ตอนที่หก เชกูเวร่า เอ๊ย หนอนตำราคร่ำครึ
“พี่ชายที่แสนดี” แบบเดียวกับสไปเดอร์แมนที่พลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่
เป็ส่วนสำคัญในชีวิตของนางเอกที่ต้องคอยสนับสนุนนางเอกเสมอเมื่อเธอเจอปัญหาและดราม่าจากชีวิตรักของคุณเธอ
พวกเขาก็คอยอยู่เคียงเขียงเอ๊ย เคียงข้างเป็กำแพงที่พักพิงป้องกันฝุ่นลม พายุของปัญหาต่างๆที่เผชิญ
ก็ถือว่าเป็ตำแหน่งที่ดีหากพิจารณาว่าเป็ตำแหน่งที่นางเอกจะมองคุณในแง่ดี อย่างน้อยมองในแง่หนึ่งเราจะไม่ตายด้วยฝีมือของนางเอกโดยตรง...แต่โดยอ้อมนี่สิคือปัญหา
หากมีปัญหาเกิดขึ้นมา “พี่ชายที่แสนดี”ก็ต้องยืดอกรับแทนนางเอกก่อน
โดนกระทืบก่อนที่นางเอกจะถูกลักพาตัวไปและให้พระเอกไปช่วยในภายหลัง
อารมณ์แบบศาสตราจารย์สเนปในแฮร์รี่พอตเตอร์ที่ต่อให้พระเอกนางเอกตาย ก็จะต้องเลี้ยงดูลูกของผู้หญิงที่ตนเองรักจนวาระสุดท้าย
อารมณ์ว่า ต่อให้ลูกเป็ของผู้ชายที่เขาเกลียดที่สุดในชีวิตเพราะแย่งนางเอกไป แต่เขาก็จะเลี้ยงดูเด็กคนนั้นอย่าง...ไม่เรียกว่าดีที่สุดแต่ก็สละชีวิตให้ได้เพราะเด็กคือลูกของผู้หญิงที่เขารักมากที่สุด...
โรแมนติคมากๆในสายตาของผู้หญิง
ไม่ค่อยดีเท่าไรสำหรับผมที่มองจาก Profit Motive ทฤษฎีผลประโยชน์
เมื่อเราไม่ได้ผลประโยชน์ตอบแทนคุ้มค่ากับความลำบาก จะทำไปทำไม?
ดังนั้นผมจะลองพยายามเปลี่ยนแปลงให้ออกไปในแนว”หนอนตำราผู้คร่ำครึ” แทน”พี่ชายที่แสนดี”
มันมีความแตกต่างระหว่าง”หนอนตำราที่คร่ำครึ”
นางเอกจะเกลียดคนที่บังคับให้พวกเธอเรียนและสอนจารีตประเพณีต่างๆ
เพราะแม้นางเอกจะเกิดในยุคโบราณ แต่มีแิราวกับผู้หญิงยุคปัจจุบันที่เป็กลุ่มนักอ่านก็ไม่ปาน
ดังนั้นแิค่านิยมประเพณีนั้นเป็สิ่งที่เธอจะเกลียดแน่ๆ
ผมนึกฉากที่เธอไปปั่นป่วนในวังหลวง
และการสอนตามมาตรฐานน่าจะเป็สิ่งที่ท่านย่าน่าจะพอรับได้ด้วย
น่าจะรักษาภาพ”หนอนหนังสือ”ของผมได้ดีด้วย
ห้องของผมความจริงก็กว้างพอสมควร
แต่มามีคนอยู่ด้วยสองคน ผมรู้สึกว่าแคบลงไปเล็กน้อย แต่อย่างว่าล่ะ คุณเธอก่อนหน้านี้อยู่ในห้องเล็กๆเกือบจะเป็ห้องคนใช้อยู่แล้ว
ท่านอำมาตย์หวังก็เอาใจบุตรชายหลายๆคนพอสมควร
แม้หวังลี่จะไม่ได้โดดเด่นมากนักในก่อนหน้านี้ แต่เื่หนังสือหรือตำรา
ก็ไม่เคยขาดแคลนหากอยากจะได้ตำราไหน
ประกอบกับในตึกรอบนอก ก็เลี้ยงบัณฑิต นักเกาะกินต่างๆไว้พอสมควร สมฐานะอำมาตย์
นี่คือสาเหตุที่อำมาตย์หวังมีกำลังพอที่จะฏได้ตามท้องเื่นี่เอง
เพราะชุบเลี้ยงคนในหมู่ตึกจำนวนมาก
แน่นอน การชุบเลี้ยงคนเป็เื่ธรรมดา การชุบเลี้ยงบัณฑิตไม่ได้เป็เื่ผิดประเพณี แถมยังเป็สิ่งที่ได้รับการสรรเสริญจากปวงชนอีกด้วย ว่าสนับสนุนเหล่าบัณฑิตตกยากต่างๆ(แหงล่ะบัณฑิตที่ไหนอยากจะทุบหม้อข้าวตนเองเลยสนับสนุนการกระทำประเภทนี้ ไม่วิจารณ์ว่าเป็ข้อเสีย)
