ชายหนุ่มนั่งลงมองพัฒนาการของปลาอยู่ครู่ใหญ่ไม่มีปลาตัวไหนที่ไปรบกวนการวางไข่ของปลาตัวเมียที่น่าจะมีอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบตัวนอกจากการฉีดน้ำเชื้อของปลาตัวผู้แล้วพวกมันต่างก็อยู่กันภายในบ่อน้ำอย่างสงบ
โจวซิงเฉิงมองดูจนกระทั่งเห็นลูกปลาตัวเล็กมากมายจนนับไม่ถ้วนแหวกว่ายอยู่ในบ่อเขาจึงพอใจและลุกขึ้นเดินไปที่แปลงปลูกผักสวนครัว เพราะแตงโมกับสตรอเบอร์รี่ที่ปลูกพร้อมกับผักสวนครัวก็พร้อมเก็บเกี่ยวแล้วเช่นกัน
ชายหนุ่มเดินไปเอาตะกร้าไม้ไผ่สานที่เริ่มไม่พอใช้มาจากห้องครัว
“คงได้รื้อฟื้นวิชาจักสานที่คุณปู่คุณย่าสอนแล้วสินะ”ตอนเป็เด็กเขาก็คือเด็กชนบทคนหนึ่งที่ถูกคุณปู่คุณย่าเลี้ยงมาจนเติบใหญ่พวกท่านมีอะไรก็สอนเขาหมดเพราะ้าถ่ายทอดภูมิปัญญาที่พวกท่านมีให้เขาได้สืบสานต่อไปนั่นเอง
เมื่อเดินมาถึงแปลงปลูกแตงโมและสตรอเบอร์รี่แล้วก็เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตแตงโมแต่ละลูกนั้นน้ำหนักไม่ต่ำกว่าห้าชั่งถ้าเขามีเวลามาคัดเลือกพวกมันและเลือกเอาไว้เหลือเพียงต้นละสองลูกน้ำหนักของมันจะมากยิ่งกว่านี้แต่เพียงแค่นี้ก็นับว่าดีมากแล้วเพราะแต่ละต้นนั้นมีหลายเถาและก็ให้ผลผลิตมากถึงยี่สิบลูกเขาแม้กินไม่หมดและก็ยังไม่อาจนำไปแบ่งใครได้และก็น่าจะยังเข้าไปขายในเมืองไม่ได้ด้วยเช่นกันเพราะข้อจำกัดมันมีมากเกินไปแต่อย่างน้อยเขาก็คิดว่าจะเก็บเอาเมล็ดพันธุ์ของมันเอาไว้ปลูกในอนาคตมันจะต้องทำเงินให้เขาได้มากแน่นอน
เก็บแตงโมเสร็จจากนั้นก็เก็บสตรอเบอร์รี่ที่ผลผลิตต่อต้นนั้นน่าจะไม่ต่ำกว่าสิบชั่งทั้งยังให้ลูกใหญ่สีสดฉ่ำแวววาวชายหนุ่มลองกัดชิมไปหนึ่งคำก็ต้องพยักหน้าเพราะรสชาติดีมากกินลงไปแล้วยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอีกด้วย
“สตรอเบอร์รี่น่าจะทำแยมเก็บเอาไว้ได้ส่วนไหลของมันนี่ก็เอาไปขยายพันธุ์ต่อ” จากนั้นเขาก็ยกตะกร้าผลไม้ที่มีทั้งหมดสิบห้าตะกร้าเข้าไปเก็บเอาไว้ในห้องครัวเล็กดูๆไปแล้วห้องครัวนี้ก็เริ่มจะคับแคบขึ้นมาจนไม่มีที่ให้วางของคิดพลางสายตาก็มองไปยังทิศทางที่เป็ป่าของไม้ยืนต้น คงต้องตัดต้นไม้มาสร้างบ้านและก็เพียงแค่คิดหางตาของเขาก็พบกับเครื่องมือต่างๆสำหรับงานไม้ขึ้นมาและพวกมันก็ทันสมัยเสียด้วยคงจะเป็การใช้พลังงานอะไรสักอย่างเป็แน่เพราะในนี้ไม่ได้ใช้พลังงานไฟฟ้าเลย
เฮ้อแล้วทำไมไม่มีของที่สามารถคงสภาพวัตถุโผล่มาให้เขากันนะ ผักและผลไม้เหล่านี้จะได้ไม่เน่าเสีย
