มรรคาผู้กล้า : เมล็ดพันธุ์แห่งเซียนหยั่งราก

    ตอนที่ 3 ออกเดินทาง

     

    สามวันหลังจากการทดสอบ


    หลินมู่หยางค่อย ๆ เปิดประตูบ้านออกมาในยามเช้า บาดแผลบริเวณหัวไหล่และสีข้างยังคงมีผ้าพันเอาไว้แน่น แม้จะได้รับการรักษาจากหน่วยสำรวจแล้ว แต่อาการบาดเจ็บจากการต่อสู้กับมุสิกสายฟ้ายังคงไม่หายดีนัก ทุกครั้งที่ก้าวเดินยังคงรู้สึกเจ็บแปลบอยู่


    ตลอดสามวันที่ผ่านมาเขาแทบไม่ได้ออกจากบ้าน มู่อิงคอยทำหน้าที่เปลี่ยนผ้าพันแผลกับป้อนข้าวให้พี่ชาย ส่วนมู่เจินจะทำหน้าที่หุงหาอาหาร ตกดึกมักจะนั่งอยู่ข้างๆ คอยถามไถ่อาการตลอด


    แม้ทั้งสองจะยังเด็ก แต่ก็รู้ว่าครั้งนี้พี่ใหญ่ได้รับบาดเจ็บหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะมู่อิงที่เสียน้ำตาทุกครั้งยามเห็นบาดแผลของเขา นางแทบไม่ยอมให้หลินมู่หยางลุกออกจากเตียง กลัวบาดแผลฉกรรจ์ที่ไหล่กระทบกระเทือนและมีเลือดไหลออกมา


    มู่เจินแม้จะไม่ร้องไห้ให้เห็นน้ำตา คนกลับเงียบขรึมกว่าเดิม ทำหน้าที่ดูแลพี่ชายและน้องสาวโดยไม่ปริปากมากนัก แต่หลินมู่หยางรู้ว่าแอบหนีไปเสียน้ำตาคนเดียว สังเกตได้จากขอบตาบวมเป่งของมัน


    วันนี้เขาจำเป็นต้องออกจากบ้าน เมื่อวานมีคนจากหน่วยสำรวจนำข่าวมาแจ้งให้ทราบว่าผู้ที่ผ่านการทดสอบทั้งหมดจะต้องไปรายงานตัวที่หน่วยสำรวจ เขาจึงฝืนพาสังขารที่บอบช้ำของตนเองออกเดินทาง เขาลงทุนลงแรงไปมากเพื่อสิ่งนี้ จึงพลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง


    ชายหนุ่มหันกลับไปมองบ้านของตนเองคราหนึ่ง พบเห็นน้องทั้งสองเฝ้ามองดูเขาผ่านรูประตูด้วยความเป็นห่วง


    บ้านหลังเก่าทรุดโทรมเหมือนเดิม


    กำแพงบางส่วนยังมีรอยแตกร้าว หลังคามีแผ่นไม้ที่ต้องคอยซ่อมแซมอยู่เสมอ


    แต่สำหรับเขาแล้ว...สถานที่แห่งนี้คือบ้าน เป็นสถานที่ที่เขาเติบโตมา เป็นสถานที่ที่น้องทั้งสองรอคอยให้เขากลับมาในทุกค่ำคืน

    หลินมู่หยางสูดลมหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่ง ก่อนก้าวเดินไปข้างหน้าโดยไม่หันหลังกลับอีก ระหว่างทางไปหน่วยสำรวจ ชาวเมืองหลายคนจดจำเขาได้

    "นั่นหลินมู่หยางใช่หรือไม่?"


    "ใช่แล้ว เด็กหนุ่มที่สังหารมุสิกสายฟ้าได้"


    "ได้ยินว่าบาดเจ็บหนักทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่าจะลุกจากเตียงได้รวดเร็วปานนี้"


    "อายุเพียงสิบหกปีก็สามารถผ่านการทดสอบได้แล้ว ช่างน่าอิจฉาเสียจริง ดูลูกชายของฉันสิ อายุสิบเก้าปีแล้วยังไม่ผ่านการทดสอบแรกเลย"


    เสียงพูดคุยดังขึ้นตลอดทาง บางคนถึงกับยกมือทักทาย หลินมู่หยางจึงพยักหน้าตอบกลับด้วยความสุภาพ สามวันก่อนเขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ไม่มีใครสนใจ แต่เพียงผ่านการทดสอบครั้งเดียว ชื่อของเขาก็เริ่มเป็นที่รู้จักในเมืองเล็กๆ แห่งนี้


