกเหมยด้วยสีหน้าละอายแก่ใจ ฮวาเซียงเซียงหันไปมองมู่ซือฉีก่อนจะ
เผยรอยยิ้มและส่ายหน้าราวกับรู้อยู่แล้วว่าสหายของนางจะเอ่ยเช่นนั้น
“ข้าก็ไม่ได้จะให้เ้าต่อบทกลอนของข้าเสียหน่อย” ทั้งสองจึงหันมามองหน้ากันแล้วส่งรอยยิ้มกว้างให้แก่กันก่อนจะเดินเคียงคู่ชมดอกเหมยต่ออย่างสุขใจ
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยามมู่ซือฉีที่เริ่มเหนื่อยจึงได้ชวน
ฮวาเซียงเซียงนั่งพักในศาลาหลังเล็กหกเหลี่ยม เมื่อทั้งสองนั่งลงเสร็จสาวใช้ต่างนำน้ำชาและอาหารว่างมาวางใว้ที่โต๊ะและรินน้ำชาที่เริ่มจะอุ่นเนื่องจากสถานที่ไม่เหมาะแก่การต้มชาจึงจำเป็ต้องต้มชามาจากบ้านและวางกาต้มน้ำชาไว้ในกล่องเก็บอาหารทำให้เวลาผ่านไปความร้อนค่อย ๆ ลดลง แต่ก็ไม่อาจทำให้อารมณ์ที่ยังสุนทรีย์จากการชมดอกเหมยของทั้งสองจางหายไป
“คุณหนู คุณหนูใหญ่มู่เชิญดื่มชาเ้าค่ะ ชายังอุ่นเล็กน้อยคุณหนูค่อย ๆ ดื่มเ้าค่ะ” อาจือเอ่ยหลังจากที่เทน้ำชาลงในถ้วยชาเสร็จเรียบร้อยแล้วก่อนจะเดินถอยไปยืนอยู่ด้านหลังฮวาเซียงเซียง
“ขอบใจเ้ามาก พวกเ้าก็มานั่งด้วยกันเถิด เดินมานานแล้วคงปวดเมื่อยกันน่าดู” ฮวาเซียงเซียงเอ่ยขึ้นแล้วหันไปมองอาจือและชิงชิง
สาวใช้ของมู่ซือฉีที่ไปยืนด้านหลังมู่ซือฉีหลังจากจัดจานของว่างเสร็จ
“อืม ใช่ ๆ พวกเ้าก็มานั่งด้วยกันเถิด อย่าได้เกรงใจอาจือมาชิมขนมจากบ้านข้าเร็วเข้า วันนี้ข้าให้คนครัวทำเซาปิงกับขนมกุ้ยฮวา ทำจากน้ำตาลดอกกุ้ยหมักไว้หลายเดือนเชียวนะ หอม หวาน อร่อยมากเชียว”
มู่ซือฉีเอ่ยเสร็จก็หยิบขนมกุ้ยฮวากัดกินอวดสาวใช้ของนาง
และฮวาเซียงเซียง
อาจือที่มองการกินขนมของมู่ซือฉีก็อดจะกลืนน้ำลายตนเองไม่ได้ นางหันไปมองฮวาเซียงเซียงเมื่อเห็นว่าคุณหนูของตนพยักหน้าแล้วส่งรอยยิ้มให้ นางเดินไปนั่งที่เก้าอี้ไม้ข้างฮวาเซียงเซียงก่อนจะหยิบ
ขนมกุ้ยฮวากัดกิน “อร่อยจริง ๆ เ้าค่ะคุณหนู”
“อร่อยก็กินเยอะ ๆ ข้าให้ชิงชิงเอามาตั้งหลายชิ้น เซียงเซียงก็ชิมสิ ชิงชิงก็ด้วยมานั่งเถิดเร็วเข้า” มู่ซือฉีเอ่ยด้วยรอยยิ้มเต็มหน้าจนเห็นลักยิ้มทั้งสองแก้มด้วยความภาคภูมิใจที่มีคนเอ่ยชมอาหารที่นางนำมาแม้จะไม่ใช่ฝีมือนางก็ตาม!