แต่ไม่นานเขาก็เริ่มคิดอะไรขึ้นมาได้เขาคงต้องไปหาสัตว์มาเลี้ยงเอาไว้ในพื้นที่ลึกลับแห่งนี้เพิ่มอีกให้พวกมันช่วยกินผลไม้ที่โตเร็วเหล่านี้ช่วยเขา อย่างกระต่าย นกและไก่ป่าถ้าหากพวกมันได้กินผลไม้และอาหารจากป่าแล้วเนื้อของพวกมันจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษแน่ๆแค่คิดดวงตาของชายหนุ่มก็เริ่มเปล่งประกายเพราะมันหมายถึงว่าเขาจะไม่อดตายหรือมีชีวิตที่ยากลำบากอีกแล้วนั่นเอง
หลังจากกินข้าวไปอีกครั้งโจวซิงเฉิงก็เก็บข้าวที่ลานตากหน้ากระท่อมดินจากนั้นเขาก็เดินออกจากกระท่อมไปยังทิศทางของป่าที่เขาปลูกไม้ยืนต้นเอาไว้
จากสายตาที่มองจากกระท่อมดินป่าหลายสิบไร่นี้ก็เหมือนกับป่าไม้ทั่วไปแต่พอมาถึงจริงๆถึงได้ตะลึงกับความใหญ่โตเกือบสามคนโอบของพวกมันอากาศก็สดชื่นเป็อย่างมากด้วย
ชายหนุ่มลองกางแขนออกแล้วโอบต้นไม้ต้นแรกที่เขาเดินเข้าไปหาความสูงของมันนั้นน่าจะยี่สิบเมตรขึ้นไปทั้งยังมีกิ่งก้านแผ่ขยายออกเป็รัศมีกว้างพอสมควรดีที่เขาเว้นระยะเอาไว้ได้พอดีกิ่งก้านของพวกมันจึงไม่ได้แน่นหรือเบียดเสียดกันจนเกินไป
เมื่อเดินสำรวจไปรอบๆจนเป็ที่พอใจแล้วชายหนุ่มก็ได้เลือกตัดไม้ฮวงหัวลี่สำหรับนำไปสร้างบ้านเขาตัดลงมาสิบต้นก่อนเพราะการทำงานเพียงคนเดียวแม้อยู่ด้านในพื้นที่ลึกลับเขาจะไม่ได้เหนื่อยอะไรและแม้เครื่องมือจะทันสมัยแต่ทุกขั้นตอนที่เคยได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณปู่ก็ยังต้องรื้อฟื้นใหม่ทั้งหมดเพราะเขาไม่ได้ทำงานพวกนี้มานานแล้วนั่นเอง
เขาชอบบ้านซื่อเหอหยวนหรือเรือนสี่ประสานดังนั้นคงต้องได้ใช้ไม้เยอะและเขาคิดว่าคงจะต้องปลูกพวกมันเพิ่มคิดพลางชายหนุ่มก็เริ่มเก็บฝักแห้งของต้นฮวงหัวลี่เพื่อจะได้นำเอาเมล็ดพันธุ์ของมันไปปลูกขยายป่าออกไปอีกมากๆซึ่งดูจากพื้นที่ที่สุดลูกหูลูกตาและไม่เห็นชายขอบนี้เขาคิดว่าคงปลูกป่าได้อีกเยอะทีเดียว
ในอนาคตแค่ขายของจากป่าเหล่านี้เขาก็คงมีเงินเก็บเป็กอบเป็กำแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงสวนผลไม้ของเขาพวกมันก็จะทำเงินให้เขาเช่นกัน
โจวซิงเฉิงเก็บฝักไม้ฮวงหัวลี่ไปก็ยิ้มไปด้วยอย่างมีความสุขดูเหมือนว่าสีหน้าของเขาจะไม่ได้เ็าเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
ใช้เวลานานพอสมควรในการเก็บฝักแห้งจากทั้งสิบต้นและเขาก็ได้ฝักฮวงหัวลี่มาเยอะมากๆ ตะกร้าที่นำมาด้วยแค่สองใบจึงไม่พอแต่เขาไม่คิดว่ามันจะเป็ปัญหาอะไร จากนั้นก็ได้เริ่มตัดกิ่งก้านของต้นฮวงหัวลี่ออกเพื่อจะได้วัดความยาวแล้วตัดทำเป็เสาเรือน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่เพราะยิ่งทำเขาก็ยิ่งรู้สึกสนุกและมีความสุขที่ได้ทำงานเหล่านี้