    หลินมู่หยางไม่ได้รู้สึกยินดีกับเรื่องเช่นนี้มากนัก กลับรู้สึกประหลาดใจเสียมากกว่า ไม่คาดคิดเลยว่าการผ่านบดทดสอบครั้งนี้จะกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนกล่าวถึง

    ที่จริงแล้วความต้องการของเขามีเพียงผ่านการทดสอบ จากนั้นทำหน้าที่นักสำรวจเพื่อหาเงิน เมื่อมีเงินมากขึ้นครอบครัวก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงเท่านี้เอง


    ไม่นานนักจุดหมายก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า วันนี้บริเวณด้านหน้าหน่วยสำรวจคึกคักกว่าปกติ ผู้คนจำนวนมากกำลังยืนรวมตัวกันอยู่ บางคนกำลังพูดคุยกับครอบครัว บางคนกำลังมองไปรอบข้างด้วยความตื่นเต้น บางคนกลับมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด


    หลินมู่หยางไม่พบพานคนรู้จักจึงเดินเข้าไปด้านในทันที ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น


    "หลินมู่หยาง…"


    ชายหนุ่มหันกลับไปมองก็พบกับใบหน้าที่คุ้นเคย เขาจำได้ว่าเจ้าของเสียงเป็นครูฝึกที่ซัดเขาจนเละบนเวทีประลองหมัดมวยในวันแรก


    "บาดแผลเป็นอย่างไรบ้าง?"


    "รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว สามารถไปไหนมาไหนได้อยู่"


    "เตรียมอุปกรณ์ดูแลตนเองให้พร้อมด้วยนะ การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาหลายวัน หากอาการกำเริบขึ้นมา เจ้าจะลำบาก"


    "ผู้น้อยจะทำตามคำแนะนำของท่าน"


    หลินมู่หยางตอบรับด้วยความงุนงง แค่เดินทางจากบ้านมาถึงหน่วยสำรวจ จำเป็นต้องเตรียมอุปกรณ์มากมายเพื่ออันใด แต่เขาคร้านจะเอ่ยวาจาถามไถ่ให้ยืดยาว จึงตอบรับแบบตัดจบไป ครูฝึกผู้นั้นพยักหน้าคราหนึ่งก็เดินไปสนทนากับคนอื่นต่อไป


    ทุกคนที่ผ่านการทดสอบทยอยเข้ามานั่งประจำที่จนครบ เสียงสนทนาทั้งหมดหายไปเมื่อหัวหน้าใหญ่หน่วยสำรวจประจำเมืองหันซุยเดินมาถึง คนผู้นี้มีอายุราวสี่สิบปี รูปร่างสูงใหญ่และใบหน้าเคร่งขรึม ทว่าแววตากลับไม่ได้ดุดันอย่างที่เห็นภายนอก พอมาถึงกลางเวทีก็ส่งยิ้มให้กับทุกคน กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า


    "ก่อนอื่น ข้าขอแสดงความยินดีกับทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ผู้ที่ผ่านการทดสอบทั้งยี่สิบเจ็ดคน จากผู้เข้าทดสอบจำนวนหลายพันคน..."


    เสียงซุบซิบดังขึ้นเล็กน้อย จำนวนยี่สิบเจ็ดคนเป็นตัวเลขน้อยกว่าที่หลายคนคาดการณ์เอาไว้ การคัดเลือกเมื่อสามปีที่แล้วยังมีผู้ผ่านการทดสอบถึงสี่สิบคน

    หัวหน้าใหญ่หน่วยสำรวจชูฝ่ามือขวาไปด้านหน้าเล็กน้อย เสียงกระซิบกระซาบทั้งหมดจึงเงียบลง เปลี่ยนเป็นตั้งใจฟังคำกล่าวต่อไปยิ่งกว่าเดิม


    "หลายเดือนมานี้แดนโลหิตเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย สัตว์อสูรแปรเปลี่ยนเป็นดุร้ายและแข็งแกร่งขึ้นอย่างน่าสงสัย ส่งให้นักสำรวจที่ฝีมืออ่อนด้อยเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บไม่น้อย ดังนั้นมาตรฐานในการทดสอบของปี้นี้จึงสูงกว่าเดิม พวกเจ้าทั้งยี่สิบเจ็ดคนคือผู้ที่พิสูจน์ให้เห็นว่ามีคุณสมบัติเพียงพอ มีพรสวรรค์ในการก้าวเข้าสู่เส้นทางของนักสำรวจ..."


