เมื่อสิ้นเสียงปืนดังสนั่น ชีวิตของชายตรงหน้าพลันได้สิ้นสลายไปทันที แม้ว่าก่อนหน้านี้มันจะเหลือเรี่ยวแรงป้องกันกระสุนจากปืนพกได้ แต่เมื่อต้องพบกับอาวุธหนักของเหมาเว่ยก็นับว่าไร้ความหมาย กระสุนปืนพลังทำลายที่สูงกว่าพุ่งทะลวงผ่านการป้องกัน เข้าทะลุร่างศัตรูทุกนัดจนต้องตายไปอย่างไร้ทางต่อต้าน
“เละ! ภารกิจสำเร็จ!”เหมาเว่ยเก็บปืนอาก้ากลับเข้าที่สะพายไว้เช่นเดิม พร้อมกับก้มเก็บสิ่งของบนกองเลือดซึ่งเป็นถุงใส่เงินของชายที่ถูกกราดยิงจนสิ้นใจตาย’ขอเงินของข้าคืนล่ะนะ ข้าต้องรีบไปช่วยท่านลุงก่อนที่คนจะแห่กันมา’
เหมาเว่ยเร่งก้าวเดินไปตามซากผนังมุ่งตรงไปยังทางด้านซ้ายของเรือนไม้ เขาพบว่าชายที่ไม่รู้แม้แต่ชื่อถูกมัดติดกับเสาไม้ต้นหนึ่งภายใต้อาการที่ไม่สู่ดีนัก
“ท่านลุง ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ท่านลุง”เหมาเว่ยพยายามเขย่าเพื่อเรียกสติชายตรงหน้าให้กลับมา
“อั่กกก!!”
“ท่านลุง ทำใจดีๆไว้ เดี๋ยวข้าจะรีบแก้เชือดให้เดี๋ยวนี้แหละ”เหมาเว่ยนำมีดพกขึ้นมาเพื่อเตรียมจะตัดเชือด
“เจ้าเป็นใคร?”
“ข้าเองท่านลุง เถ้าแก่โรงเตี๊ยม เหมาเว่ย”เหมาเว่ยปลดหน้ากากป้องกันแก๊สลง
“เจ้า! เป็นเจ้าเอง แต่ไม่จำเป็นไม่ต้องแก้เชือดให้ข้า มันสายเกินไปแล้ว เจ้าจงถอยออกไปไม่เช่นนั้นจะติดพิษด้วย อั่กกก!!”ชายตรงหน้าเหมาเว่ยกระอัดเลือดออกมาเป็นครั้งที่สอง โดยที่ครั้งนี้เลือดที่ถูกขับออกมาทางปากมีสีดำและส่งกลิ่นเหม็นเป็นอย่างมาก
“พิษ? พวกมันให้ท่านกินยาพิษหรือท่านลุง ข้าจะรีบไปหายาแก้มาให้”เหมาเว่ยกำลังจะหันกลับไปทางศพด้านหลัง แต่กลับถูกห้ามไว้โดยชายมีอายุที่กำลังใกล้ตาย
“ไม่จำเป็นข้าถูกพิษของตัวข้าเอง ก่อนหน้าที่ถูกจับตัวมาก็ลอบกินยาพิษเข้าไปเพื่อหวังจะจบเรื่องทุกอย่างดีกว่าถูกพวกมันทรมาร เพียงแต่ยาพิษที่ข้ากินออกฤทธิ์ช้า แต่ยามนี้ก็ไม่ทันแล้วข้ารู้ตัวดีว่ากำลังจะตาย เหมาเว่ย”
“โธ่...ท่านลุง ท่านไม่น่ารีบด่วนทำเช่นนี้เลย”เหมาเว่ยกำหมัดแน่นรู้สึกเจ็บใจที่ไม่อาจช่วยเหลือชายตรงหน้าได้’นี่ข้าช่วยเขาไว้ไม่ได้!’
