เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    เล่มที่ 2 บทที่ 42 ส่งเสริมเจ้า

            หลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ก็มองเซียวเฉินด้วยสีหน้าจริงจังแล้วถามว่า “เซียวเฉินหากเจ้าเผชิญหน้ากับลั่วเฉินอวี่จริง เจ้ามีความมั่นใจกี่ส่วน”

            เซียวเฉินนอนบนพื้น เอ่ยเรียบเรื่อย “หกเจ็ดส่วน”

            “เอาชนะเขาได้?” มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ยินดี

            เซียวเฉินยิ้ม “ถูกเขาอัดตาย...”

            “ไสหัวไปนะ” มุ่หรงเชี่ยนเอ๋อร์คำราม “เจ้ายังไม่ทำตัวดีๆ อีกข้าจริงจังนะ”

            เซียวเฉินกล่าว “ข้าว่านะเชี่ยนเอ๋อร์ เจ้านี่ฮ่องเต้ไม่ร้อนใจขันทีกลับร้อนใจแทน[1] คนถูกท้าสู้คือข้าชัดๆ เหตุใดจึงทำเหมือนกับว่าคนถูกท้าสู้คือเจ้าล่ะ”

            “เจ้าสิเป็นขันที ทั้งบ้านเจ้านั่นแหละเป็นขันที”มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์มีโทสะจนหน้าแดงก่ำ ดวงตาโตถลึงใส่เซียวเฉินอย่างแรงแต่กลับมีเสน่ห์ล้นเหลือทำให้คนเพ้อฝันเหมือนสาวน้อยแง่งอน

            เขาเห็นมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์โมโหจนกระทืบเท้าราวกับสิงโตน้อยเดือดดาลก็เอ่ยอย่างเอาอกเอาใจว่า“วางใจเถอะ สาเหตุที่ข้าเฉยชาแบบนี้เพราะข้าไม่ได้ใส่ใจเขา ถึงข้าเอาชนะซูเฉินเทียนไม่ได้แต่ลั่วเฉินอวี่ไม่มีปัญหา”

            แม้จะเห็นเซียวเฉินมั่นใจถึงเพียงนี้ แต่มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์กลับกังวลดุจเดิมลั่วเฉินอวี่ด้อยกว่าซูเฉินเทียนเพียงนิดเดียวคราวนี้เซียวเฉินจะเอาชนะลั่วเฉินอวี่ได้หรือ...

            นางไม่มั่นใจ แต่นางเลือกที่จะเชื่อเขา

            ...

            ปึง!

            ถ้วยบนโต๊ะถูกฟาดจนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ใบหน้าของลั่วเฉินอวี่เหมือนมีน้ำค้างแข็งปกคลุมเวลานี้ ดวงตาใสกระจ่างคู่นั้นเปลี่ยนเป็นอึมครึม

            “เจ้าเอ่ยคำพูดเมื่อครู่อีกรอบสิ”

            ลั่วเฉินอวี่สงบสติอารมณ์แล้วเอ่ยช้าๆทว่าดวงตายังเย็นชาเป็นน้ำแข็งดังเดิม หลายปีมาแล้วที่ไม่ได้ถูกยั่วโทสะแบบนี้

            เซียวเฉิน กล้าดีนักนะ

            “เซียวเฉินบอกว่า หากจะท้าสู้เขา ก็ส่งผลึกเสวียนระดับบนหนึ่งหมื่นก้อนและสมุนไพรวิญญาณขั้นห้าสิบต้นไปให้เขาภายในสามวันหากเลยกำหนดจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว และให้เจ้าไปส่งด้วยตนเองไม่เช่นนั้นจะปฏิเสธเทียบท้าสู้!”

            คนผู้นั้นยืนพูดอย่างหวาดหวั่น น้ำเสียงสั่นสะท้าน เพราะยามเป็นตายลั่วเฉินอวี่น่ากลัวเป็นพิเศษ เขามักจะเผยกลิ่นอายของผู้อยู่เหนือกว่าออกมาโดยไม่รู้ตัวทำให้คนเคารพนบนอบดุจราชัน

            “เซียวเฉิน...”