    "แต่ข้าต้องบอกเอาไว้ก่อนว่าการผ่านการทดสอบในครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าพวกเจ้าจะกลายเป็นนักสำรวจทันที ยังคงต้องผ่านการฝึกฝนอีกหลายขั้นตอน วันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่หากยังรักษาความมุ่งมั่นเช่นนี้เอาไว้ สักวันหนึ่งจะต้องกลายเป็นนักสำรวจที่มีชื่อเสียงอย่างแน่นอน"


    พูดจบก็หันหลังเดินกลับไปทางเดิม ยามนั้นเสียงตบมือดังสนั่นหวั่นไหว บัดนี้ทุกคนได้ก้าวสู่เส้นทางนักสำรวจแล้ว อีกไม่นานก็ต้องไต่ระดับไปเป็นนักสำรวจมืออาชีพได้อย่างแน่นอน


    ครูฝึกเคราครึ้มผู้หนึ่งก้าวขึ้นมาบนเวที คนผู้นี้แลดูห้าวหาญสมกับเป็นนักสำรวจระดับชำนาญ เพียงกวาดตาสายตาผ่าน ก็ทำให้รู้สึกขนลุกขนชัน


    "ผู้ที่ผ่านการทดสอบทั้งยี่สิบเจ็ดคนฟังให้ดี จากวันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าจะต้องออกเดินทางไกลไปยังสำนักศึกษาเทียนเหริน"


    เสียงพูดคุยของผู้ที่ผ่านการทดสอบดังขึ้นทันที สำนักศึกษาเทียนเหรินอยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้ ที่ผ่านมาคนที่ผ่านการทดสอบได้เลื่อนขั้นเป็นนักสำรวจระดับฝึกฝนทันที ไม่มีผู้ใดต้องไปฝึกฝนฝีมือเพิ่มเติม


    "สำนักศึกษาเทียนเหริน? สำนักศึกษาเดียวของเขตเราที่ตั้งอยู่บนยอดเขาเทียนเฟิงใช่หรือไม่?"


    "ข้าเคยได้ยินชื่อมาก่อน นั่นเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมยิ่ง ว่าแต่...ทำไมพวกเราทั้งหมดไปยังสำนักศึกษาที่อยู่ห่างไกลด้วย เมื่อก่อนไม่เห็นเป็นเช่นนี้เลย"


    ผู้คนที่สมัครมาเป็นนักสำรวจล้วนต้องการเปลี่ยนแปลงโชคชะตา หลีกหนีจากความยากจนข้นแค้นที่ประสบ สิ่งแรกที่พวกเขาต้องการคือการออกปฏิบัติหน้าเพื่อแลกกับเงินค่าจ้าง การไปเป็นนักศึกษาในสถานศึกษาจึงไม่น่าสนใจเท่าใดนัก


    "ถูกต้อง พวกเจ้าต้องไปยังสำนักศึกษาเทียนเหรินที่ตั้งอยู่บนยอดเขาเทียนเฟิง จะต้องไปเรียนรู้วิธีการต่อสู้ การสำรวจ การเอาชีวิตรอด รวมถึงความรู้เกี่ยวกับสัตว์กลายพันธุ์และพื้นที่รกร้างที่นั่น อย่างที่หัวหน้าใหญ่บอกไปก่อนหน้านี้ แดนโลหิตเกิดการเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย นักสำรวจจำเป็นจะต้องแข็งแกร่งกว่านี้ หาไม่แล้วคงไม่อาจรักษาชีวิตรอดออกมาได้..."


    ภายในห้องกลายเป็นเงียบกริบในทันใด อันที่จริงแล้วผู้เข้าทดสอบล้วนรู้ว่ามุสิกสายฟ้าที่ต่อสู้ด้วยในสนามประลองแข็งแกร่งผิดปกติ ไม่เหมือนมุสิกสายฟ้าเมื่อสามปีก่อนที่นักสำรวจรุ่นก่อนพบเจอ จนกระทั่งตอนนี้ถึงได้รู้ว่าไม่ได้คิดไปเอง


