บทที่ 47 บิดาช่างกล้าหาญ (รีไรต์)
ฉินเหล่าซื่อเห็นท่าทีตึงเครียดของภรรยาและมารดาผ่อนคลายลงแล้ว จึงเอ่ยขึ้นว่า
“ตอนนั้นพวกข้ารีบปีนขึ้นต้นไม้อย่างรวดเร็ว ข้าสาบานได้เลยว่า นั่นเป็นการปีนต้นไม้ที่เร็วที่สุดในชีวิตข้า”
“แต่มันประหลาดที่เสือตัวนั้นกลับทำเหมือนไม่เห็นพวกข้า มันเดินตรงผ่านไป จากนั้นพวกข้าก็ได้ยินเสียงเสือคำรามอีกครั้ง”
“หลังจากนั้นไม่นานก็มีเสือสามตัวต่อสู้กัน พวกข้าจึงได้แต่รออยู่บนต้นไม้ จนกระทั่งพวกมันต่อสู้กันจนบาดเจ็บสาหัส พวกข้าจึงกล้าลงมาจากต้นไม้และใช้ธนู...”
“เดี๋ยวก่อน...”
ฉินฟู่หลินขัดจังหวะ “เจ้าบอกว่ามีเสือสามตัวงั้นหรือ”
“ใช่แล้ว ส่วนอีกสองตัวซวนจือกับคนอื่น ๆ เอาไปแล้ว ข้าเลย…ข้าเลยแบกตัวนี้กลับมาเอง”
ยังไม่ทันที่ฉินเหล่าซื่อจะพูดจบ ฉินฟู่หลินก็หายตัวไปแล้ว
ตอนนี้ฉินเหล่าซานและคนอื่น ๆ ได้ยินเสียงจึงพากันออกมา พอเห็นเสือตัวใหญ่ที่อยู่บนพื้นต่างก็พากันตกใจ
เมื่อเห็นว่าฉินเหล่าซื่อไม่ได้รับบาดเจ็บ ทุกคนต่างพากันห้อมล้อมดูเสือด้วยความตื่นเต้น
สวี่ซิ่วอิงส่งฉินเยาเยาให้แม่เฒ่าฉิน จากนั้นก็ลากตัวฉินเหล่าซื่อเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
เด็ก ๆ ในบ้านเดินเข้าไปใกล้ ๆ เสืออย่างระมัดระวัง ยื่นมือออกไปอยากจะลูบแต่ก็ไม่กล้า
สุดท้ายก็รวบรวมความกล้า ลูบเบา ๆ หนึ่งที ก่อนจะรีบชักมือกลับ
“ท่านพ่อ ท่านเก่งมากเลยขอรับ!” ฉินลิ่งอันมองบิดาด้วยแววตาชื่นชม
ฉินเหล่าซื่อยืดอกอย่างภาคภูมิใจ “แน่นอน ไม่เห็นหรือว่าพ่อของเจ้าเป็นใคร”
แม่เฒ่าฉินตีไหล่เขาทีหนึ่งอย่างไม่สบอารมณ์ “พอได้แล้ว โชคดีที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ หากเจ้าตายขึ้นมา ข้าจะตามไปตีเจ้าถึงยมโลกเลย”
ฉินเหล่าซื่อเกาศีรษะแล้วหัวเราะเบา ๆ
พูดก็พูดเถอะ ตอนนี้เขาก็ยังรู้สึกกลัวอยู่เลย
“แต่แบบนี้ก็ดีแล้ว อีกไม่กี่วัน ข้ากำลังจะไปพบอาจารย์อยู่พอดี ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาสิ่งใดเป็นของขวัญ นี่มันโชคช่วยจริง ๆ”
แม่เฒ่าฉินเอ่ยด้วยสีหน้ายินดี “เหล่าเอ้อร์ เหล่าซาน พวกเจ้าช่วยกันถลกหนังเสือที ระวังหน่อยล่ะ ข้าจะเอาไปทำเสื้อให้เล่อเหนียง”
“ไห่ถัง ซิ่วอิง พวกเจ้าช่วยกันชำแหละเนื้อเสือเตรียมไว้ คืนนี้พวกเราจะได้ลิ้มลองรสชาติเนื้อเสือกัน ข้าอายุขนาดนี้แล้ว ยังไม่เคยได้กินเนื้อเสือเลยสักครั้ง”
ทุกคนขานรับ แล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน
แม่เฒ่าฉินกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะขมวดคิ้วแน่น นางหันไปถามฉินเหล่าซื่อว่า “แล้วฮั่นหลินเล่า ไม่ได้เข้าป่าไปกับเจ้าหรือ เหตุใดจึงไม่เห็นกลับมาพร้อมเจ้า”
“เขายังอยู่บนเขานั่นแหละขอรับ บอกว่าจะไปดูว่าเสือมีอาหารเก็บไว้หรือไม่ ถ้ามีก็จะขนกลับมาด้วย”
“เจ้าเด็กคนนี้ ชอบทำอะไรเสี่ยง ๆ หากเกิดอันตรายขึ้นมาจะทำอย่างไร” แม่เฒ่าฉินเอ็ดเบา ๆ
ฉินเหล่าซื่อปลอบมารดา “ท่านแม่วางใจเถิดขอรับ ฮั่นหลินย่อมรู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ อีกอย่างเขาก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง ไม่น่าจะมีปัญหาอันใดหรอกขอรับ”
แม่เฒ่าฉินครุ่นคิดตามแล้วเห็นด้วยกับลูกชาย จึงอุ้มฉินเยาเยาเข้าไปในห้อง
ทันทีที่หันหลังกลับ นางก็ได้ยินเสียงตะโกนดังลั่นของหลี่อัน
“หยุดนะ! เจ้ากำลังจะทำถุงน้ำดีเสือของข้าแตก!”