ทั้งสี่คนนั่งกินขนมและชาและพูดคุยสนุกสนานจนผ่านไปราวสองเค่อ (30 นาที) มู่ซือฉีที่กำลังพูดคุยสนุกสนานก็เก็บรอยยิ้มลงหลังจากที่นางเห็นชายหนุ่มที่นางส่งจดหมายนัดพบปรากฏตัวขึ้น
ฮวาเซียงเซียงสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของสหายก็หันหลังมองตามก่อนจะพบชายหนุ่มที่องอาจผ่าเผย รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลากำลังมองมาทางศาลาที่พวกนางนั่งพัก ก่อนนางจะใจนสะดุ้ง
เมื่อมู่ซือฉีลุกขึ้นกะทันหันแล้วเอ่ยกับนางว่า “ข้าจะออกไปพบเขาสักครู่ เ้ารอข้าอยู่ที่ศาลานี้ก่อนเดี๋ยวข้ากลับมา” กล่าวเสร็จมู่ซือฉีที่กำลังจะเดินออกไปก็ต้องชะงัก
ฮวาเซียงเซียงดึงมือนางไว้และเอ่ยขึ้นด้วยความเป็ห่วง “ให้ชิงชิงไปกับเ้าด้วยเถิดไปชายหญิงที่ไม่ได้แต่งงานกันพูดคุยกันตามลำพังจะดู
ไม่งาม หากใครมาพบเห็นจะกลายเป็ที่ครหาได้”
“ได้ ไปกันเถิดชิงชิง” มู่ซือฉีพยักหน้าก่อนจะหันไปเอ่ยกับสาวใช้ของตนแล้วพากันเดินออกไป ฮวาเซียงเซียงมองตามหลังทั้งสอง ก่อนจะหันกลับมายกถ้วยชาขึ้นจิบและมองดอกเหมยที่กำลังต้องลมเย็นที่พัดผ่านมาด้วยสายตาชื่นชม
มู่ซือฉีหลังเดินออกจากศาลาก็พุ่งตรงไปหาชายหนุ่มที่ยืนรอตรงใต้ต้นดอกเหมยต้นใหญ่ที่อยู่ห่างจากศาลาพักราวหนึ่งจ้าง (หนึ่งจ้าง = 2-2.5 เมตร) นางมองตรงไปที่ชายหนุ่มด้วยสายตาเป็ประกายอบอุ่นและเขินอาย ทั้งสองสบตากันก่อนนางจะก้มหน้าหลบสายตาแก้มเนียนทั้งสองข้างขึ้นสีแดงจาง ๆ
“พี่หาน” มู่ซือฉีเอ่ยทักชายหนุ่มด้วยเสียงอันเบาผิดปกติจากที่เคย ชิงชิงได้แต่ยืนถอยห่างออกมาหลายก้าวเพื่อไม่ให้รบกวนการพูดคุยของนายสาวและไม่ห่างเกินไปจนเป็ที่ครหาของผู้คน
“คุณหนูมู่” ลี่มู่หานเอ่ยทักสาวน้อยตรงหน้าด้วยสายตาเอ็นดู
เขาออกมาพบนางตามจดหมายที่ได้รับเมื่อหลายวันก่อน หลังจากได้รับจดหมายตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะไม่มาตามนัดด้วยกลัวว่าจะทำให้แม่นางน้อยชื่อเสียงเสียหายได้ แต่เมื่อเขาคิดถึงว่าก่อนหน้าตนเองคอยหลบหน้านางจนทำให้นางเกิดความน้อยใจ ดวงตาที่เคยสดใสเป็ประกายก็ดูคล้ายจะหม่นหมองลงเมื่อตอนที่นางมาที่ร้านของครอบครัวเขาแล้วไม่ได้พบกัน เขาที่คอยแอบมองนางจากหลังร้านเห็นมาตลอดจนอดที่จะออกมาตามนัดมิได้
“คุณหนูมู่สบายดีหรือไม่” ลี่มู่หานเอ่ยขึ้น
“ฮึ สบายดีหรือเป็เพราะท่าน ท่าน ๆ ทำให้ข้าร้อนใจยิ่งนัก
