ฉินเทียนยามนี้ที่ยืนนิ่งสงบซ่อนตัวในมุมหนึ่งของกลุ่มโขดหิน มันกำลังรับฟังสิ่งต่างๆ โดยรอบ และในไม่ช้ามันก็รอบด่าศาลเทพสวรรค์อีกครั้งที่ได้มอบภารกิจมิได้ดูความสามารถระดับการบำเพ็ญของมันเลย
เพราะทั่วบริเวณนี้ต่างมีเหล่าผู้มีพรสวรรค์มากมายนัก แม้จะเยาว์วัยหากแต่ละคนนั้นต่างเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญระดับสูงกว่าตัวมันกันทั้งนั้นต่ำสุดคือตราสัญลักษณ์สีเหลืองจาง 2 จุดแต้ม สูงสุดคือสีเหลืองเข้ม 1 จุดแต้ม และเมื่อพูดถึงอายุของเหล่าผู้บำเพ็ญแล้ว แต่ละคนนั้นยังช่างเยาว์วัยนัก
ตอนนี้ฉินเทียนใบหน้าคล้ายคนซังกะตาย ได้รับภารกิจหนักอึ้งอีกแล้ว
และด้วยวิชาสดับหมื่นลี้ ตอนนี้ฉินเทียนก็เริ่มจับใจความสำคัญของเหล่าอสูรทั้งหลายบริเวณนี้ได้แล้ว
หนึ่งเวลานี้ตัวมันอยู่ในสถานที่คัดเลือกเหล่ารุ่นเยาว์ ว่ากันว่าพิธีการนี้เป็นพิธียิ่งใหญ่ของชนชาวอสูรจากทั่วทุกแดนดินในดาราแห่งนี้ มันถูกเรียกว่า "งานคัดเลือกพันสำนัก"
อสูรจากทั่วทุกแดนจะมาร่วมกัน ณ สถานที่แห่งนี้ นอกจากนั้นสำนักฝึกฝนน้อยใหญ่ก็จะมารวมตัวกันถือโอกาสรับศิษย์มากฝีมืออีกด้วย
ด้วยการเปิดโอกาสให้เหล่ารุ่นเยาว์ทั้งหลายได้ประชันฝีมือกันที่ใจกลางขุนเขา โดยเหล่าสำนักน้อยใหญ่ก็ต่างส่งคนของตนมาเป็นตัวแทนรับศิษย์ โดยจะคอยอยู่บนเทือกเขาสูง ว่ากันว่ายิ่งเขาสูงชันเท่าไรสำนักที่อยู่บนเทือกเขานั้นก็ยิ่งสูงส่ง
โดยระดับชั้นคร่าวๆ ของสำนักในแดนอสูรนั้นจะแบ่งเป็น หนึ่ง.ปฐพี สอง.เขาสูง สาม.กลางนภา สี่.เหนือฟ้า ห้า.แดนสวรรค์
โดย ณ การคัดเลือกในงานนี้จะมีสำนักระดับต่างๆ มากมายมาอยู่รวมกันตั้งแต่ระดับต่ำสุด.ปฐพี ไปจนสูงสุดคือระดับเหนือฟ้า หากแต่สำนักระดับแดนสวรรค์นั้นหามีไม่ เพราะ ณ ดาราแดนอสูรแห่งนี้มีสำนักระดับแดนสวรรค์เพียงแห่งเดียวและจะรับศิษย์เฉพาะผู้ได้รับเศษเสี้ยวแห่งความเป็นเทวะแล้วเท่านั้น
หรืออีกในความหมายหนึ่งก็คือจะเป็นศิษย์ในสำนักระดับแดนสวรรค์ได้จะต้องมีระดับฝึกฝนที่สูงกว่าแสวงมรรค (ตราสัญลักษณ์วิญญาณม่วง น้ำเงิน ดำ)
และซึ่งการจะไปสู่จุดนั้นเหล่าชาวอสูรทั้งหลายต่างรู้มีแต่ต้องได้เข้าสู่สำนักระดับเหนือฟ้าจึงจะมีโอกาสครอบครองระดับฝึกฝนที่สูงกว่าแสวงมรรคได้ ทำให้ ณ ที่แห่งนี้เกิดการต่อสู้สัประยุทธ์ชิงป้ายแนะนำตัวกันอย่างหนักหน่วงนัก
ฉินเทียนนั่งนิ่งขบคิดตอนนี้มันได้รับความรู้ ความเข้าใจมากมาย พร้อมรู้สึกว่าตัวมันเองนั้นช่างอยู่ผิดที่ผิดทางเสียเหลือเกิน
เพราะหลังจากที่ได้ยินเหล่าวัยเยาว์ทั้งหลายรอบบริเวณพูดคุยกันก็พบว่าคณาจารย์จากสำนักต่างๆ ที่ส่งมา ณ ที่แห่งนี้อย่างเลวที่สุดคือตราสัญลักษณ์วิญญาณสีโลหิต สูงสุดคือระดับแสวงมรรคสีน้ำเงิน
