บทที่ 3
จอมยุทธ์
ในยามนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในสุสานโบราณ มันไม่ได้มีเพียงแค่จางหยุนเพียงแค่คนเดียว แต่ว่าในตอนนั้นยังมีเพื่อนร่วมทีมที่เป็เพื่อนสนิทของเขาอีกสองคน
ในตอนนี้จางหยุนมาโผล่ภายในโลกใบนี้ เขาเองก็มั่นใจว่าเพื่อนร่วมทีมทั้งสองคนของตนเอง ก็จะมาโผล่ภายในโลกใบนี้เช่นเดียวกัน
ในฐานะคนที่ร่วมงานกันมาหลายปี สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าคนทั้งสอง เป็เพื่อนร่วมทีมที่เขามั่นใจแล้วก็เชื่อใจมากที่สุด
เพราะแบบนั้นภายในโลกที่แปลกประหลาดใบนี้ ถ้าเกิดว่ารวมตัวกันได้เร็วเท่าไหร่ มันก็จะทำให้พวกเขานั้นมีโอกาสที่จะมีชีวิตรอดไปในโลกใบนี้ได้มากขึ้น
เพียงแต่ว่าหลังจากที่ไหว้วานหวังซุน มาเป็เวลาหนึ่งเดือนเต็มๆ ก็ยังไม่พบเจอข่าวคราวหรือว่าข่าวสารของพวกเขาเลย นี่ทำให้จางหยุนรู้สึกปวดหัว
“ไม่เป็อันใด ขอบใจเ้ามาก” จางหยุนกล่าวขอบคุณ
ถึงแม้ว่าหวังซุนจะไม่ได้ข่าว แต่อีกฝ่ายก็ช่วยในการตามหา เพราะแบบนั้นก็ต้องขอบคุณ
หวังซุนยกกาน้ำชารินน้ำชาให้กับตนเองแล้วก็ยกขึ้นดื่ม
“จริงสิ พี่จางท่านรู้หรือยังว่าเมืองของพวกเรา ในตอนนี้มีจอมยุทธ์ผู้นึงเดินทางมาที่เมืองของพวกเรา” หวังซุนกล่าวขึ้นด้วยดวงตาเปล่งประกาย
“จอมยุทธ์” จางหยุนเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ
จอมยุทธ์ในโลกใบนี้ค่อนข้างพิเศษ พวกเขาคือคนที่อยู่ก่ำกึ่งระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรกับคนธรรมดา ในโลกใบนี้เทพเซียนอยู่สูงส่งเกินไป มนุษย์ธรรมดาคนนึงทั้งชีวิตอาจจะไม่มีโอกาสพบกับเทพเซียนเลยด้วยซ้ำ
เพราะแบบนั้นสิ่งที่อยู่ใกล้มนุษย์ธรรมดามากกว่า คือสิ่งที่เรียกว่าจอมยุทธ์
จอมยุทธ์มีพละกำลังเหนือกว่าคนธรรมดาหลายเท่า พวกเขาสามารถใช้คุณสมบัติของร่างกาย ะโข้ามกำแพงะโข้ามอาคารสูง หรือมีพลังมากกว่านั้นก็อาจจะกระโจนครั้งเดียว ะโข้ามระยะทางหลายสิบจั้งได้อย่างง่ายๆ
ที่จอมยุทธมีพละกำลังมากกว่าคนธรรมดา ก็เป็เพราะว่าเคล็ดวิชาที่พวกเขาฝึกฝน มันถูกเรียกว่าวิชายุทธ์ แน่นอนว่าวิชายุทธ์แตกต่างจาก เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร ที่แตกต่างก็คือมันช่วยให้มนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีคุณสมบัติในการฝึกตนมากพอ สามารถดึงดูดพลังงานฟ้าดินเข้าสู่ร่างกาย แล้วก็กักเก็บไว้บนกล้ามเนื้อได้ ทำให้พวกเขาได้รับพลังเหนืุ์ แต่ว่าก็ยังไม่ถึงระดับที่เรียกว่าเป็ผู้ฝึกตนที่เรียกว่าเป็เทพเซียน
เพราะแบบนั้นจอมยุทธ์ เป็หนึ่งในตัวตนที่เป็ที่เคารพเป็อย่างมากในโลกของปุถุชน
“เป็จอมยุทธ์ระดับใด”
“แล้วเหตุใดจอมยุทธถึงเดินทางมาที่เมืองของเรา” จางหยุนถามออกมา
หวังซุนรีบตอบกลับอย่างรวดเร็ว “ได้ยินว่าท่านจอมยุทธ์ผู้นั้นเป็ถึงขั้นสาม”