ซึ่งก็ทำให้รากฐานของอำมาตย์หวังมั่นคงจริงๆเพราะบัณฑิตหลายคนที่เคยได้รับการอุปถัมป์ก็กลายเป็ขุนนางที่อยู่ในเครือข่ายของอำมาตย์หวังต่อไป...น่าจะเป็สาเหตุที่มีการปะาขุนนางไปจำนวนมากล่ะนะ หลังจากที่อำมาตย์หวังก่อฏแล้ว
ด้วยเหตุที่มีการส่งเสริมการศึกษาและบัณฑิตนี่เองทำให้กระดาษหรือหนังสือที่ควรจะเป็ของราคาแพงพอสมควรของยุคนี้ ไม่เคยเป็ของขาดแคลนของตึกของท่านอำมาตย์หวัง(เงินเดือนของขุนนางไม่ควรจะเพียงพอต่อการใช้จ่ายพวกนี้ แต่เราอยู่ในยุคที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ฮูเร่ สังคมศักดินาจงเจริญ)
“เตรียมของเสร็จแล้วค่ะนายน้อย”
สาวใช้เอ่ยหลังจากที่จัดห้องเรียบร้อยแล้ว ข้าวของของเธอก็มีไม่มากล่ะนะ
ผมสองจิตสองใจพยายามจะเล่นมุก
“ชายหญิงไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกัน”
แต่ท่าทางจะใช้ไม่ได้ตอนที่พวกเราอายุยังน้อยอยู่มี่บรรลุนิติภาวะเช่นนี้
และแน่นอนงานเลี้ยงปักปิ่นแสดงความเป็สาวของเื่นี้
ที่หากเป็โอโตเมะจะคืองานเลี้ยงเดบูตง งานเลี้ยงเปิดตัวนั่นเองที่จะมีปัญหาสารพัดในงาน
ที่แค่คิดผมก็ไมเกรนขึ้นแล้ว
แต่เอาไว้ทีหลัง
เื่กลุ้มพรุ่งนี้เอาไว้พรุ่งนี้
ผมจะกลุ้มเื่ตอนนี้ก่อน
ในหัวสมองคิดอยู่ว่าผมจะใช้มุกอะไรเพื่อเอาตัวรอดไปได้
ที่มองสีหน้าของนางเอกของเราที่กล้าๆกลัวๆ..และมีความสุข?
มีความสุขเพราะอะไร?
อ้อ ผมนึกขึ้นได้ ห้องของเธอแทบจะเป็ห้องเก็บของ ไม่มีใครใส่ใจ มาอยู่ในห้องนี้อย่างน้อยก็เรียกว่าระดับลุกของขุนนางล่ะนะ
“อะแฮ่ม ยินดีต้อนรับ อี้จิง ต่อไปนี้ก็มาอยู่กับพี่นะ มีอะไรขาดเหลือก็คอยบอกได้ พี่จะคอยหาเท่าที่ทำได้และจะคอยอบรมสั่งสอนเ้าด้วย”
หวังอี้จิง ก้มตัวจรดพื้น
“ขอบคุณท่านพี่มากค่ะ”
เสียงของเธอน่าเอ็นดู ผมพอเข้าใจว่าทำไมท่านย่าถึงรังเกียจ
เธอมีพร์แบบเดียวกับแม่ของเธอที่ความงามล่มเมืองจริงๆ..และพ่อของเธอที่แท้จริงคือฮ่องเต้องค์ก่อน...ผมถึงไม่อยากเกี่ยวข้องกับเื่ราวดราม่าและบุญคุณความแค้นที่ยุ่งเหยิงราวกับเว่ยเส้าเทียนแห่งเซียงเพียวอิ้ว
ที่ผมพยายามจะไม่คิดถึงเพื่อสติของผมเอง
เมื่อ์โยนปัญหามาทางผม ก็ต้องแก้ปัญหาไปทีละเปลาะ
“เอาล่ะ เ้ารู้สิ่งใดเกี่ยวกับศีลธรรมจรรยาบ้าง?”
ผมเอามือไพล่หลังเงยหน้ามองฟ้าที่ห่างไกลแบบภาพของ เชกูเวร่า
ซีไอเอ วิเคราะห์ว่ามันคือท่าทางที่คนอ่านนิตยสารรู้สึกว่าลึกล้ำสมเป็ผู้นำแนวความคิดหรือนักปฏิวัติมากที่สุด
ด้วยสายตาที่จ้องมองไปยังโค้งขอบฟ้าที่ไม่มีอะไรเลย แต่ก็ต้องจ้องเพราะผู้ชมมองอยู่
..