            ลั่วเฉินอวี่กำหมัดแน่นจนลั่นดังกร๊อบๆ แต่ใบหน้ากลับยิ้มแย้ม

            “เซียวเฉิน ยินดีด้วยที่เจ้ายั่วโมโหข้าได้สำเร็จ ถัดมาข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้ว่าจุดจบของการล่วงเกินข้ามันอเนจอนาถมากเพียงใด ข้าจะกำจัดเจ้าด้วยตนเองทำให้เจ้าอยู่มิสู้ตาย”

            น้ำเสียงเย็นเยียบของลั่วเฉินอวี่แฝงความชั่วร้าย

            จากนั้นมองคนผู้นั้นแล้วเอ่ยว่า“ไปนำผลึกเสวียนระดับบนหนึ่งหมื่นก้อนและสมุนไพรวิญญาณขั้นห้าสิบต้นมาข้าจะไปส่งด้วยตนเอง!” ระหว่างเอ่ยวาจา หัวใจของลั่วเฉินอวี่ก็หลั่งโลหิตอีกครั้ง

            ผลึกเสวียนระดับบนหนึ่งหมื่นก้อนเท่ากับผลึกเสวียนระดับล่างหนึ่งแสนก้อนเชียวนะสมุนไพรวิญญาณขั้นห้าสิบต้นยิ่งขายแลกผลึกเสวียนได้ในราคาสูงลิ่วอย่างน้อยสามแสนก้อน เซียวเฉินช่างกล้าเอ่ยปากนัก

            ต่อให้เป็นลั่วเฉินอวี่ก็ไม่อาจเพิกเฉยได้โดยสิ้นเชิง

            ลั่วเฉินอวี่นำผลึกเสวียนและสมุนไพรวิญญาณใส่ในแหวนเก็บของแล้วสาวเท้าจากไปเขาอดกลั้นต่อการล่วงเกินของเซียวเฉินไม่ได้แม้เพียงครู่เดียวตอนนี้เขาอยากจะถลกหนังเลาะกระดูกของเซียวเฉินใจแทบขาด

            “เซียวเฉิน ออกมา”

            ลั่วเฉินอวี่ยืนอยู่นอกลานเรือนของเซียวเฉินด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแต่กลับให้ความรู้สึกขนลุกขนชันแก่ผู้คน

            ครู่หนึ่ง เซียวเฉินก็ค่อยๆ เดินออกมา

            เขามองลั่วเฉินอวี่แวบหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “เตรียมมาเรียบร้อยแล้ว?”

            ลั่วเฉินอวี่โยนแหวนเก็บของไปให้ทันที เซียวเฉินยกมือขึ้นรับใบหน้ามีรอยยิ้ม

            “สมกับเป็นบุคคลอันดับสองบนผังชางหวง ร่ำรวยจริงๆ”

            ลั่วเฉินอวี่เลิกคิ้ว “ไม่นับดูหน่อยหรือ”

            เซียวเฉินยิ้มกล่าว “ไม่ล่ะข้าเชื่อว่าบุคคลอันดับสองบนผังชางหวงไม่ทำเรื่องลักเล็กขโมยน้อยหรอกข้ารับเทียบท้าสู้ของเจ้าแล้ว เจ้ากำหนดเวลามา”

            เซียวเฉินมีสีหน้าสงบเรียบเฉย ทำให้คนจำนวนมากแตกตื่น

            “เซียวเฉินรับเทียบท้าสู้ของลั่วเฉินอวี่แล้ว”

            “เขาเพิ่งตบหน้าลั่วเฉินอวี่เสร็จตอนนี้ยังกล้ารับเทียบท้าสู้ของลั่วเฉินอวี่อีก เขาไม่กลัวลั่วเฉินอวี่ลงมือด้วยความอำมหิตหรือ?”

            “ข้าว่าเขาหยิ่งยโสเกินพิกัดไปหน่อย”

            “ใครว่าไม่ใช่เล่า”

            “...”