ไม่นานนัก เสือตัวนั้นก็ถูกชำแหละแยกเนื้อแยกหนังเสร็จเรียบร้อย
หนังเสือและกระดูกเสือถูกนำไปใส่ไว้ในถังไม้ เตรียมนำไปตากแห้ง เพื่อใช้เป็นส่วนผสมของยา และนำไปทำเสื้อให้เล่อเหนียง
ส่วนเนื้อเสือ ครึ่งหนึ่งนำไปหมักเกลือตากแห้ง อีกครึ่งหนึ่งนำไปแบ่งให้หัวหน้าหมู่บ้าน ครอบครัวของสะใภ้สามหลี่ และผู้เฒ่าผู้แก่ที่อาศัยอยู่ตัวคนเดียว
ส่วนที่เหลือก็ต้องนำไปใช้ประโยชน์ คืนนี้นำมาทำอาหารหนึ่งส่วน อีกสองส่วนนำไปแขวนไว้ที่ปากบ่อน้ำ เพื่อรักษาความสดใหม่ เตรียมนำไปเป็นของขวัญให้อาจารย์ที่สำนักศึกษา
……
เช้าวันรุ่งขึ้น แม่เฒ่าฉินหั่นเนื้อเสือสด ๆ หนึ่งชิ้นใหญ่ พร้อมกับสับกระดูกเสือหนึ่งท่อน นางกำชับให้หลานสาวนำผิงกั่วกับสาลี่ใส่ตะกร้าไปด้วย
แม่เฒ่าฉินพาหลานชายคนโต ฉินลิ่งอวี่ออกจากบ้าน โดยให้สะใภ้สามหลี่พาไปพบกับลุงรองของนางเพื่อสอบถามเกี่ยวสำนักศึกษาเติงเคอ
ลุงรองของสะใภ้สามหลี่หรือหลี่สือ เขาเคยเล่าเรียนที่สำนักศึกษาเติงเคอนานกว่าสิบปี จนกระทั่งลูกชายแต่งงานมีครอบครัว เขาจึงลาออกจากสำนักศึกษา แล้วกลับมาใช้ชีวิตเลี้ยงหลานอย่างสงบสุขที่บ้านเกิด
เป็นโชคดีของพวกเขาที่ได้พบกับลุงรองหลี่ที่กำลังจะออกไปเที่ยว เมื่อได้ยินว่าแม่เฒ่าฉินอยากจะพาหลานชายเข้าเรียนที่สำนักศึกษาเติงเคอ เขาจึงรีบเชิญทุกคนเข้าไปในบ้านทันที
ภรรยาของลุงรองหลี่เป็นคนใจกว้าง อัธยาศัยดี นางสั่งให้คนรับใช้ยกน้ำชากับขนมมาต้อนรับ
“พวกเจ้ามาเยี่ยมเยียนถึงที่ เหตุใดจึงต้องลำบากนำสิ่งของมากมายมาด้วยเล่า ครั้งหน้าไม่ต้องทำเช่นนี้อีก มิเช่นนั้นข้าจะโกรธ”
ภรรยาของลุงรองหลี่แกล้งดุด้วยรอยยิ้ม
ครอบครัวของลุงรองหลี่ค่อนข้างมีฐานะ บ้านหลังใหญ่โต มีคนรับใช้ นอกจากนี้ยังมีที่นานับร้อยหมู่ เหตุนี้ลุงรองหลี่จึงได้เรียนหนังสือตั้งแต่เด็กจนโต
หลังจากนั่งสนทนากันได้ครู่หนึ่ง แม่เฒ่าฉินก็เอ่ยเข้าประเด็นทันที
“ข้าได้ยินมาว่าแต่ก่อนท่านเคยเล่าเรียนที่สำนักศึกษาเติงเคอ พวกข้าจึงเดินทางมาหาท่านเพื่อที่จะสอบถามเกี่ยวกับสำนักศึกษาเติงเคอเจ้าค่ะ”
เมื่อลุงรองหลี่ได้ยินแม่เฒ่าฉินเล่าว่า หลานชายทั้งหกคนของนางได้เป็นถงเซิงกันแล้ว ทั้งแม่เฒ่าฉินยังนำเนื้อเสือชิ้นโตมาฝากเขาอีกต่างหาก เขาจึงไม่รอช้ารีบเล่ารายละเอียดต่าง ๆ ให้ฟังทันที
สำนักศึกษาเติงเคอตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอ ก่อตั้งโดยราชครูเกษียณอายุ การเรียนการสอนของที่นี่เข้มงวดและเอาใจใส่เป็นอย่างมาก ณ ตอนนี้มีนักเรียนมากกว่าห้าสิบคน บางคนเรียนมาหลายปีแล้ว บางคนเรียนมานับสิบปี และในจำนวนนั้นก็มีถงเซิงอยู่หลายคน
นักเรียนสามารถเลือกพักอาศัยอยู่ที่สำนักเรียนหรือจะเช่าบ้านอยู่ข้างนอกก็ได้
เขาเหลือบมองแม่เฒ่าฉินอย่างลืมตัวก่อนจะกล่าวต่อ