“ใยต้องเสียใจ ความตายสำหรับข้าถือเป็นเรื่องเล็ก ว่าแต่เจ้าเถอะ เหตุใดถึงแต่งกายประหลาดเช่นนี้ ซ้ำแล้วยังสามารถจัดการสาวกเหล่านั้นได้อีกด้วย ทั้งๆที่เจ้าไม่น่าจะมีพลังยุทธอยู่ในร่างเสียด้วยซ้ำ ต่อให้พวกมันนับเป็นสาวกชั้นต่ำ แต่อย่างน้อยที่สุดเกือบทั้งหมดมีพลังยุทธอยู่ในระดับหลอมรวม ส่วนผู้ที่เป็นหัวหน้าต้องไม่น้อยไปกว่าแก่นแท้เป็นแน่ อั่กกก!!”ใบหน้าของชายดังกล่าวเต็มไปด้วยอารมณ์คลั่งแค้น
“พูดไปเรื่องมันยาว แต่ไม่มีวิธีอะไรที่จะช่วยท่านได้เลยหรือ ท่านลุง”เหมาเว่ยยังคงต้องการให้ชายตรงหน้ามีชีวิตรอด’คนกำลังใกล้ตายอยู่แท้ๆ แต่ข้ากลับช่วยอะไรไม่ได้’
“ก็พอมี เว้นเสียแต่เจ้าจะเป็นนักปรุงยา แต่ต่อให้เป็นจริงๆก็ยังไร้ซึ่งวัตถุดิบอยู่ดี ตัดใจเสียเถอะเหมาเว่ย ไหนๆเจ้ากับข้าก็ได้พบกันซึ่งนับเป็นวาสนา ข้าจะมอบของล้ำค่าให้แก่เจ้าเพื่อเป็นการตอบแทนที่อุส่าบุกเข้ามาช่วยข้า เร็ว เดี๋ยวจะไม่ทันการ ใช้มีดในมือเจ้ากรีดเบาๆบริเวณแผลเป็นตรงต้นขาขวาของข้า เร็วว!!”
“ท่านลุง..”
“เร็วอย่าชักช้า เจ้าต้องการบ่มเพาะพลังยุทธเป็นยอมฝีมือมิใช่หรือ มัวรออะไรอีกล่ะ อ๊ากกกก!! ถือซะว่าช่วยส่งเสริมความต้องการของข้าเป็นครั้งสุดท้าย!!”
“ท่านเอาจริงหรือ?”เหมาเว่ยยังไม่กล้าลงมือตามที่ชายดังกล่าวเอ่ยปากขอ
“หากยังชักช้ามันจะหายไปพร้อมกับร่างข้าได้นะ เร็วเข้า...!”
จากคำรบเร้ากว่านานสองนาน เหมาเว่ยก็ลงมือกระทำตามที่ชายดังกล่าวต้องการเป็นครั้งสุดท้าย เขาใช้มีดกรีดไปบนรอยแผลเป็นต้นขาขวาตามที่บอก สุดท้ายก็ได้พบกับบางสิ่งบางอย่างมีลักษณะเป็นก้อนกลมๆคล้ายกับก้อนหิน โดยมีขนาดพอๆกับหัวนิ้วโป้งมือจำนวนหนึ่งก้อน
“อ๊ากกก.....ใช้เศษผ้ารองรับเอาไว้ ไม่เช่นนั้นเจ้าอาจจะได้รับพิษจากข้า”
“ครับ”เหมาเว่ยเร่งทำตามคำสั่งโดยหาเศษผ้ามารองรับเอาไว้
“อ๊ากกกกกก!!”
แต่ทว่า พริบตานั้นร่างกายชายดังกล่าวก็เริ่มแห้งเหี่ยวอย่างรวดเร็ว และค่อยสลายๆไปจนกลายเป็นเพียงกองเถ้าถ่านอย่างน่าใจหาย เหมาเว่ยไม่ได้มีโอกาสได้พูดคุยหรือสนทนาต่อถึงเรื่องต่างๆแม้แต่น้อย แค่เพียงชื่อหรือที่มาและกระทั่งของที่อยู่ในมือก็ไม่อาจทราบได้
“ท่านลุงง..! ท่านลุงงงง!!”เหมาเว่ยส่งเสียงร้องลั่นเรียกขานชายตรงหน้าด้วยความเศร้าโศก แต่กระนั้นก็ไม่อาจเรียกคืนสิ่งใดกลับมาได้เลยสักนิด
‘ข้าต้องรีบไป จะมามั่วเสียใจอยู่ที่นี่ไม่ได้’เหมาเว่ยใช้เวลาชั่วครู่เพื่อตั้งสติ พลางหาทางจากที่แห่งนี้ไปให้ได้โดยไว
ท้ายที่สุดประตูทางเข้านอกรอบส่วนที่เป็นกำแพงของเรือนไม้แห่งนี้ ก็เริ่มมีเสียงฝีเท้าของผู้คนที่ได้ยินเสียงการระเบิดตั้งแต่ต้น ต่างพากันวิ่งมาดูสิ่งที่เกิดเป็นจำนวนมาก เมื่อเป็นเช่นนั้นเหมาเว่ยจึงคิดใช้เส้นทางอื่นในการหลบหนี เพราะหากมีคนเห็นมันเข้าคงจะไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่
แก๊กก...ตุบ ตุบบ ตูมมมมมมมม!!