            ลั่วเฉินอวี่นึกว่าเซียวเฉินจะถ่วงเวลาสักระยะคิดไม่ถึงว่าเขาจะตอบอย่างตรงไปตรงมา ลั่วเฉินอวี่จึงประหลาดใจ

            “ตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้”

            “หากไม่ใช่แล้วจะเป็นอย่างไร ในเมื่อรับผลึกเสวียนและสมุนไพรวิญญาณของเจ้ามาแล้วย่อมทำให้เจ้าผิดหวังไม่ได้ เช่นนั้น ข้าจะส่งเสริมเจ้า”เซียวเฉินอมยิ้มกล่าวราวกับลั่วเฉินอวี่ขอร้องเขา ทำให้สีหน้าของลั่วเฉินอวี่เย็นเยียบลงในพริบตา

            “เช่นนั้น วันนี้เลยเป็นอย่างไร?” ลั่วเฉินอวี่เอ่ย

            “ได้” ว่าแล้ว เซียวเฉินก็ก้าวเท้าออก เดินนำอยู่เบื้องหน้าลั่วเฉินอวี่ตามติดอยู่เบื้องหลัง ในสถานศึกษาไม่เคยขาดคนชมเรื่องสนุกมาก่อนในไม่ช้า เรื่องที่เซียวเฉินและลั่วเฉินอวี่นัดสู้กันก็แพร่สะพัดไปทั่วสำนักในตรงเวทีประลองมีคนเนืองแน่นเป็นภูเขาเลากาในพริบตา มีศิษย์สำนักในมาชมนับพันคน

            “เซียวเฉิน กล้าลงนามสัญญาต่อสู้เป็นตายกับข้าหรือไม่?”

            ลั่วเฉินอวี่มองเซียวเฉินแล้วเอ่ยยิ้มๆ เมื่อคำพูดนี้ออกมาที่นั่นก็มีเสียงฮือฮาลั่วเฉินอวี่ถึงกับคิดจะลงนามสัญญาต่อสู้เป็นตายกับเซียวเฉิน นี่เท่ากับคิดจะสังหารเซียวเฉินนะ

            เซียวเฉินมองลั่วเฉินอวี่อย่างลึกล้ำแล้วส่งเสียงว่า “ไม่จำเป็นเอาชนะเจ้าแบบนี้ก็ไม่เลว ข้ายังไม่คิดที่จะฆ่าเจ้า สังหารเจ้าไปก็ไม่มีประโยชน์ต่อข้า”

            ลั่วเฉินอวี่หัวเราะออกมา

            ราวกับว่านี่คือเรื่องน่าขำที่สุดที่เขาเคยได้ยินมา

            โอหัง!

            โอหังเกินไปแล้ว!

            คนที่อยู่ด้านล่างเวทีต่างประเมินเซียวเฉินเช่นนี้

            สังหารลั่วเฉินอวี่ อย่าว่าแต่เขาเลยต่อให้เป็นซูเฉินเทียนก็ไม่แน่ว่าจะสังหารลั่วเฉินอวี่ได้เขาเอาความมั่นใจมาจากที่ใดว่าสามารถสังหารลั่วเฉินอวี่ได้?

            “ในเมื่อเจ้าคิดว่าสังหารข้าได้ ก็พอดีเลย เจ้ามั่นใจในตนเองข้าก็มั่นใจในตนเองเช่นกัน เหตุใดจึงไม่ลงนามสัญญาต่อสู้เป็นตาย หรือว่าเจ้ากลัว?” ลั่วเฉินอวี่เอ่ยพลางหัวเราะเขากำลังยั่วยุให้เซียวเฉินลงนามสัญญาต่อสู้เป็นตาย เพราะเขาจะได้สังหารเซียวเฉินโดยไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดปัญหาตามมาภายหลัง

            หากเซียวเฉินลงนาม เขาต้องตายแน่นอน แต่หากเขาไม่ลงนาม ต่อไปก็จะถูกศิษย์สำนักในตราหน้าว่าไม่มีความกล้าชื่อเสียงเสื่อมเสียแบบนี้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจส่วนบุคคลอย่างยิ่งบางทีอาจเกิดจิตมาร พลังฝีมือหยุดชะงัก และถึงขั้นธาตุไฟแทรกเข้าสู่หนทางมาร

            กระบวนท่านี้ของลั่วเฉินอวี่เรียกได้ว่าอำมหิต

            ใช้วิธีซ่อนเร้นทำร้ายคนโดยไม่รู้ตัวบีบคั้นเซียวเฉินให้ตกอยู่ในสถานการณ์จนตรอก

            ที่ด้านล่างเวที จี๋เสวี่ยก็โกรธจนหน้าแดงไปหมดเพราะคำพูดของลั่วเฉินอวี่นางกล่าวว่า “ลั่วเฉินอวี่ เจ้ายังมียางอายหรือไม่ เจ้าอยู่ขั้นตานฟ้าเก้าชั้นฟ้าระดับสูงสุดส่วนเซียวเฉินอยู่ขั้นตานฟ้าแปดชั้นฟ้าระดับสูงสุด ห่างกันหนึ่งระดับขั้นเจ้ากลับจะลงนามสัญญาต่อสู้เป็นตายกับเซียวเฉิน ยังมีหน้าพูดมาได้!”