เหตุใดต้องคอยหลบข้าตลอดเลยเล่าก่อนหน้าไม่เห็นว่าพี่หานจะเป็เช่นนี้ ข้ารึอุตส่าห์ออกไปหาท่านที่ร้านแต่กลับไร้คน” มู่ซือฉีจากที่ก้มหน้า
เขินอายก็เงยหน้าขึ้นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจจนโกรธ นางเงยหน้าต่อว่าชายหนุ่มตรงหน้าทันที
“ข้าเพียงแค่ตั้งใจท่องตำราเท่านั้น หาได้หลบหน้าเ้าไม่ อีกอย่างเ้ากำลังเข้าพิธีปักปิ่น กำลังจะโตเป็หญิงสาว ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกันเกินไปเ้าจะเสียชื่อเสียงได้” ลี่มู่หานเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจนใจ ก่อนหน้าั้แ่มู่ซือฉียังเป็เด็กสาวมักจะออกมาเดินเล่นนอกจวนกับพี่ชายของนางที่เป็สหายร่วมสำนักศึกษา และมากินเต้าทึงที่ร้านของครอบครัวเขาเป็ประจำจนเริ่มสนิทสนมกับทั้งครอบครัวเขา ทำให้ทั้งสองได้พูดคุยออกไปเดินเล่นด้วยกันบ่อยครั้ง ยามที่เขาอยู่กับนางทำให้ชีวิตในแต่ละวันที่
ต้องคร่ำเคร่งกับตำรามีชีวิตชีวาและสุขใจยิ่งนัก
จนเมื่อมู่ซือฉีอายุสิบสี่ย่างเข้าสิบห้า มารดาของเขาจึงได้เข้ามาพูดคุยตักเตือนให้เขาอยู่ห่างจากนางเพราะเด็กสาวในวันวานกำลัง
จะกลายเป็หญิงสาว หากยังอยู่ใกล้ชิดกับชายหนุ่มที่ไม่ใช่คนในครอบครัวจะกลายเป็ที่ครหาได้ และเมื่อครั้งหนึ่งมู่ซือฉีก็เดินมาหาและเอ่ยว่าชอบเขา ตอนนั้นเขายังไม่ได้มองนางอย่างหญิงสาวเขาจึงได้รักษาระยะห่างระหว่างทั้งสองไว้ แต่การที่ไม่มีเด็กสาวน่ารักคอยพูดคุยการท่องตำราใน
แต่ละวันช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก จนเขาที่พอได้ยินเสียงของนางมาที่ร้านเป็ต้องแอบมามองรอยยิ้มสดใสของนางและเผยรอยยิ้มออกมาด้วยความคิดถึง หรือว่าเขาจะต้องใจเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้านี้เสียแล้ว
ลี่มู่หานมองสบตานางด้วยั์ตาประกายหวานซึ้ง เขาทบทวนความรู้สึกตนเองก่อนที่จะมาพบนางก็พบว่าการที่เขาได้อยู่กับนางช่างมีความสุขยิ่งนัก และการที่ต้องห่างจากนางก็ช่างทำให้รู้สึกห่วงหาและ
ปวดใจ เขาคลำเขาไปที่แขนเสื้อกว้างก่อนจะกำปิ่นเงินที่เตรียมจะมอบให้นางไว้แน่นด้วยความไม่มั่นใจ
“งั้นหรือ ท่านไม่ได้โกรธอะไรข้าใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นต่อไปนี้ท่านอย่าหลบหน้าข้าอีกได้หรือไม่ ข้า..ข้าคิดถึงพี่หานยิ่งนัก” มู่ซือฉีเอ่ยด้วยรอยยิ้มเขินอาย นางก้มหน้ากำมือทั้งสองข้างด้วยความประหม่าอย่างที่