เหมาเว่ยใช้ระเบิดมือเปิดทางส่วนที่เป็นกำแพงทางด้านหลัง จากนั้นก็เร่งลอบหลบออกไปอย่างรวดเร็วมุ่งไปตามเส้นทางมืดๆเพื่อหาทางกลับที่พักก่อนที่จะมีใครผ่านมาพบ แต่ทว่า เส้นทางตรงหน้าก็เริ่มมีผู้คนกำลังเดินทางสวนเข้ามา เขาจึงเลือกตัดสินใจมองหาหนทางและหลบเข้าไปยังเรือนหลังน้อยข้างๆโดยทันที
‘หากใครพบข้าต้องแย่แน่ บ้านหลังนั้นไม่ได้ปิดหน้าต่าง ดีล่ะ’เหมาเว่ยพุ่งกระโดดเข้าไปยังบ้านหลังดังกล่าวทางหน้าต่าง และรีบปิดหน้าต่างลงทันที
ฟุบบบ!!
แอ๊ดด ปึงง!!
“เฮ่อออ...!”เหมาเว่ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในเวลาเดียวกันก็หันหลังไปพบเตียง มิหนำซ้ำยังมีหญิงนางหนึ่งค่อยๆพยุงร่างขึ้นนั่งด้วยอาการงัวเงียใช้มือน้อยๆขยี้ตา
“กรี๊.....อุบบ!! อื้อออ อื้อออออ!!”นางพยายามที่จะส่งเสียงร้องต่อจากนั้น แต่ก็ถูกปิดปากด้วยฝีมือเหมาเว่ยที่กระโดดพุ่งเข้าไปทับร่างแม่นางน้อยเจ้าของห้อง
ปึงงง!!
“ชู่.....ข้ามิใช่คนร้าย แม่นางโปรดอย่าส่งเสียงดัง ข้าไม่ได้ตั้งใจเข้ามาทำให้เจ้ากลัว ชู่.....!!”
“อื้ออ อื้อออ อื้ออออ!”
“ชู่.....! ขอร้องล่ะ เชื่อใจข้าสักครั้ง ข้ามิได้คิดไม่ดีกับเจ้าจริงๆ ช่วยอย่าส่งเสียงจะได้ไหม ข้าจะถอนมือให้หากเจ้ายอมเงียบ”เหมาเว่ยยื่นข้อเสนอ
“.......”แม่นางน้อยที่ถูกบุกรุกห้องนอนนิ่งเงียบไปชั่วครู่ราวกับกำลังตัดสินใจ’เขาเป็นใคร นี่เขามีจุดประสงค์จะเข้ามาย่ำยี่ข้าหรือ? ไม่นะ’
ใบหน้าขาวนวลเผยถึงความกลัวอย่างถึงที่สุด พร้อมกันนั้นก็มีเสียงตะโกนถามโดยคนในบ้านจากห้องข้างๆ
“หลันหลัน เจ้าเป็นอะไร? หลันหลัน เจ้าได้ยินไหม ข้างนอกเอะอะอันใดกัน?”สุ้มเสียงหญิงมีอายุรอดผ่านผนังเข้ามา
‘แม่ของนางหรือ? แต่กลิ่นกายแม่นางน้อยผู้นี้หอมจับใจข้านัก นางชื่อหลันหลันสินะ’เหมาเว่ยคาดเดาถึงเสียงที่ได้ยินพลางกระซิบกับแม่นางน้อยต่อ“แม่นาง ได้โปรดเชื่อข้าทีเถอะข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก เดี๋ยวถ้าข้าถอนมือให้ เจ้าช่วยตอบไปทีว่าไม่มีอะไร”
“...........อื้ออ อ้อ อื้ออออ!”