“ส่วนเดินทางมาที่เมืองของพวกเราทำไม อืมเื่นี้เป็เพราะว่า ท่านเ้าเมืองเหมือนจะพบเจอกับเื่ประหลาด” เมื่อกล่าวถึงเื่ประหลาด เสียงของหวังซุนก็เบาลงอย่างเห็นได้ชัดเจน
เื่ประหลาดที่หวังซุนกล่าวถึง จางหยุนรู้ว่ามันก็น่าจะเป็เื่ของพวกภูติผี หรือปีศาจอะไรพวกนี้
ถึงแม้ว่าเหล่าเทพเซียนจะอยู่สูงส่ง แทบจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกมนุษย์ แต่สำหรับพวกภูติผีและปีศาจไม่ได้เป็เช่นนั้น
มีมนุษย์หลายคนที่พบเจอกับเื่ประหลาด อย่างเช่นโดนภูติผีเล่นงาน หรือไม่ก็พบเจอปีศาจก่อกวน
สำหรับเื่พวกนี้ผู้บำเพ็ญหลายคนก็ไม่สนใจ อาจจะเพราะว่าภูติผีหรือปีศาจพวกนี้มีระดับต่ำเกินไป พวกเขาเลยไม่สนใจ
เพราะแบบนั้นคนที่มนุษย์มักจะว่าจ้างมันจัดการ ก็มักจะเป็จอมยุทธ์ เพราะว่าจอมยุทธ์มีพลังฟ้าดินอยู่ภายในร่างกาย ทำให้สามารถจัดการกับพวกภูตผีปีศาจ
ส่วนเกี่ยวกับเื่ของจอมยุทธ์ขั้นสาม ขั้นสามที่ว่ามันก็เหมือนกับระดับของผู้ฝึกยุทธ์
แม้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับผู้บำเพ็ญเพียรจะน้อยมาก จนในเมืองเป่ยอันแทบจะหาไม่ได้ แต่ข้อมูลสำหรับผู้ฝึกยุทธ์กับมีอยู่
จางหยุนทำความเข้าใจเกี่ยวกับเื่นี้ จนทำให้เขารู้ว่าจอมยุทธ์จะมีั้แ่ขั้นเก้าถึงขั้นหนึ่ง ขั้นเก้าคือระดับต่ำสุด ขั้นหนึ่งคือระดับสูงสุด
จอมยุทธ์ที่ฝึกฝนไปถึงระดับขั้นหนึ่ง จะถูกผู้คนเรียกว่าปรมาจารย์ สำหรับจอมยุทธ์ขั้นสามที่เดินทางมาที่เมืองเป่ยอัน ถือว่าไม่ธรรมดาแล้ว
เพราะว่าจอมยุทธ์ขั้นสาม อีกเพียงไม่กี่ขั้นก็ไปถึงระดับที่ผู้คน เรียกว่าปรมาจารย์แล้ว
“รู้หรือไม่ว่าเื่ประหลาดที่เกิดขึ้นกับเ้าเมืองคืออันใด?” จางหยุนถาม
หวังซุนส่ายหน้า “เื่ของจวนเ้าเมือง มือปราบอย่างพวกเราจะรู้ได้อย่างไง”
“เอาละพี่จาง ข้าต้องไปละตระเวนแล้ว”หวังซุนกล่าวพร้อมลุกขึ้น
“เดินทางดีๆ” จางหยุนเปล่งเสียงส่ง
เมื่อหวังซุนออกไปแล้ว จางหยุนลุกขึ้นก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนของตนเอง
เขาลงนั่งบนเตียงก่อนจะปรับท่าทางให้อยู่ในท่านั่งสมาธิ ดวงตาทั้งสองข้างพับปิดลง ก่อนจะจมจ่อมอยู่กับความเงียบ ลมหายใจที่หายใจเข้าออกเองก็โคจรอย่างเป็จังหวะ พลังที่มองไม่เห็นก็เคลื่อนที่ไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย
นี่คือเคล็ดวิชาที่ชื่อว่า กลืนมรณะ
นอกจากโลงศพสีดำที่ติดตัวเขามาแล้ว จางหยุนได้รับเคล็ดวิชาสองอย่าง หนึ่งคือเคล็ดวิชาที่ชื่อว่า กลืนมรณะ กับอีกอย่างก็คือ เคล็ดวิชา ซากเทวะ
ความรู้และความเข้าใจของวิชาทั้งสอง มันสลักลึกอยู่ในความทรงจำของเขา กลืนมรณะคือเคล็ดวิชาฝึกตน เคล็ดวิชาฝึกตนที่ว่าก็คือ วิชาที่ใช้ในการดูดกลืนและซึมซับพลังจากฟ้าดิน เข้าสู่ร่างกาย
