บทที่หนึ่ง
มิกะกุ อิโนะอุเอะ ในวันฝนตก ย่ำยามพลบค่ำ หลังเลิกเรียนมิกะกุก็เดินกลับบ้านด้วยว่าลืมเอาร่มมาด้วย เธอจึงวิ่งฝ่าสายฝนเข้าไปหลบที่สนามเด็กเล่นซึ่งมันอยู่ด้านหลังโรงเรียน เธอมองออกไปยังสายฝนขาวสาดซัดลงมา หารู้ถึงสิ่งที่ตามมา คนเก่าคนแก่มักบอกว่า ยามพลบค่ำพวกผีปีศาจมันมักออกมาหาล่อคนไปกินอยู่เรื่อยๆ มันจะมาแบบไม่บอกไม่กล่าว มันจะมาแบบทันทีทันใด ทันใดนั้นมิกะกุเบิกตาถลน ั์ตาสองดวงมีแต่ความตื่นตระหนก เมื่อมือใหญ่แข็งแรงของใครบางคนพลันยื่นมาปิดปากเธอเอาไว้ พร้อมกับรัดตัวเธอผลักให้นอนแนบบนผืนทราย กดทับร่างบอบบางให้แน่นิ่งก่อนจะชักเกร็งเพราะขาดอากาศ ทว่าร่างหนาทะมึนกลับไม่ยอมปล่อยให้เธอได้หายใจ จนเด็กสาวนอนแน่นิ่งไป ร่างทะมึนทึงยังไม่คิดหยุด ยกอุ้มเอาเด็กสาวขึ้นบ่าแล้วเดินออกจากสนามเด็กเล่น เข้าสู่ซอยเล็กๆ ซอยหนึ่ง มันเดินฝ่าสายฝนราวกับว่ามันไม่กลัวผู้ใดเห็น การกระทำของมันไม่ต่างจากปีศาจชั่วร้ายที่คนเก่าคนแก่เคยเล่าขานเอาไว้
มันเดินซิกแซกผ่านตรอกซอยเป็วงกต แล้วพามิกะกุเข้าบ้านหลังหนึ่ง เหมือนสถานที่นี้จะอยู่ห่างไกลพอควร ร่างทะมึนวางเด็กสาวลงบนโซฟาแล้วเพ่งมองเรือนร่างเปราะบางอย่างใจเย็น มันพึมพำอะไรสักอย่าง แล้วเอามือไปัักับแก้มนวล เกลี่ยเล่นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วแสยะยิ้มออกกว้าง หากว่าปีศาจจากบ่อเถ้ากระดูกหลังศาลเ้าฮิโตะมันหลุดออกมายังโลกมนุษย์ ชายผู้นี้คงเป็ปีศาจตัวนั้น
เคยมีตำนานหนึ่งเล่าต่อกันมาในหมู่ชาวบ้าน มีศาลเ้าแห่งหนึ่งกำลังทำพิธีปลดปล่อยดวงิญญาให้ไปเกิด มันเป็หนึ่งในพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่เหล่ามิโกะและหลวงพ่อพึงประกอบ หากแต่มีดวงิญญาหนึ่งมันไม่ยอมอ่อนต่อคำคาถา นึกโกรธขึ้นมาเพราะมันถูกรบกวน มิโกะเก่าแก่เล่าว่า ดวงิญญานั้นมันมีมาแต่ปางก่อน มันเป็ทหารโนะบิ ทหารรับใช้ของขุนนางผู้หนึ่ง เรียกกันว่าเป็ทาสไร้ชีวิต ทว่ามันเกิดอาฆาตนายเหนือหัวที่คอยแต่สั่งให้ไปรบราฆ่าฟัน ทั้งยังให้ไปสังหารขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ทั้งไปลักเอาสตรีงามมากักขังไว้ บาปกรรมอันใดมันก็ก่อ เพราะถ่อถอยถอนตัวไปจากบ่วงแห่งทาสไม่ได้ ถึงจะตายตกไปด้วยน้ำมือของศัตรูมันก็ยังคงภักดีต่อนายของมันแม้จะเกลียดฉันท์ปานใดก็ตาม เรียกกันว่าบ่วง หากผูกแล้วแก้ไม่ได้ ทว่าวันหนึ่งมันไปพบกับหญิงสาวนางหนึ่ง นางช่างแตกต่างไปจากทหารโนะบิอย่างมัน นางดูมีอิสรเสรี ดวงตาคู่งามนั้นก็พร่ำมองมาอย่างไม่ให้รู้สึกต่ำต้อย มันจึงได้คิดอกุศล