‘ไม่ได้การ คงต้องเร่งบทโหด’เหมาเว่ยคิดเปลี่ยนคำพูดใหม่”หากไม่ยอมเชื่อฟังข้าจะสังหารเจ้ารวมทั้งเจ้าของเสียงนั่นด้วยนะ ทำตามที่ข้าบอกเข้าใจไหม?”
“........”หลันหลันเผยสีหน้าตกใจพลางรีบพยักหน้าแต่โดยดี’ข้าต้องทำตามเขา ไม่เช่นนั้นท่านแม่..’
“ดี..”
“ท่านแม่ ไม่มีอะไรข้าเพียงปิดหน้าต่างเท่านั้น ส่วนเรื่องภายนอกข้าก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ”หลันหลันยอมโกหกมารดาของตนพร้อมทั้งสลับจับจ้องแววตาของเหมาเว่ย ที่เพ่งมองใบหน้าน้อยๆแสนงดงามของนางตาไม่กระพริบ
“รีบนอนได้แล้ว หลันหลัน พรุ่งนี้เรายังมีงานต้องทำอีกเยอะ เดี๋ยวจะตื่นสาย”
หลังจากนั้นเหมาเว่ยและแม่นางน้อยหรือหลันหลัน ก็มิได้สนทนากันต่อ เหมาเว่ยอาศัยหลบอยู่ในห้องของนางโดยการลงมานั่งพิงริมขอบหน้าต่างต่อไปสักระยะ ก่อนจะเอ่ยคำลาและจากไปในเส้นทางเดิม
“ข้าไปก่อนนะแม่นางน้อยหลันหลัน ไว้พบกัน ขอบใจเจ้ามาก เห็นไหมข้ามิใช่คนร้าย ลาล่ะ”เหมาเว่ยค่อยๆแง้มหน้าตาเปิดออกดูอย่างระวัง แต่หลังจากแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดก็รีบปีนออกไปโดยทันที’สักวันข้าจะกลับมาพบเจ้านะ หลันหลันคนงามของข้า!!’
.
.
.
ณ โรงเตี๊ยมหมี่เหลือง
วันรุ่งขึ้น เหมาเว่ยตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมจัดการของโรงเตี๊ยมของตนใหม่เพื่อดำเนินกิจการต่อ ตั้งแต่เมื่อคืนหลังจากที่กลับมาถึง เขาก็ได้นับจำนวนเงินที่ได้มาจากการลอบสังหาร เมื่อนำมารวมกันทั้งหมดยามนี้เขาก็มีเงินติดตัวมากถึง 5 ตำลึงทอง 42 ตำลึงเงิน 75 อีแปะเลยทีเดียว
ส่วนเรื่องการตายของชายที่เขาบุกเข้าไปช่วยนั้น มิได้ส่งผลต่อจิตใจของเหมาเว่ยมากนัก เนื่องด้วยความสัมผัสรู้จักกันเพียงผิวเผิน ความสูญเสียกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่เป็นปัญหาต่อเขาสักเท่าใด เพียงแต่ยังรู้สึกเจ็บแค้นไม่หายที่ไม่อาจช่วยชีวิตคนที่กำลังจะตายต่อหน้าได้เท่านั้น
อีกทั้งเรื่องลูกหินที่ได้มาก็ยังเป็นปริศนา เพราะพิษที่ผสมอยู่ในเลือดได้เคลือบสิ่งดังกล่าวเอาไว้ จึงทำให้เหมาเว่ยไม่รีบร้อนนำไปแช่ถังน้ำไว้ในห้องนอน เพื่อให้พิษจางลงก่อนที่จะนำมาตรวจดูในภายหลัง
“เถ้าแก่ ทางเดินไปตามถนนเส้นนี้ก็จะพบกับร้านค้าต่างๆมากมาย”
“ขอบใจนะอาปิง พวกเจ้าช่วยเก็บกวาดที่นี่และจัดเรียงสิ่งต่างๆให้เรียบร้อย ข้าจะรีบกลับมา แต่ถ้ายังทำไม่ไหวก็ไปพักก่อนได้”เหมาเว่ยสั่งงานก่อนที่จะเดินออกจากประตูโรงเตี๊ยมที่ปิดประกาศปิดซ่อมแซมชั่วคราว
“ขอรับเถ้าแก่..!”