ไม่เคยเป็มาก่อน
“ข้าก็คิดถึงเ้าเช่นกัน!” ลี่มู่หานรีบเอ่ยขึ้นก่อนจะขยับเดินไปด้านหน้าหนึ่งก้าวจนทั้งสองห่างกันไม่ถึงหนึ่งฉื่อ (10 นิ้ว) มู่ซือฉีเงยหน้าขึ้นมองเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้ตนก่อนจะก้มหน้าลงเช่นเดิม
ลี่มู่หานมองนางด้วยสายตาเอ็นดูรักใคร่ก่อนเขาจะหยิบปิ่นเงินลาย
ดอกเหมยเบ่งบานสีชมพูสวยงามตกแต่งด้วยระย้าไข่มุกสีชมพูออกมา เขามองมวยผมของมู่ซือฉีที่ตอนนี้เป็มวยผมสำหรับหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือนและไม่ใช่ถักเปียอย่างเด็กสาววัยเยาว์อีกแล้ว
มู่ซือฉีที่กำลังก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มและใบหน้าเขินอายของตนก็รู้สึกถึงบางอย่างที่กำลังปักลงบนมวยผมของนาง นางเงยหน้าขึ้นก็ต้องสบตากับดวงตาคมประกายของลี่มู่หานที่กำลังก้มมองนางอยู่ นางยื่นมือไปคลำ
ที่มวยผมของตนก่อนจะรับรู้ว่ามีปิ่นปักผมเพิ่มมาหนึ่งชิ้น
“ข้าเห็นปิ่นเงินลายดอกเหมยนี้แล้วคิดถึงเ้าจึงได้ซื้อมาให้ ดูแล้วช่างงดงามเหมาะกับเ้ายิ่งนัก” ลี่มู่หานมองไปที่ปิ่นปักผมที่เขาเพิ่งปักลงไปก่อนจะยิ้มให้นางด้วยสายตาเป็ประกายก่อนจะเอ่ยต่อว่า
“เ้ารอข้าได้หรือไม่! รอให้ข้าสอบได้เป็บัณฑิตจวี่เหรินข้าจะให้ท่านแม่ไปสู่ขอเ้า ข้าจะไม่ทำให้เ้าต้องเสียหน้าแน่นอน!”
มู่ซือฉีที่ได้ยินดังนั้นก็ดีใจยิ่งนัก นางไม่รีรอให้เสียเวลาก็เดินไปแล้วจับไปที่แขนเสื้อของเขาแน่นและเงยหน้ามองเขาแล้วเอ่ยขึ้น “ข้าจะรอ ๆ ๆ ท่านพ่อบอกว่าถ้าพี่หานสอบเป็จวี่เหรินได้ ท่านจะไม่ขัดขวาง พี่หานต้องสอบผ่านแน่นอน แต่ไม่ว่าอย่างไรข้าจะแต่งให้พี่หานเท่านั้นเ้าค่ะ”
ลี่มู่หานจับมือทั้งสองของนางมากอบกุมไว้ “ข้าจะสอบให้ได้เ้าเพียงรอข้าเท่านั้น” ทั้งสองมองสบตากันแล้วส่งรอยยิ้มให้กันด้วยความอบอุ่นในหัวใจ
ฮวาเซียงเซียงหลังจากที่มู่ซือฉีเดินออกไปไม่นานนางที่นั่งพัก
จนหายเหนื่อยแล้วก็อยากที่จะเดินดูสวนดอกเหมยอีกสักรอบจึงได้ชวน
อาจือเดินออกไปชมดอกไม้ตรงส่วนอื่น ๆ จนทั้งสองเดินเกือบจะสุดทางของสวนที่ติดกับชายป่าท้ายอำเภอนางกำลังจะหันหลังกลับก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินมาจึงได้หันไปมอง ก็พบกับหวังจงที่กำลังเดินถือสะพายตะกร้าที่ภายในบรรจุไปด้วยสัตว์ป่าที่เขาล่ามาได้ ทั้งสองชะงักชั่วครู่เป็