ค่าใช้จ่ายในการพักอาศัยและกินอยู่ในสำนักเรียน ตกประมาณเดือนละสองตำลึง ค่าอุปกรณ์การเรียนจำพวกพู่กัน หมึก กระดาษ ตกเดือนละสามตำลึง และค่าเล่าเรียนอีกเดือนละสิบตำลึง รวม ๆ แล้วคนหนึ่งต้องใช้เงินอย่างน้อยเดือนละสิบห้าตำลึง
ชยิ่งไปกว่านั้น หากเป็นช่วงตรุษจีนหรือวันคล้ายวันเกิดของอาจารย์ ก็ต้องเตรียมของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปมอบให้ด้วย ถึงแม้ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงมาก แต่ก็ไม่ควรจะเป็นของธรรมดาสามัญจนเกินไป
แม่เฒ่าฉินฟังจบแล้วก็ขมวดคิ้วแน่น คำนวณเงินเก็บในใจอย่างคร่าว ๆ
ฉินลิ่งอวี่ดึงชายเสื้อของแม่เฒ่าฉินเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า “ท่านย่า สำนักศึกษาเติงเคอค่าเล่าเรียนแพงนัก พวกเราไปเรียนที่อื่นที่ราคาถูกกว่านี้ก็ได้ขอรับ”
“ท่านแม่ เดือนละสิบห้าตำลึง มันมากเกินไป พวกเรากลับไปปรึกษาหารือกันก่อนดีกว่า”
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้าแล้วกล่าว “ไม่ต้องปรึกษาหารือกันแล้ว เอาที่นี่แหละ”
นางหันไปหาลุงรองหลี่ “รบกวนท่านช่วยพาพวกเราไปดูสำนักศึกษาเติงเคอสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
หลี่สือมองพวกเขาอย่างแปลกใจ เดิมทีเขาคิดว่า ค่าเล่าเรียนที่แสนแพงจะทำให้พวกเขาถอดใจเสียอีก เขาถึงขั้นเตรียมจะแนะนำสำนักเรียนของสหายให้
“ไม่ต้องเกรงใจไปหรอก”
เมื่อเห็นประตูสำนักศึกษาที่ใหญ่โตโอ่อ่า ฉินลิ่งอวี่ก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง เมื่อคิดว่าต่อไปนี้ตนจะได้มาเรียนหนังสือที่นี่ เขาก็แอบตั้งปณิธานไว้ในใจว่า จะต้องตั้งใจเรียนหนังสือให้ดี เพื่อไม่ให้ทุกคนในครอบครัวผิดหวัง
หลังจากกลับมาถึงบ้าน แม่เฒ่าฉินก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับสำนักศึกษาเติงเคอให้คนในครอบครัวฟัง ทุกคนต่างพากันอึ้งไปตาม ๆ กัน
เดือนละสิบห้าตำลึง!
สิบห้าตำลึงเทียบเท่ากับค่าใช้จ่ายของครอบครัวครึ่งปีเชียวนะ!
ความเงียบปกคลุมไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ฉินเหล่าซื่อจะเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น “ต่อให้แพงมากเพียงใด พวกเราก็ต้องให้ลูก ๆ หลาน ๆ ได้เรียนหนังสือ พรุ่งนี้ข้าจะเข้าป่าไปล่าสัตว์ หากจับหมูป่าได้สักตัวก็ขายได้สิบกว่าตำลึงแล้ว”
“ใช่แล้ว ข้าก็จะออกไปรับจ้างเขียนหนังสือ เดือนหนึ่งก็หาเงินได้ไม่น้อยเช่นกัน” ฉินเหล่าเอ้อร์เห็นด้วย
“พวกข้าก็จะเข้าป่าไปเก็บของป่า แล้วนำไปขายในเมือง” สือไห่ถังและสวี่ซิ่วอิงก็เห็นด้วย
ฉินเยาเยาเห็นว่าทุกคนในบ้านต่างก็สามัคคีกันเช่นนี้ นางรู้สึกตื้นตันใจ ส่งเสียงอ้อแอ้เป็นการตอบรับว่าเห็นด้วย
หลี่อันก็วางตั๋วเงินลงบนโต๊ะทันที