    "พวกเจ้ามีเวลาเตรียมตัวเพียงครึ่งวัน ขบวนจะออกเดินทางตอนบ่ายโมง อ้อ ทุกคนจะได้รับค่าเดินทางคนละหนึ่งพันเหรียญ ให้ไปรับที่หน่วยสำรวจก่อนออกเดินทาง เอาล่ะ! ทุกคนกลับไปเตรียมตัวได้แล้ว"


    ทั้งหมดต่างแข็งทื่อเพราะตกตะลึง ไม่คิดฝันว่าจะต้องออกเดินทางรวดเร็วปานนั้น แต่ก็ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามกับหน่วยสำรวจ จึงพากันเดินออกไปอย่างเงียบเชียบ

    หลินมู่หยางนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง เขาไม่นึกว่าเรื่องราวจะกลายเป็นเช่นนี้ หากว่าต้องออกเดินทางไกลจากบ้านเกิดเกือบห้าร้อยลี้ น้องชายทั้งสองจะใช้ชีวิตเช่นไร ถึงกระนั้นก็ไม่อาจละทิ้งตำแหน่งนักสำรวจที่ได้มาอย่างยากเย็น จึงต้องคิดวางแผนสำหรับความเป็นอยู่ของหลินมู่เจินกับหลินมู่อิงล่วงหน้า


    สถานที่แรกที่เขาไปคือหน่วยสำรวจ รับเงินค่าเดินทางหนึ่งพันเหรียญมาไว้ในกระเป๋าของตนเอง จากนั้นจำใจขายหินวิญญาณที่ได้มาจากมุสิกสายฟ้า


    ‘หินวิญญาณก้อนนี้แม้จะเป็นเพียงระดับต่ำ แต่ก็มีประโยชน์ในการฝึกฝนตนเองเป็นอย่างยิ่ง กว่าจะได้มาก็ยากเย็นไม่เบา เสียเลือดเสียน้อยพอสมควร แต่มูลค่าของมันก็มีไม่น้อยเช่นกัน สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้หนึ่งพันเหรียญ ออกเดินทางรอบนี้ไม่รู้ว่าต้องไปกี่สิบกี่ร้อยวัน หาเงินไว้ให้มู่เจินกับมู่อิงไว้ให้มาก จะได้ไม่อดอยากยามที่เราไม่อยู่’


    ด้วยเหตุนี้หลินมู่หยางจึงขายหินวิญญาณก้อนแรกในชีวิตไป จากนั้นกลับไปแจ้งข่าวให้น้องทั้งสองทราบ กล่าวร่ำลาเป็นดิบดี แม้ว่าหลินมู่อิงจะงอแงส่งเสียงร่ำไห้ออกมาบ้าง แต่ก็ถูกหลินมู่เจินปลอบโยนได้ในเวลาไม่นาน


    เขาฝากเงินหนึ่งพันห้าร้อยเหรียญไว้กับลุงหนิวข้างบ้าน ชายชราผู้นี้รักและเอ็นดูพวกเขามาตลอด ซึ่งเป็นบุคคลเดียวที่หลินมู่หยางไว้ใจฝากฝังให้ดูแลน้องๆ ได้อย่างสบายใจ

     


    เสียงล้อรถม้าดังขึ้นบนถนนหน้าหน่วยสำรวจ ผู้ผ่านการทดสอบทั้งยี่สิบเจ็ดคนอยู่บนรถม้าตามที่ได้รับมอบหมาย ขบวนรถม้าหลายสิบคันเคลื่อนตัวออกจากเมืองหันซุยอย่างช้าๆ


    หลินมู่หยางนั่งอยู่ในรถม้าคันสุดท้าย ภายในมีผู้โดยสารสี่คน เขานั่งอยู่ริมหน้าต่าง อีกฝั่งหนึ่งเป็นหญิงสาวที่เขาคุ้นหน้าเป็นอย่างดี


    ไป๋หลิงซวงยิ้มให้ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเป็นมิตร กล่าวทักทายว่า


    "บาดแผลเป็นอย่างไรบ้าง?"


    "ดีขึ้นมากแล้ว"


    "ดูจากผ้าพันแผลบนตัวเจ้าแล้ว เดินทางได้เพียงครึ่งชั่วยาม คงต้องช่วยกันขุดหลุมฝังร่างเจ้าไว้ข้างทางในป่าสักแห่ง"


    หลินมู่หยางหัวเราะเบาๆ ไป๋หลิงซวงที่คล้ายจะหยิ่งยโสกลับมีวิธีหยอกเย้าสหายเช่นนี้ นับว่าแปลกประหลาดไปบ้าง จึงว่า


    "หากเดินทางต่อไปแล้วบาดแผลกระทบกระเทือน คงต้องวานเจ้าช่วยใส่ยากับพันผ้าพันแผลใหม่ให้ข้าแล้วแหละ..."