ฮวาเซียงเซียงที่ย่อกายทักทายเขาก่อน “ท่านหวังจงเพิ่งกลับจากล่าสัตว์หรือเ้าคะ ดูแล้วน่าจะล่าสัตว์มาได้มากเชียว”
หวังจงที่ได้ยินเสียงหวานของนางเอ่ยถามก็ก้มหน้าทักทายตอบ “คุณหนูฮวา ่นี้สัตว์เริ่มออกมาจากการจำศีลจึงล่าได้มากกว่าปกติขอรับ ขอให้คุณหนูระวังตัวด้วยบางทีสัตว์ดุร้ายอาจจะออกมาจากป่าได้”
“ขอบคุณที่เป็ห่วงเ้าค่ะ ข้าจะระวังตัว” ฮวาเซียงเซียงย่อกายพร้อมกับเอ่ยขอบคุณเขา หวังจงจึงได้แต่กุมมือกลับแล้วเอ่ยลา “เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนขอรับ คุณหนูเดินกลับดี ๆ”
ฮวาเซียงเซียงที่กำลังจะเอ่ยตอบให้เขาระวังตัวเช่นกันก็ต้องชะงักเมื่อเขาเอ่ยตัดบทสนทนาขึ้น นางจึงเอ่ยลาแล้วหันหลังเดินกลับไป
ฮวาเซียงเซียงหยุดชะงักก่อนจะหันกลับมามองเขาก็เห็นว่าเขากำลังเดินห่างออกไปเช่นกันนางจึงได้หันหลังเดินต่อ
แสงแดดอบอุ่นยามสายสีเหลืองอ่อนสาดส่องผ่านร่มไม้กระทบกับชุดที่ตัดจากผ้าเนื้อบางทบกันหลายชั้นพลิ้วไหวไปตามจังหวะการเดิน ผมดำขลับยาวจรดเอวที่จัดมวยไว้ครึ่งศีรษะปักด้วยปิ่นปักผมลายดอกไม้ประดับด้วยไข่มุกห้อยระย้าสั่นไหวตามการก้าวเดินของหญิงสาวกระทบแสงแดด ดูงดงามอ่อนช้อยสวยงามยิ่งนัก หวังจงหันกลับมาและมองตามหลังหญิงสาวด้วยสายตายากจะอ่านออก เขามองนางเดินจากไปจนสุดสายตาแล้วจึงหันหลังเดินเข้าไปในตัวอำเภอเพื่อนำสัตว์ป่าไปขาย
ที่ร้านอาหาร
อีกมุมหนึ่งหลังลำต้นใหญ่ของต้นดอกเหมยที่กำลังชูช่อสวยงาม
มีหญิงสาวหน้าตางดงามนางหนึ่งกำลังมองทั้งสองด้วยแววตาประกายหมายมาด นางเหยียดยิ้มราวกับกำลังคิดเื่ชั่วร้ายได้ ฮวาเย่เอ๋อร์
มองตามหลังของฮวาเซียงเซียงแล้วหันกลับมามองหวังจงที่กำลังเดินห่างออกไปด้วยสีหน้าสาสมใจ
“ใฝ่ต่ำยิ่งนัก ฮึ แอบมาพบกับชายหนุ่มช่างไม่เป็กุลสตรีในห้องหอ เสียชื่อเสียงวงตระกูลนัก แต่ไม่เป็ไรข้าจะให้เ้าได้อยู่กับเ้าพรานป่าสมใจอยากแน่ฮวาเซียงเซียง” ฮวาเย่เอ๋อร์ที่วันนี้นัดกับสหายออกมาชมดอกเหมยเช่นกันหลังจากที่นางแยกกับสหายแล้วเดินชมดอกไม้มาเรื่อย ๆ ก็ได้พบเหตุการณ์ที่ทำให้นางถูกใจยิ่งนัก ฮวาเย่เอ๋อร์หันไปเอ่ยกับอาจูที่ยืนหลบด้านหลังของนาง
“ไป เราไปเยี่ยมท่านป้ากัน ข้ารอไม่ไหวแล้วข้าอยากนำเื่นี้ไปพูดคุยกับท่านป้า ข้าจะส่งเสริมคู่ยวนยางให้ได้แต่งงานกันสักหน่อย!”