พอคิดว่าจะขนกลับไปที่กระท่อมดินอย่างไรก็มีรถบรรทุก รถเครนและรถยกปรากฏขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์จากนั้นทุกอย่างก็เริ่มง่ายขึ้นเพราะเขาขับบังคับพวกมันได้อยู่แล้ว
ระหว่างที่ชายหนุ่มเริ่มขนท่อนซุงเหล่านี้ไปเก็บเอาไว้บริเวณข้างกระท่อมดินพอกลับมาถึงจุดที่เขาเก็บฝักของฮวงหัวลี่เอาไว้และมีบางส่วนที่เก็บกองเอาไว้กับพื้นเขาก็ได้เห็นว่าพวกมันเริ่มกลายเป็ต้นอ่อนเริ่มหยั่งรากลงดิน
โจวซิงเฉิงจำเป็ต้องวางงานส่วนอื่นลงก่อนจากนั้นจึงเริ่มปลูกต้นฮวงหัวลี่อย่างจริงจังและก็จัดโซนปลูกอย่างชัดเจนและมันก็กินเวลาเป็อย่างมากเพราะจำนวนต้นกล้าของฮวงหัวลี่มีเกือบสามหมื่นต้นนั่นเอง
แต่พอคิดถึงผลที่จะได้ต่อจากนี้ชายหนุ่มก็ไม่รู้สึกว่าเป็เื่เสียเวลาแต่อย่างใดดีเสียอีกถือเป็การเพิ่มป่าให้กับพื้นที่แห่งนี้ด้วย
หลังจากปลูกต้นหวงฮัวลี่เสร็จเขาก็เริ่มตัดต้นไม้เพื่อสร้างเรือนสี่ประสานอีกครั้งคราวนี้ตัดทีเดียวเป็ร้อยต้นเลยจึงใช้เวลาอยู่กับการแปรรูปไม้และขนขึ้นรถเพื่อนำมากองรวมกันใกล้ๆกับกระท่อมดินหลังเล็ก
พอออกจากพื้นที่ลึกลับมาสู่โลกภายนอกอีกครั้งชายหนุ่มก็เห็นว่ามันน่าจะผ่านไปได้หลายวันแล้วเพราะสังเกตจากเตียงเตาที่ช่องเตาด้านล่างมันมีแต่ขี้เถ้าและข้าวของภายในห้องก็เริ่มมีฝุ่นเกาะบางๆ
ชายหนุ่มจึงเริ่มก่อไฟให้กับเตียงเตาอีกครั้งเริ่มแรกใช้ไม้ฟืนที่ได้จากไม้สนแห้งพอมันลุกโชนแล้วก็โยนถ่านอัดแท่งสามก้อนเข้าไปแล้วก็ปิดเตาเล็กใช้ไม้เท้าค้ำยันพาตัวเองเดินไปดูที่ห้องครัวก็ต้องถอนใจออกมาเพราะเครื่องปรุงมันหมดแล้วนั่นเอง
พอมองออกไปด้านนอกก็เห็นว่าฝนยังคงตกลงมาไม่ขาดสายตอนนี้คงจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้วจริงๆความคิดที่ว่าจะไปซื้อเครื่องปรุงที่สหกรณ์ร้านค้าเล็กๆในหมู่บ้านจึงเป็อันพับไป
แต่ขณะที่เขากำลังยืนดูสายฝนอย่างเฉยชานั้นก็ได้ยินเสียงเคาะที่หน้าประตูบ้านชายหนุ่มจึงเดินออกจากตัวบ้านดินอย่างเชื่องช้าเพราะเขาข้างที่พิการก็ยังคงไม่ได้ดีไปมากกว่าที่เป็อยู่“ใครครับ”
“ซิงเฉิง ฉันเองลุงใหญ่ของเธอ”
โจวซิงเฉิงถึงกับเลิกคิ้วออกมาก่อนจะมีความทรงจำสายหนึ่งผุดขึ้นมา ชายหนุ่มจึงได้เปิดประตูออก“สวัสดีครับลุงใหญ่”เขาค้อมศีรษะสีหน้าแม้จะยังเฉยชาอยู่บ้างแต่ถ้าคนสนิทและคุ้นเคยจะเห็นว่าดูดีกว่ายามปกติมากนัก
โจวผิงมองสภาพของหลานชายด้วยความเวทนาเขาและภรรยาพร้อมกับลูกๆทำงานโรงงานอยู่ในเมืองจึงไม่ค่อยได้กลับหมู่บ้านหนิงสุ่ยเท่าไหร่นักทว่าหลังจากที่หลานชายคนนี้ถูกตัดความสัมพันธ์กับครอบครัวของน้องชายคนที่สามเขาก็พยายามหาเวลาว่างกลับมาที่นี่เพื่อเอาข้าวและอาหารแห้งรวมถึงเครื่องปรุงต่างๆมาให้เขาได้พอประทังชีวิต