ล่อลวงหลอกเอาหัวใจสาวมา แล้วกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้ มันว่า นางเป็ของมันแต่ผู้เดียว หากสุดท้ายแล้ว บิดาของหญิงสาวรู้เข้าจึงเกิดโทสะแล้ว นึกคดแค้นไอ้ชั่วมันกระทำต่อบุตรสาวจึงสั่งปะาทหารโนะบิแล้วเอาศพมันทิ้งลงในบ่อ พร้อมทั้งสั่งให้เอาสัตว์มีพิษลงไปแล้วสวดส่งให้มันไม่ได้ไปผุดไปเกิด ให้ดวงิญญาของมันถูกกักขังในบ่อให้ทนทุรนทุรายทุกข์ทรมานต่อพิษร้ายของสัตว์หลากชนิด แรงสาปจึงว่าเป็ที่เล่าขานกันในหมู่ชาวบ้าน บัดนี้สถานที่ตรงนั้นถูกสร้างเป็ศาลเ้าศักดิ์สิทธิ์กลบฝังข่าวลือน่าหวาดผวาให้เงียบหาย
ทว่า...ร่างเสมือนของมันยังมีให้ได้ลือกันไปทั่ว ไอ้อีผู้ใดที่ว่าตกหน้าดำคล้ำหมองทั้งกายทั้งใจ มักคิดอกุศล กระทำชั่วทรามเหลือเืเย็น คนจะตราว่าเป็ร่างเสมือนมัน อย่างร่างทะมึนทึงที่กำลังสาวเอาเชือกเส้นเล็ก รวบแขนมิกะกุทั้งสองไว้ แล้วมัดทบกันหลายรอบ ยังไม่พอมันยังถอดชุดแม่นางน้อยออกด้วยมือหยาบโลนของมัน พลางยกยิ้มสะสวยหิ่มห้อย มันเพ่งมองเรือนกายสาวน้อยด้วยแววตามาดร้าย ทว่ามันไม่ถือเอาตัวเป็ใหญ่ เพียงแต่มองไม่กระทำอะไร ซึ่งก็แปลก... มันเปลี่ยนท่าทีมาลูบไล้ขาเรียวทั้งสองพลางบ่นงึมงำกับตัวเอง แล้วเดินออกไป สักพักมันกลับมาพร้อมกับเสื้อตัวหนึ่งและกางเกงกีฬามันทำท่าจะใส่ให้มิกะกุ แต่มีสีหน้าลังเล อยู่ๆ มันก็ปลดเชือกแก้ออก แล้วจับร่างบอบบางใส่ชุดใหม่ อันชุดเก่านั้นว่าเปียกโชก มันเหลือบไปมองแล้วหยิบชุดนักเรียนมาสูดดมเข้าปอดแรงๆ สองสามทีแล้วแสยะแย้มออกมาราวกับว่ามันพึงพอใจกับกลิ่นสาวน้อยเป็ที่สุด ไม่นานร่างทะมึนทึงก็หายออกไปจากห้อง มันไม่ลืมห่มผ้าให้มิกะกุ แต่มันก็ไม่ได้แก้เชือกเช่นกัน
พอถึงยามดึก มันค่อยย่องเข้ามา เห็นแวบๆ เหมือนมันเอาอะไรสักอย่างมาไว้ข้างๆ มิกะกุก่อนจะเดินหายลับไปอีกครา ไม่กี่ชั่วโมงเธอก็ลืมตาตื่น แล้วต้องผวากลัว จิตใจกระวนกระวาย เธอส่งเสียงร้องอู้อี้ มันไม่ได้เข้ามาดูมิกะกุแต่อย่างเดียวมันมาปิดปากเธอไว้ พอเห็นว่าตัวเองถูกมัดมือมัดเท้าก็ดิ้นขลุกขลักอยู่ไม่สุข เธอตื่นใสุดชีวิต ดวงตากลมเล็กคู่นั้นเหลือกส้นออกแล้วมองไปรอบๆ ราวกับว่าหากเธอถลนตาเหลือบมองมันจะเห็นทุกอย่างในความมืดมิดนี้ ไม่นานเสียงหอบหายใจก็ดังขึ้นถี่ๆ มิกะกุหยุดการกระทำอันไร้ประโยชน์แล้วค่อยกอบโกยเอาอากาศเข้าปอด เธอค่อยๆ พลิกตัวนั่ง พลางหันซ้ายขวามองรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นอะไรมากนัก มีเพียงแสงสลัวๆ จากช่องเล็กๆ ด้านข้างเท่านั้น มันทึบและมืด ทั้งยังมีกลิ่นของยาและน้ำหอม