เคล็ดวิชาฝึกตนคือพื้นฐานของผู้บำเพ็ญ หรือเรียกอีกฝ่ายว่าเป็วิชาพื้นฐานของเซียน
แต่ก็ไม่ใช่ว่าใครที่ได้วิชานี้ไป จะสามารถฝึกฝนก็ได้ ถ้าเกิดใครก็สามารถฝึกฝนได้ โลกใบนี้ก็คงจะกลายเป็ดินแดนของผู้ฝึกตนไปแล้ว
นอกจากเคล็ดวิชาฝึกฝนแล้ว พื้นฐานของคนที่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ก็คือ รากปราณและกระดูกปราณ
สองสิ่งนี่คือสิ่งที่จะเป็พื้นฐานของผู้ที่แสวงหาเส้นทางเซียน เพราะว่ารากปราณและกระดูกปราณจะเป็สิ่งที่ลองรับพลังฟ้าดิน หรือที่เรียกกันว่าปราณิญญา
ถ้าเกิดไม่มีสิ่งนี้มนุษย์ก็ไม่สามารถฝึกฝนได้ ส่วนสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ หรือที่ผู้คนเรียกกันว่าจอมยุทธ์ พวกเขาอยู่ในสถานะที่ก้ำกึ่งระหว่างผู้ฝึกตนกับคนธรรมดา
ทำไมถึงเป็แบบนั้น นี่ก็เพราะว่าพวกเขามีแค่กระดูกปราณ ไม่มีรากปราณ
กระดูกปราณกำเนิดง่ายกว่ารากปราณ แต่มนุษย์ที่มีกระดูกปราณมากที่สุดก็เข้าได้แค่ประตูของผู้ฝึกยุทธ์ได้เท่านั้น
เพราะว่าเคล็ดวิชาของผู้ฝึกยุทธ์ สร้างขึ้นมาได้เพียงแค่กักเก็บ พลังฟ้าดินเอาไว้ภายในกล้ามเนื้อและกระดูกเท่านั้น
ไม่สามารถกักเก็บพลังฟ้าดินเข้ามาไว้ภายในรากปราณได้ เพราะแบบนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถเป็ผู้ฝึกตนหรือเซียนได้
ส่วนคนที่มีรากปราณ ก็มักจะมีกระดูกปราณอยู่แล้ว เช่นนั้นพื้นฐานของคนที่จะสามารถบำเพ็ญได้ ก็ต้องมีพื้นฐานอยู่ทั้งหมดสามอย่าง รากปราณ กระดูกปราณ เคล็ดวิชาฝึกฝนพื้นฐาน
ทั้งสามอย่างนี้คือสิ่งที่ไม่สามารถขาดไปได้ ถ้าเกิดว่าอยากจะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตน
จางหยุนไม่รู้ว่าตัวเอง มีกระดูกปราณและรากปราณหรือไม่ แต่เขาสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาที่ชื่อว่ากลืนมรณะได้ เขาก็คงจะมีกระดูกปราณกับรากปราณกระมัง
จางหยุนที่กำลังฝึกฝนวิชากลืนมรณะ ััได้ว่ามีพลังงานบางอย่าง กำลังหลั่งไหลเข้ามาภายในร่างกาย จากนั้นมันก็หล่อเลี้ยงไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย
พลังพวกนั้นโคจรไปตามอวัยวะ กล้ามเนื้อ เื กระดูก ก่อนที่พวกเขาจะไหลย้อนกลับมารวมกันบริเวณกลางหน้าอก
ตรงบริเวณกลางหน้าอก มันเหมือนกับมีอ่างน้ำที่ค่อยๆกักเก็บพลังที่หลั่งไหลย้อนคืนกลับมาอยู่
จางหยุนรู้ว่าพลังที่มองไม่เห็นพวกนี้ มักจะเรียกกันว่าปราณิญญา หรือพลังฟ้าดิน ในตอนนี้เขาััถึงมันได้แล้ว
แต่การที่ััได้ ก็ไม่ใช่ว่าเขาเป็ผู้ฝึกตนแล้ว เพราะเขายังไม่สามารถใช้พลังที่กักเก็บอยู่ในร่างกายของเขาได้เลยสักนิด
เพราะแบบนั้นในยามนี้เขายังคงเป็คนธรรมดา ยังไม่ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตน ถึงแม้จะฝึกเคล็ดวิชา กลืมมรณะมาเจ็ดวันแล้วก็ตาม