    "เฮอะ ข้าไม่ใช่สาวใช้ของเจ้าสักหน่อย แต่ถ้าให้แทงซ้ำอีกมีดสองมีดก็พอคุยกันได้"


    พูดจบก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน แม้แต่เพื่อนร่วมขบวนอีกสองคนยังร่วมประสานเสียงหัวเราะกับพวกเขา ทำให้บรรยากาศในการจากลาบ้านเกิดที่ควรเศร้าโศกกลายเป็นสนุกสนาน


    ไป๋หลิงซวงเงียบไปครู่หนึ่ง จ้องมองหลินมู่หยางด้วยใบหน้าจริงจัง กล่าววาจาออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า


    "ฉินมู่เฉินไม่ผ่านการทดสอบ"


    หลินมู่หยางตกใจเล็กน้อย เขาลืมนึกถึงสหายผู้นี้ ไม่นึกว่าคนที่แข็งแกร่งอย่างจะไม่ผ่านการทดสอบ กลับกันไป๋หลิงซวงที่เป็นสตรีบอบบาง สามารถเอาชนะมุสิกสายฟ้าได้โดยไร้บาดแผล จึงว่า


    "เขาเป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บแค่ไหน"


    "ไม่ได้รับบาดเจ็บมากมาย อีกทั้งยังโชคดีได้รับคำเชิญให้ทำงานในหน่วยสำรวจ ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยนักสำรวจอีกด้วย เหตุผลก็มาจากการทดสอบในวันแรกที่ผ่านทั้งสามบทสอบ อีกทั้งผลงานในสนามประลองของเขาก็ไม่ได้เลวร้าย จึงเข้าตาครูฝึกท่านหนึ่ง"


    หลินมู่หยางถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขารู้สึกดีใจที่สหายปลอดภัยและมีตำแหน่งการงานที่ดี ผู้ช่วยนักสำรวจสามารถทำเงินได้ไม่น้อย หากพบพานนักสำรวจที่ใจกว้างและจิตใจดีงาม อาจได้รับการถ่ายทอดวิชาอีกด้วย จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า


    "เขายังมีโอกาสเข้ารับการทดสอบอีกครั้งในสามปีข้างหน้า การได้ทำงานข้างกายนักสำรวจทุกวันจะทำให้เขาแกร่งขึ้น"

    ไป๋หลิงซวงพยักหน้า แท้จริงแล้วนางก็คิดเช่นนั้น มีแต่วนเวียนอยู่บนเส้นทางฝัน ถึงจะสามารถไปถึงฝั่งฝัน หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นมาว่า


    "พวกเราเองก็ต้องพยายามเช่นกัน"


    หลินมู่หยางตอบรับคำหนึ่ง เขาเปิดผ้าม่านแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง ผืนดินกว้างใหญ่กำลังทอดยาวไปเบื้องหน้า เมืองหันซุยหายไปจากสายตาแล้ว

    ชายหนุ่มกำมือแน่น เขาไม่รู้ว่าสำนักศึกษาเทียนเหรินจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าตนเองจะต้องพบเจอสิ่งใด และไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะยากลำบากเพียงใด

    แต่เขาเลือกเดินออกจากบ้านมาแล้ว ดังนั้น...ก็ไม่มีเหตุผลที่จะกลัว


    ไป๋หลิงซวงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้น


    "หลินมู่หยาง"


    "หืม?"


    "เจ้าผ่านการทดสอบมาได้แล้ว จากนี้ก็พยายามให้มากขึ้น อย่าให้วันหนึ่งต้องหันกลับมาแล้วเสียใจ"


    หลินมู่หยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา


    "เจ้าก็เช่นกัน"


    รถม้ายังคงเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ท่ามกลางเสียงล้อบดไปกับพื้นถนน ผู้ผ่านการทดสอบยี่สิบเจ็ดคนกำลังเดินทางออกจากเมืองหันซุย แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า การเดินทางครั้งนี้...


    จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล

     

    คล้ายกับเรื่องมรรคาผู้กล้า : เมล็ดพันธุ์แห่งเซียนหยั่งราก ที่คุณอ่าน