            ลั่วเฉินอวี่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง

            เขามองจี๋เสวี่ย ยิ้มกล่าวว่า “ข้าสูงกว่าเขาหนึ่งระดับขั้น แต่เจ้าอย่าลืมสิว่าเขาอยู่อันดับหนึ่งบนผังชางหวงส่วนข้าอยู่อันดับสอง คำนวณดูแล้วพวกเราก็เสมอกัน ไม่ใช่หรือ?” ว่าแล้วยังมองเซียวเฉินด้วยสายตาลึกล้ำและมีแววเสียดสีจางๆน้ำเสียงยิ่งบาดหู

            แต่ละประโยคยกเซียวเฉินขึ้นสู่ที่สูง

            มีเพียงเช่นนี้ จึงตกลงมาเจ็บที่สุด

            เขาจะให้เซียวเฉินตกลงมาอย่างหนักหน่วง ตกลงมาจนพลิกฟื้นไม่ได้ตลอดกาล!

            “เจ้า...”

            จี๋เสวี่ยสำลักจนพูดไม่ออก ทว่าดวงตามีโทสะเป็นระลอกมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างกลับมองเขาด้วยสีหน้าเย็นชา

            “หากเช่นนี้เรียกว่าเสมอกัน แล้วการที่เจ้าเข้าสถานศึกษาเร็วกว่าเซียวเฉินใช้เวลาฝึกวิชายาวนานกว่า ระยะห่างเช่นนี้จะดึงเข้ามาอย่างไร? คำนวณดูแล้วยังถือว่าเป็นผู้ใหญ่รังแกผู้น้อย”

            ลั่วเฉินอวี่นิ่งอึ้งไปนิด สายตาไหววูบ

            แต่ลั่วเฉินอวี่เป็นบุคคลระดับใด ชั่วพริบตาก็มีคำตอบให้ เขายิ้มให้มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์แล้วกล่าวว่า“เรื่องนี้ชดเชยไม่ได้จริงๆ แต่เซียวเฉินชนะซูเฉินเทียน ต้องรู้ก่อนว่า ความสามารถของซูเฉินเทียนเหนือกว่าข้าขนาดซูเฉินเทียนเขายังเอาชนะได้ สู้กับข้าก็น่าจะไม่ยากสิ ดังนั้น ไม่สมควรกังวลจนเกินเหตุแบบนี้จะเสียภาพลักษณ์ของอันดับหนึ่งบนผังชางหวง”

            ว่าแล้วก็หันไปมองเซียวเฉิน

            “เจ้าว่าใช่หรือไม่?”

            มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์มีสีหน้าไม่น่าดู “ไร้ยางอาย”

            ใบหน้าของเซียวเฉินกลับมีรอยยิ้ม

            “ลั่วเฉินอวี่ วาทศิลป์เป็นเลิศ สามารถพูดกลับขาวเป็นดำได้เจ้าเป็นคนแรกที่พูดเรื่องเหลวไหลให้ดูสง่าผ่าเผยได้ถึงเพียงนี้ ข้านับถือนัก”

            สีหน้าของลั่วเฉินอวี่อัปลักษณ์นิดๆ พริบตาก็หายวับ

            “เช่นนั้น เจ้ากล้ารับการต่อสู้เป็นตายหรือไม่?”

            เซียวเฉินเอ่ยโดยไม่ลังเลทันที “ในเมื่อเจ้าตั้งใจจะตายหากข้าไม่ส่งเสริมเจ้าก็คงรู้สึกละอายใจ ข้าเซียวเฉินจะรับการต่อสู้เป็นตาย!”

            ---

            [1] ฮ่องเต้ไม่ร้อนใจขันทีกลับร้อนใจแทน หมายถึง เจ้าตัวยังไม่ร้อนใจเลยแต่กลับมีคนกังวลแทนเสียแล้ว

    คล้ายกับเรื่องเหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน