กำเนิดจักรพรรดิสงคราม

    บทที่ 28 ทักษะโทสะคลั่ง

            บทที่ 28

            ทักษะโทสะคลั่ง

            ณ อารามเจ้าสำนัก 

            ภาพที่สะท้อนอยู่ภายในเงากระจกปรากฏออกมากลายเป็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ลู่หมิงระเบิดพลังของตนเองออกมาปลดปล่อยการโจมตี

            การโจมตีนั้นรุนแรงเป็นอย่างมากเพียงแค่การโจมตีในครั้งเดียวสามารถล้มพวกลูกศิษย์ของสำนักหุบเขากระบี่ที่อยู่ในขอบเขตเริ่มต้นระดับสีเขียวได้เป็นสิบคน

            ภาพเหตุการณ์นั้นลู่หมิงไม่คิดว่าจะมีผู้คนมองดูอยู่มีสองคนที่มองเห็นเหตุการณ์นั้นอย่างชัดเจนหนึ่งหลี่ฉีหงผู้ที่เป็นเจ้าสำนักและก็เกาเทียนคนโตของสำนัก

            มีทั้งสองแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดออกมาเมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้

            หลี่ฉีหงที่เป็นเจ้าสำนักแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยครุ่นคิดในใจราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่ 

            เกาเทียนแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจังกล่าวกับท่านเจ้าสำนักเป็นอาจารย์ของมันออกมา“ ท่านอาจารย์หรือว่านั้นเป็นวิชามาร… ”

            พวกมันมองเห็นไม่ชัดเจนนะ การโจมตีนั้นคล้ายคลึงกับการโจมตีของวิชามารเป็นอย่างมาก

            พวกที่ทำการบำเพ็ญแล้วก็ฝึกฝนพลังวิญญาณในสายมารมีความแข็งแกร่งที่แตกต่างออกไป

            การโจมตีของพวกมันจะเต็มไปด้วยพลังอำนาจแต่ว่าก็อันตรายในตอนนี้มองเห็นการโจมตีของผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้ามันใกล้เคียงกับพวกวิชาของพวกฝ่ายมารเป็นอย่างมาก

            หลี่ฉีหงหันไปแล้วพูดออกมา “ ไม่หรอกนั่นไม่ใช่วิชามารแม้ว่าจะใกล้เคียงแต่ว่ามันเองก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว”

            “ นั้นเป็นวิชาโทสะคลั่ง!!! ”

            “ โทสะคลั่งอย่างนั้นหรือขอรับ…ข้าไม่เคยได้ยินวิชานี้มารก่อนมันคือวิชาอันใดอย่างนั้นหรือขอรับท่านอาจารย์ ”

            “ เจ้าจะไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องวิชานี้มันเองก็ไม่ได้แปลกอะไรหรอกเพราะว่าอย่างไรเสียวิชานี้มันเองก็ไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ภายในตำราหรือว่าภายในหนังสือเล่มไหนอยู่แล้ว ”

            “ โทสะคลั่งภายในอดีตกล่าวขานว่าวิชานี้เป็นวิชาที่ก่อกำเนิดขึ้นจากจิตใจของมนุษย์” 

            “ ก่อกำเนิดขึ้นจากจิตใจของมนุษย์อย่างนั้นหรือขอรับ…”

            “ มีวิชาอันใดจะก่อเกิดขึ้นจากจิตใจของมนุษย์ที่ไม่ใช่กระบวนการความคิดบ้าง”

             “ เจ้ามองตื้นเขินเกินไปอันที่จริงแล้วสิ่งที่ตัวของเจ้านั้นควรจะรู้ก็คือวิชาแทบจะทุกวิชาล้วนแล้วก่อกำเนิดขึ้นมาจากจิตใจทั้งนั้น”

            “ จิตใจเป็นตัวบ่มเพาะตกตะกอนออกมากลายเป็นความรู้นั่นต่างหากคือสิ่งที่เรียกว่าวิชาเพราะแบบนั้นวิชานี้เองก็ถือได้ว่าเป็นวิชาหนึ่งเช่นเดียวกัน ”

            “ โดยภายในอดีตถูกกล่าวว่าโทสะคลั่งเป็นวิชาที่ก่อกำเนิดจากจิตใจที่เต็มไปด้วยความแค้น” 

            “ คนที่จะมีวิชานี้อยู่ภายในตัวได้คงจะพบเจอเรื่องราวมากมายผ่านเหตุการณ์ของชีวิตมาหนัก”

            “ เพราะว่าการที่จะก่อกำเนิดวิชานี้ขึ้นมาได้มันต้องสะสมความแค้นภายในจิตใจเป็นเวลานานก่อกำเนิดกลายเป็นก่อนวิชาที่ตกตะกอนอยู่ภายในร่างกาย ”

            “ แต่คนที่จะมีวิชานี้อยู่ภายในร่างกายก็ไม่ได้ง่ายดายนักหรอกเพราะว่าคนส่วนใหญ่แล้วเมื่อกล่าวว่าตนเองนั้นมีความเครียดแค้นส่วนใหญ่ก็จะปล่อยจิตปล่อยใจของตนเองให้ไปกับพวกมันจนทำให้กลายเป็นมาในที่สุด”

            “ แต่ว่าวิชาโทสะคลั่งแตกต่างออกไปคนพูดที่มีความเครียดแค้นก้าวข้ามผ่านจิตใจที่กำลังจะโดนควบคุม ” 

            “ หลังจากนั้นความคิดก็ทำให้พลังภายในจิตใจตกตะกอนกลายเป็นทักษะภายในร่างกาย”

            “ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าลูกศิษย์ของสำนักหุบเขากระบี่จะมีคนที่มีทักษะหายากแบบนี้อยู่ด้วย” หลี่ฉีหงที่กำลังนั่งอยู่ยื่นหน้าเข้าไปดวงตาของมันมองร่างของลู่หมิงที่สะท้อนอยู่ภายในกระจก

            มันแสดงรอยยิ้มบางอย่างออกมาเป็นรอยยิ้มที่ตัวของมันนั้นพึงพอใจเกาเทียนที่ยืนอยู่บริเวณด้านข้างเห็นท่านอาจารย์แสดงใบหน้าสนอกสนใจจึงถามขึ้น “ท่านอาจารย์ขอรับแล้วทักษะนี้มีความแข็งแกร่งอย่างไร… ”

            “ แข็งแกร่งมากเลยล่ะเป็นหนึ่งในทักษะที่แข็งแกร่งภายในบู๊ลิ้มเลยก็ว่าได้”

            “ โดยทักษะนี้มันจะมีความพิเศษก็คือมันจะสามารถเติบโตได้ตามคุณสมบัติของร่างกายยามที่ก่อนพลังหรือว่ากรโทสะถูกสร้างขึ้นมาภายในจิตใจเมื่อร่างกายและพลังวิญญาณพัฒนามันเองก็จะพัฒนาตามไปด้วย ”

            “ จริงสิไม่ได้เพียงแค่นั้นสิ่งที่ทำให้ทักษะนี้มันมีความพิเศษก็คือมันตอบสนองตามความรู้สึก” 

            “ ความรู้สึกอย่างนั้นหรือขอรับ… ”

            “ ใช่แล้วโดยทั่วไปแล้วการเรียนวิชาเจ้าเองก็น่าจะรู้ดีวรยุทธ์ของผู้ได้แข็งแกร่งขึ้นจำเป็นจะต้องพึ่งพาปัจจัยอย่างเช่นการชำนาญหรือว่าการฝึกฝนของพลังวิญญาณ”

            “ ซึ่งหลักการพวกนั้นมันเป็นหลักการที่ตายตัวแต่ว่าเจ้าทักษะนี้มีความแตกต่างออกไปมันเป็นทักษะที่เพิ่มขึ้นได้ตามความรู้สึก ”

            “ ไม่จำเป็นจะต้องฝึกฝนเพียงแค่มีความรู้สึกตอบสนองพลังของทักษะเพิ่มพูนขึ้นตามไปด้วย”

            “ เจ้าดูนั่นสิเพียงแค่ปลดปล่อยทักษะออกมาเพียงแค่ไม่กี่ส่วนล้มลูกศิษย์ของสำนักหุบเขากระบี่ที่อยู่ด้านหน้าเขาได้ถึงสิบคน”

            เกาเทียนหลังจากที่ได้ยินท่านอาจารย์ของตนเองกล่าวออกมาแบบนั้นมันเองก็แสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเรียบเฉย

            ในตอนนี้มองลู่หมิงที่อยู่ภายในกระจกแล้วก็พูดขึ้นมา “ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็คงจะต้องรอดูครับแต่อย่างไรเสียกาลทดสอบในครั้งนี้มันเองก็ไม่ได้มีเพียงแค่พวกที่ไร้ความสามารถ ” 

            “ การที่เด็กหนุ่มผู้นี้จะสามารถเอาชนะการแข่งขันในครั้งนี้ได้จำเป็นจะต้องก้าวผ่านอัจฉริยะอีกหลายคนของสำนัก”

            “ นั่นสินะมารอดูกันเถอะบางทีถ้าคนหนุ่มพวกนี้ชนะเจ้าอาจจะได้รับศิษย์น้องเพิ่มแล้วก็ได้ ”เจ้าสำนักยกน้ำชาขึ้นมาดื่มด้วยท่าทางผ่อนคลาย

            มันแสดงเจตนาของตนเองอย่างชัดเจนว่าถ้าลู่หมิงชนะการแข่งขันในครั้งนี้มันจะรับลู่หมิงนี้เป็นศิษย์

            เกาเทียนที่กำลังยืนอยู่ไม่ได้แสดงท่าทางตอบรับอะไรในตอนนี้ได้แต่นิ่งเฉยและก็มองดูสิ่งที่เกิดขึ้นภายในป่า

            การทดสอบยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องลู่หมิงได้รับคะแนนจำนวนมากมาจากการสังหารสัตว์อสูรและก็เอาชนะพวกลูกศิษย์ของสำนักหุบเขากระบี่พวกนั้น

            หลังจากที่ชนะกลกลุ่มนั้นได้เรียบร้อยแล้วก็ไปดักโจมตีคนอีกหลายกลุ่มมันทำให้ได้คะแนนที่เก็บสะสมเพิ่มขึ้นมาอีกมากเลยทีเดียว

            ยามราตรีท้องนภาผ่านบริเวณด้านบนถูกปกคลุมไปด้วยม่านเมฆสีดำสนิทภายในป่าต้องห้ามแห่งนี้ยามราตรีนั้นหนาวเหน็บเป็นพิเศษ

            ลู่หมิงนอนอยู่ภายในโพรงไม้ของตนเองโดยตัวของมันนั้นไม่ได้ทำการจุดเปลวเพลิงเพราะเกรงว่าจะมีผู้คนนั้นสังเกตเห็นและดักโจมตี

            ในตอนนี้นอนอยู่ภายใต้โพรงไม้ที่ใช้เป็นที่หลบซ่อนในขณะที่กำลังนอนหลับอย่างสบายอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหนึ่งดังใกล้เข้ามาดวงตาที่กำลังปิดค่อยๆเปิดขึ้น

            ลู่หมิงเปิดดวงตาทั้งสองข้างของตนเองขึ้นพอได้ยินเสียงฝีเท้าปริศนามันเป็นเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่ที่ก้าวเดินเข้ามาภายในบริเวณนี้

            ขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากัน จ้องมองตรงไปบริเวณด้านนอก  มองลอดออกไปจากบริเวณรูภายใต้โพรงไม้

            พบเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินถือคบเพลิงมาหยุดพักบริเวณโพรงไม้ที่ลู่หมิงกำลังหลบซ่อนอยู่บริเวณด้านใน

            ลู่หมิงที่มองออกไปเห็นพวกมันเป็นกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณสี่ถึงห้าคนเห็นพวกมันดวงตาทั้งสองข้างหรี่เล็กลง “ เจ้าพวกนั้นมัน ซุนเคอกับจงซาน ”

            ผู้ที่อยู่ด้านนอกโพรงไม้สองในสามคนนั้นลู่หมิงรู้จักเป็นอย่างดีพวกมันหนึ่งคนคือซุนเคอที่เป็นศัตรูของมันก่อนหน้านี้และก็ได้ลงมือสังหารผู้ติดตามมันไปถึงสองคน

            ส่วนอีกคนนึงคือจงซานคนพวกนี้เองก็เป็นอีกหนึ่งในผู้ที่รังแกมันเช่นเดียวกันมันเป็นนายน้อยของตระกูลใหญ่แน่นอนว่ามีฐานะใกล้เคียงกับซุนเคอแต่คนพวกนี้มันมีความสามารถมากกว่ามองถึงความสามารถภายในร่างกายของมัน

            มันเป็นคนที่มีความสามารถในด้านการฝึกฝนวรยุทธ์จนตอนนี้ก้าวไปสู่ภายในระดับที่เรียกว่าขอบเขตเริ่มต้นสีเขียวคันเก่าที่กำลังจะพัฒนาขึ้นไปอยู่ในระดับสีม่วง

            พวกมันมาเดินหยุดพักบริเวณโพรงไม้ขนาดใหญ่ร่างกายของพวกมันทั้งห้าคนหย่อนก้นแล้วก็นั่งลงกับพื้น

            ซุนเคอถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาก่อนที่จะพูด “นี่มันอะไรกันทำไมภายในสถานที่แห่งนี้มันถึงยุ่งยากและวุ่นวายขนาดนี้กัน ” 

            “ พวกเราจะทำอย่างไรให้ได้อันดับที่หนึ่งในการทดสอบในครั้งนี้”

            มันกำลังคิดหนักมันอยากได้ที่หนึ่งในการทดสอบครั้งนี้แต่ว่าหนทางนั้นไม่ได้ง่ายดายเลยหลังจากที่ผ่านไปสองวันในการทดสอบมันเองก็รู้ได้ในทันทีว่าทุกคนนั้นล้วนแล้วเล่นงานกันถึงชีวิต

            ถ้ามองถึงในระดับฝีมือพวกมันเองก็ไม่ได้อยู่ในระดับสูงถ้าอยากจะชนะจำเป็นจะต้องใช้เล่ห์กลอุบาย

            จงซานที่กำลังนั่งอยู่แสยะยิ้มที่มุมปากก่อนที่มันจะพูดขึ้นมา“ ถ้าแบบนั้นเอาอย่างนี้เป็นอย่างไร… ”

            จงซานนำเอาบางอย่างออกมาจากภายในเสื้อของมันซุนเคอที่กำลังนั่งอยู่ดวงตาเบิกกว้างขึ้นมองเห็นเจ้าของสิ่งนั้นถูกนำออกมาจากภายในเสื้อ

            จบบท