ที่แห่งนี้คงเป็ห้องของใครบางคน จะเป็ใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่คนโฉดชั่วที่ฉุดเอาเธอมาขังไว้ พานให้นึกผวากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเธอ ดวงตาคู่กลมเล็กเริ่มฉ่ำน้ำคลออยู่รอมร่อ ทันใดนั้นเสียงแง้มประตูก็ดังขึ้นมันะเืเสียดไปกับพื้นจนเกิดเสียงเอี๊ยดเบาๆ เธอสะดุ้งใพลันหันไปยังทิศทางนั้น มันยังไม่เห็นอะไรมาก แสงรำไรที่มาจากประตูพลอยให้เห็นแต่ร่างทะมึนๆ สูงใหญ่ของใครบางคน มันเยื้องย่างก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ แล้วมาหยุดตรงหน้ายืนอยู่ข้างขอบเตียง มันพูดงึมงำบ่นพร่ำอะไรสักอย่าง มิกะกุรีบถอยร่นออกห่างพลางเหลือบตาถลนออกเพ่งร่างนั้นประหนึ่งจะให้เห็นปรากฏเป็ร่างชัดเจน ทันใดนั้นมันก็ขยับออกห่าง มันเพ่งดูกิริยาของเธอเช่นกัน มิกะกุไม่ส่งเสียงร้องใดๆ มีแต่ระแวดระวังบางสิ่งบางอย่างที่มันถืออยู่ในมือ หากเธอเห็นเป็เงาทึบ มันคล้ายถาด เธอจ้องมันตาถลน แล้วร่างสูงใหญ่นั้นก็ถอยออกห่าง พลางวางสิ่งที่อยู่ในมือ มันเดินออกไปตรงประตูแล้วแสงสว่างของไฟฟ้าก็ผุดวาบขึ้น ทำให้เธอเห็นทุกสิ่งที่อยู่ ณ ที่ปริศนาแห่งนี้ มันคือห้องนอน มีโต๊ะ ตู้ เตียง และชั้นวางเครื่องปรุงยา มองไปรอบๆ ทั่วทิศทางก็เห็นสิ่งนั้นที่มันถืออยู่ก่อนหน้า ถาดสี่เหลี่ยม มีถ้วยเล็กสองสามใบถูกครบปิดอย่างดี แล้วเธอก็พาลใจกล้า เหลือบมองร่างทะมึนที่ยืนพิงอยู่กำแพง เธอใตื่นกับร่างที่เห็น เขาเป็คนหนึ่งที่มิกะกุได้พูดคุยด้วยเมื่อวาน เขาเป็บาริสต้าคนนั้น เธอเห็นเขาอยู่เป็ครั้งคราวในวันที่ไปซื้อเครื่องดื่มกลับบ้าน มิกะกุจึงอุทานเสียงดัง
"อื้อ อื้อ อื้อ!!"
เธอจะพูดได้อย่างไรเล่า เพราะผ้าสีขาวมันปิดปากเอาไว้ มิกะกุดิ้นพล่านพยายามบอกให้เขารู้ว่าเธอ้าจะเป็อิสระ ทว่าบาริสต้าผู้นั้นกลับยืนมองอย่างใจเย็น เขาไม่พูดจาใดๆ สักครู่ร่างสูงในเสื้อคลุมก็เดินเข้าใกล้ เขาไม่ได้มีร่างทะมึนใหญ่โตเหมือนเห็นเมื่อครู่ แต่เขามีร่างสูงเพรียวและมีเนื้อหนังแลดูแข็งแรง ชายหนุ่มไม่ได้มีหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ เขากลับมีหน้าตาสะสวย ทั้งดวงตาคู่นั้นมันมองเธออย่างไม่น่าไว้ใจ จู่ๆ เขาก็ถอดเสื้อคลุมออกวางลงบนเตียงแล้วนั่งลงข้างๆ มิกะกุ เขาพูดกับเธอเสียงเบา
"ตื่นแล้วเหรอ"
คำถามที่เหมือนคำทักทาย เขายื่นมือไปจับแก้มนวลของเธอ แล้วยิ้มออกกว้าง มิกะกุส่งเสียงอู้อี้ตอบกลับ เธอมองชายหนุ่มเหมือนอ้อนวอน พอเห็นรอยยิ้มพึงพอใจ เธอพลันเงียบปากสนิทแล้วมองชายหนุ่มอย่างระแวงระวัง