“ลุงใหญ่เข้าบ้านก่อนเถอะครับข้างนอกนี่อากาศเลวร้ายเกินไป”
“อืม เป็ยังไงบ้างซิงเฉิง”เขาอยากจะพาหลานชายคนนี้ไปอยู่ในเมืองด้วยแต่ครอบครัวของเขาที่มีคนมากแทบจะไม่มีที่นอนแล้วจึงได้แต่คอยส่งข้าวและอาหารแห้งเท่านั้น
“ก็ดีครับลุงใหญ่ตอนนี้ร่างกายก็ไม่ได้ย่ำแย่อะไร” ว่าพลางชายหนุ่มก็เดินนำเข้าบ้านอย่างช้าๆ
“วันนี้ลุงซื้อข้าวซื้อธัญพืชแล้วก็อาหารแห้งและเครื่องปรุงมาให้เธอ แม้ไม่เยอะแต่ก็น่าจะพอให้เธออยู่รอดไปได้อีกเดือนกว่า”ว่าแล้วก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ไม้เก่าๆพร้อมกับวางของทุกอย่างที่ซื้อมาลงไปบนโต๊ะตัวเล็ก
“ลำบากลุงใหญ่แล้วครับผมนี่ช่างไม่เอาไหนจริงๆ” ชายหนุ่มนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามผู้เป็ลุง
“ไม่ลำบากๆแล้วนี่ได้ไปลงทะเบียนกับฝ่ายผลิตเพื่อทำงานเก็บแต้มหรือเปล่า”ถึงจะลงแปลงนาไม่ได้เพราะสภาพร่างกายไม่อำนวยแต่การทำงานแลกแต้มก็มีหลายอย่างแม้จะได้แต้มไม่เยอะแต่พอถึงเวลาที่มีการแจกจ่ายอาหารก็น่าจะได้อะไรติดมือกลับบ้านบ้าง
“ยังเลยครับลุงใหญ่วันนี้วันที่เท่าไหร่แล้วครับ” เขาอยู่ในพื้นที่ลึกลับน่าจะเกือบสองอาทิตย์จึงไม่ได้รู้ว่าตอนนี้มันเป็วันที่เท่าไหร่แล้ว
“28 กุมภาพันธ์แล้วไม่แปลกหรอกที่เธอจะไม่รู้วันเวลาเพราะคงไม่ค่อยได้ออกไปไหน เฮ้อ!สภาพอากาศก็เป็เสียอย่างนี้”
เปลือกตาของชายหนุ่มหลุบลงต่ำมันผ่านไปเกือบห้าวันเลยหรือนี่ ไม่รู้ว่าสหายทั้งสองคนมาที่นี่หรือเปล่าเขาไม่อาจทำให้คนเกิดสงสัยกับเื่ของเขาได้ ต่อไปคงต้องคำนวณเวลาให้ดีเสียแล้ว
“พรุ่งนี้ผมคิดจะไปหาลุงเฉินให้ลุงเฉินตรวจดูขาเสียหน่อยเสร็จแล้วคงต้องไปแจ้งเื่การทำงานกับทางฝ่ายผลิตครับลุงใหญ่”
“ดีๆเหล่าเฉินเป็หมอเท้าเปล่าที่มีความสามารถ ยังไงเธอเอาเงินนี่ไว้ใช้นะเผื่อจะได้จ่ายค่ารักษาและก็ค่ายาเอามาต้มกินสักหลายวันหน่อย” ว่าแล้วก็ส่งเงินให้กับหลานชายไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังเพราะกลัวอีกฝ่ายไม่ยอมรับเงินจากเขาเหมือนครั้งก่อนนั่นเอง
ชายหนุ่มมองธนบัตรฉบับหนึ่งหยวนสิบใบในมือผู้เป็ลุงด้วยสีหน้าซับซ้อนแต่ไม่นานก็ยอมยื่นมือออกไปรับมา “ขอบคุณครับลุงใหญ่ ผมจะเอาไว้ใช้รักษาตัวเอง ถ้าอาการดีขึ้นและผมทำงานได้แต้มมากขึ้นผมจะกตัญญูกับลุงใหญ่แน่นอนครับ”
โจวผิงโบกมือเป็พัลวัน “ไม่ต้องๆนี่เป็เงินที่ป้าสะใภ้ใหญ่และพี่ชายของเธอฝากมาให้ทุกคนคิดถึงเธอเสมอนะซิงเฉิงเพียงแต่พวกเขาต้องทำงานก็เลยมีแค่ลุงใหญ่ที่มาเยี่ยมเธอ”