จากนั้นเหมาเว่ยก็เร่งเท้ามุ่งไปตามทางที่อาปิงบอกเพื่อหาซื้อโต๊ะ เก้าอี้และของใช้ใหม่ แน่นอน เมื่อเก้าอี้บางส่วนถูกทำลายไปย่อมต้องหาของใหม่เข้ามาทดแทน แต่ไม่นานนักเขาก็เดินมาจนถึงเขตการค้าแถมยังสะดุดตากับหอไม้ทรงสูงกว่าหลายชั้น ลักษณะภายนอกคล้ายกับหอสูงที่มีทั้งหมดเจ็ดชั้น โดยหน้าทางเจ้าถูกระบุไว้อย่างชัดเจนว่า’หอสมบัติเจ็ดชั้นฟ้า’
“หอสมบัติเจ็ดชั้นฟ้า? น่าสนใจจริงๆ แวะสักหน่อยดีกว่า”เหมาเว่ยไม่อาจทนความอยากรู้อยากเห็นของตนได้ จึงก้าวเข้าไปพร้อมทั้งเป็นเวลาเดียวกับที่หญิงงามนางหนึ่งตรงเข้ามาทักทาย
“หอสมบัติเจ็ดชั้นฟ้ายินดีต้อนรับเจ้าค่ะ คุณชายต้องการของล่ำค่าใด โปรดเอ่ยออกมาได้เลยเจ้าค่ะ เซียงเซียงจะรีบนำท่านไปชมเดี๋ยวนี้”รูปร่างอ้อนแอ้นใบหน้าอ่อนเยาว์ก้าวเท้าเข้าไปแนบชิดกับเหมาเว่ยอย่างสนิทสนม’หน้าตาหล่อเหล่า การแต่งกายสะอาดสะอ้าน คงจะเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่ที่ใดสักแห่งเป็นแน่’
“เอ่อ..คือข้าอยากเข้าไปเดินดูให้ทั่วๆน่ะ”เหมาเว่ยหัวใจเต้นแรงเมื่อถูกหญิงงามเข้าจู่โจม
“เชิญเจ้าค่ะ”
หลังจากที่หญิงงามนำเหมาเว่ยเดินเข้าไปชมดูในชั้นแรก สิ่งที่สะดุดตาก็เป็นถุงผ้าหลายขนาดตั้งโชว์อยู่บนชั้นอย่างเรียบร้อย เหมาเว่ยจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัยกับแม่นางที่เดินติดตามมาไม่ห่างกาย
“สิ่งนี่คือถุงอะไรหรือแม่นางเซียงเซียง”
“คุณชายไม่รู้จักถุงจักรวาลหรือเจ้าคะ? ทั้งชิ้นสร้างจากกระเพาะสัตว์ปีศาจหายากบางชนิด เมื่อนำสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตใดใส่ลงไปก็จะถูกย่อส่วนลง สามารถใช้เก็บของได้เป็นจำนวนมาก”
“ย่อส่วนลง?”เหมาเว่ยเริ่มรู้สึกตื่นเต้นจนยากจะหักห้ามใจ’เป็นถุงเก็บของสินะ ยอดจริงๆ’
“ถูกต้องเจ้าค่ะ มันถือเป็นของล้ำค่ายอดนิยม ถึงขนาดใบที่ท่านสนใจจะเล็ก แต่สามารถย่อส่วนสิ่งที่ถูกใส่เข้าไปได้ถึงสิบเท่าเลยนะเจ้าคะ ซึ่งแต่ละขนาดจะมีราคาแตกต่างกันไป ทั้งถุงจักรวาลบางชิ้นยังสามารถย่อส่วนสิ่งของได้มากถึงสิบห้าเท่าหรือยี่สิบเท่าเลยนะเจ้าคะ”เซียงเซียงอธิบายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ใบเล็กนี่ราคาเท่าไหร่?”เหมาเว่ยจับถุงจักรวาลใบเล็กที่สุดตรงหน้าขึ้นมาดู
“ใบนั้นเป็นใบเล็กที่สุดและย่อส่วนได้น้อยที่สุดโดยอยู่ที่สิบเท่า ราคาพิเศษสำหรับคุณชาย 100 ตำลึง..ทองเจ้าค่ะ!”
“100 ตำลึงทอง!!?? นี่พิเศษแล้วหรอ?”