"ไม่ต้องกลัวไป ผมไม่ทำอะไรเธอหรอก" ลมปากของเขามันยิ่งทำให้ร่างบอบบางสั่นเทา เธอไม่ส่งเสียงตอบอย่างเมื่อครู่ แต่เพ่งตาสบมองดวงตามีเลศนัยคู่นั้นราวจะหาคำครหามาว่ากล่าวในสิ่งที่เขาทำ
ชายบาริสต้ายังไม่มีท่าทีคุกคาม เขากลับเงียบและนิ่ง เหมือนตั้งใจจะพร่ำมองเด็กสาวจนพอใจ จึงทยอยปลดเชือกออกจากมือเท้าของเธอ เขาทำมันอย่างทะนุถนอม แต่สายตานั้นยังมีแววไม่น่าไว้วางใจ มิกะกุนั่งนิ่งให้เขามอบความเป็อิสระแก่เธอ ทว่าวินาทีต่อมาเธอต้องผวาหวาดหวั่น พอขยับร่างได้มิกะกุก็ทำท่าจะถอยหนี
"เธอ ผมรักเธอ"
ร่างสูงว่ายิ้มๆ แต่รอยยิ้มนั่นทำให้มิกะกุหน้าซีดเผือด แล้วมันเอามือเล็กเย็นเฉียบของเธอมาัักับแก้มสาก มันส่งสายตายั่วยวนไปให้มิกะกุ หากเขามาจีบเธออย่างคนปกติเขาทำกัน เด็กสาววัยใสมีหรือจะไม่ยอมอ้ออ่อนให้ ทว่ามันกลับกันหากเขาฉุดแล้วกักขัง แถมขู่ให้จิตวิตก เธอรีบยึดมือกลับคืนมาแล้วหันมองไปรอบๆ ั์สั่นเทา เด็กสาวไม่ยอมตอบเขาสักคำ มีแต่ร่นถอยหนีให้ห่าง พลางมองใบหน้างดงามหวั่นๆ แล้วร่างสูงก็ลุกออกจากเตียง เดินไปยกถาดนั้นมาวางตรงหน้าเธอ เขาเปิดฝาถ้วยทีละใบ กลิ่นหอมหวนของซุปร้อนและปลาย่างทั้งข้าวหอมๆ มันชวนให้ท้องร้อง เธอมองมันอย่างยั้งใจ จะกินสิ่งที่เขาให้ก็กลัว แต่เธอเองก็หิว เขาตักซุปร้อนๆ ยื่นมาให้ มิกะกุไม่ยอมเปิดปาก เอาแต่นั่งนิ่งและถือตัวระวังเป็ที่สุด หากคำพูดของเขาทำให้เธอต้องอ้าปากอย่างเร็ว
"ถ้าเธอไม่ยอมกินซุปนี่ ผมจะกรอกมันเข้าปากเสียรวดเดียว" ั์ตาคู่นั้นมันบ่งบอกว่าเขาสามารถทำมันได้จริงๆ ไอ้สิ่งเลวร้ายทั้งหลาย มิกะกุจึงทำตามอย่างช่วยไม่ได้
เธอทานอาหารในถ้วยจนหมด พออิ่มสมองก็เริ่มทำงาน มิกะกุจึงเอ่ยถามหนุ่มบาริสต้าอย่างใจเย็น
"คุณบาริสต้าจับฉันมาด้วยเหตุผลอะไรคะ?"
"ผมชอบเธอ..ผมรักเธอ ผมห่วงและหวงเธอ" เขาตอบพร้อมกับยกถาดออกไป เมื่อเท้าคู่นั้นเดินไปถึงประตูพลันหันกลับมาเอ่ยกับมิกะกุ
"ต่อไปนี้ เธอเป็ของผมคนเดียว" ว่าแล้วก็กระตุกยิ้มออกกว้าง แล้วร่างสูงก็เดินออกไป ทิ้งไว้เพียงความแคลงใจให้เธอต้องวิตกจริตคิดไปเอง มิกะกุแสดงสีหน้าหวั่นๆ พะอืดพะอมกับกลิ่นยา พลางหันมองสำรวจห้องปริศนานี้อีกครั้ง มันเป็ห้องของคนวัยทำงาน มีหนังสือการ์ตูนผู้ใหญ่ ทั้งหนังสือเกี่ยวกับสัตว์ ข้างๆ ตู้มีโต๊ะปรุงยา มีขวดบรรจุพืชหญ้าหลากชนิด ที่น่าหวั่นคือของสะสมจำพวกแมลง พวกมันถูกบรรจุใส่ขวด อวัยวะของสัตว์นานาชนิดถูกแยกออกเป็ชิ้นๆ แล้วดองไว้ในบิ๊กเกอร์ มิกะกุเอามือมาปิดปากเธอรู้สึกสะอิดสะเอียน สีหน้าเหยเกพลางหลับตาแน่นไล่อาหารเมื่อครู่ลงคอ
**********