“ผมรู้ครับลุงใหญ่” ชายหนุ่มพูดได้แค่นี้เขาไม่อาจบอกว่าถ้าเขาหายดีแล้วจะตอบแทนอย่างไรบ้างเพราะสภาพตอนนี้ของเขามันไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าหายดีได้เลย
ตัวเขาที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่ลึกลับกับตัวเขาที่ออกมาอยู่โลกภายนอกสมรรถภาพมันแตกต่างและสวนทางกันอย่างสิ้นเชิงแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีลุ้นเสียเลยเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขากินดื่มน้ำจากบ่อน้ำเป็ประจำคงต้องให้ลุงเฉินตรวจชีพจรและฝังเข็มเสียหน่อยแล้วเผื่อมันจะติดขัดที่ตรงไหนสักแห่งในร่างกาย
“เธอเองก็ไม่ต้องคิดมากเื่พ่อแม่ไม่ได้เื่กับอดีตคู่หมั้นที่เห็นแก่ตัวของเธอนะซิงเฉิงลุงใหญ่เชื่อว่าสักวันชีวิตของเธอจะต้องดีขึ้นแน่นอน” เขาโน้มตัวไปเบื้องหน้ายื่นมือไปตบบ่าหลานชายพร้อมกับกุมบ่าเอาไว้อย่างให้กำลังใจ
“ผมไม่รู้สึกอะไรแล้วล่ะครับลุงใหญ่ต่อไปก็ต่างคนต่างอยู่”
“อืมคิดได้แบบนี้ก็ดีแล้วถึงยังไงเธอก็ยังมีลุงใหญ่คนนี้ทั้งคน” โจวผิงตบอกตัวเองเสียงดังเรียกความมั่นใจให้กับหลานชายที่เขาทั้งรักและสงสารมาั้แ่ที่เด็กคนนี้ลืมตาดูโลก
เขาอยู่พูดคุยกับหลานชายนานเกือบสามชั่วโมงจึงได้ขอตัวกลับเข้าเมืองโดยไม่ได้สนใจจะแวะที่บ้านน้องชายของตัวเองแม้แต่น้อยนั่นก็เพราะแยกบ้านกันไปตั้งนานแล้วต่างก็แยกย้ายกันใช้ชีวิตยิ่งเขากับภรรยาทำงานโรงงานอยู่ในเมืองยิ่งไม่ค่อยมีเวลามาสนใจคนทางนี้
ถ้าไม่ใช่เพราะโจวซิงเฉิงเขาก็คงไม่มาที่หมู่บ้านหนิงสุ่ยแห่งนี้ยังดีที่พ่อกับแม่ของเขาก่อนตายพวกท่านได้พูดกับลูกๆทุกคนเอาไว้อย่างชัดเจนสิ่งไหนใครควรได้ก็แบ่งกันไปแล้ว การแยกบ้านจึงเป็ไปอย่างราบรื่น
กับครอบครัวพี่น้องคนอื่นเขาไม่มีปัญหาด้วยจะมีก็แต่ครอบครัวน้องชายคนที่สามนี่แหละที่เขาแทบไม่อยากจะพูดด้วยโดยเฉพาะน้องสะใภ้และหลานชายหลานสาวคนอื่นๆที่ไม่ใช่โจวซิงเฉิงเขาก็ยิ่งไม่ถูกชะตา
โจวซิงเฉิงมองตามจักรยานของลุงใหญ่จนลับสายตาเขาจึงได้เดินกลับเข้าบ้านชายหนุ่มลั่นดาลประตูเอาไว้อย่างแ่า
พอเดินกลับเข้ามาในห้องโถงเล็กก็เริ่มเปิดห่อของที่ลุงใหญ่นำมามอบให้
ภายในนั้นมีถุงผ้าป่านขนาดเล็กหลายใบมีข้าวไม่ขัดสีราวห้าชั่งธัญพืชอีกอย่างละนิดหน่อย มีผักตากแห้ง ผักดอง เนื้อแห้งน่าจะครึ่งชั่งมีเส้นก๋วยเตี๋ยวราวสองชั่ง แป้งอีกอย่างละหนึ่งชั่ง ที่เหลือก็เป็ขวดเครื่องปรุงเห็นแบบนี้แล้วชายหนุ่มก็มีรอยยิ้มอบอุ่นขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็ยังมีคนที่หวังดีต่อเขาหลายคน