และเมื่อหันมามองดูตัวมันที่เป็นเพียงตราสัญลักษณ์วิญญาณสีขาวเข้ม มันก็คล้ายคนบ้าใบ้ไม่มีคำพูดกล่าวใดๆ ทั้งนั้น
โชคดีภารกิจนี้เพียงแค่หาศิษย์และตั้งสำนัก หากตัวมันฉินเทียนหาตัวโง่งมได้สัก 20 30 คนก็ยังนับว่าผ่าน
ฉินเทียนมีความตั้งใจแน่วแน่มันจะมองหาแต่คนโง่เข้าสำนักเท่านั้น
คนมีอุดมการมีความฝันมันมิต้องการ
คนฉลาดมากปัญญาก็ไม่เอา
โง่เง่าเต่าตุ่นเท่านั้นที่มันต้องการ
หากแต่พอมองดูโดยรอบแล้วก็ช่างลำบากนัก
เพราะเหล่าวัยเยาว์ในงานคัดเลือกนี้ต่างมีแต่สุดยอดวัยเยาว์ทั้งนั้น คล้ายว่าจะหาตัวโง่งมยากเหลือเกิน ฉินเทียนมองไปทิศทางใดก็เห็นแต่เหล่าผู้มากอุบายร่ายอิทธิฤทธิ์ซับซ้อน วางแผนมากกลยุทธ์ บ้างแกล้งตายลวงศัตรู บ้างแสร้งทำตัวอ่อนแอก่อนจะเผยฤทธาอันน่าตื่นตะลึง บ้างมากปัญหาหน่อยก็อาศัยพื้นที่วางค่ายกลดักรอศัตรูก็มี นอกจากนั้นก็มีการใช้ศาสตร์แห่งกลศึกกลยุทธ์สังหารต่างๆ อีกมากมาย
แถมยังมีเหล่าผู้สังเกตสถานการณ์วางแผนรอลงมือจังหวะเหมาะสมอีกมาก แค่เห็นแบบนี้ฉินเทียนก็แลดูจะเหนื่อยแล้ว แต่ละคนที่ถูกส่งมา ณ ที่แห่งนี้มีแต่ผู้ที่ถูกเรียกว่าหัวกะทิหรืออัจฉริยะทั้งนั้น
ฉินเทียนตอนนี้สาดส่ายสายตามองหาผู้มีแววโง่งม แต่แทบหาไม่เจอเลย
หากแต่ในไม่ช้าเมื่อมันสดับฟังเสียงดีๆ มันก็คล้ายจะพอเห็นแววโง่งมจากสตรีผู้หนึ่ง
.
.
.
!!!ปัง!!!ปัง!!!ปัง
เสียงหมัดอิทธิฤทธิ์ดังกระแทกกำแพงค่ายกลที่มองไม่เห็น
"ทำไมนะ ทำไมข้าถึงโง่เง่าขนาดนี้ ถูกพวกเผ่าอสูรขนงามล่อเข้ามาในค่ายกลนี้ได้ ข้าน่าจะรู้ตัวแต่แรก"
"องค์หญิงเม่ยเม่ยท่านอย่าได้โทษตัวเองเลยเจ้าค่ะ อสูรขนงามมันนั้นมากอุบาย มันอาจจะใช้ของวิเศษทำตราสัญลักษณ์เอาไว้ตั้งแต่ก่อนงานเริ่มจึงหาตัวท่านพบได้โดยง่าย นอกจากนั้นมันก็ยังสืบจนรู้ชัดแล้วว่าองค์หญิงชอบกินลูกท้อดวงจันทร์ มันจึงเอาลูกท้อดวงจันทร์มาวางไว้ล่อให้องค์หญิงเข้ามาติดกับ นอกจากนั้นนิสัยอดกินของอร่อยไม่ได้ขององค์หญิงมันก็คงรู้ชัดอีกเช่นเดียวกัน องค์หญิงเพคะครั้งนี้เห็นทีความหวังที่จะเข้าสำนักระดับเหนือฟ้าของพวกเราคงจะหมดสิ้นแล้ว ป้ายประจำตัวที่พวกเราล่าได้พึงมีเพียง 2 ป้ายเท่านั้น หากแต่ความต้องการของสำนักเหนือฟ้ากับต้องการ 20 ป้ายต่อคนจึงจะเข้าสำนักได้ เห็นทีว่าหากเราไม่อาจจะออกจากค่ายกลได้ในวันนี้ เส้นทางฝึกฝนของเราอย่างดีก็คงได้อยู่เพียงแค่ในสำนักระดับขุนเขาที่มิมีทวยเทวะอาศัยอยู่น่ะเจ้าค่ะ"
เม่ยเม่ยองค์หญิงเผ่ากระต่ายจันทรา นั่งกอดเข่านัยน์ตาโศกเศร้ามีน้ำตาคลอ เพราะนิสัยติดของอร่อยทำให้นางเป็นเช่นนี้ ตอนนี้นางจะโทษใครได้ นางได้แต่นั่งร้องไห้ทำใจ เสียใจที่ทำให้ท่านพ่อท่านแม่ของนางต้องผิดหวัง แม้นางจะเป็นความหวังของคนทั้งเผ่าก็ตาม
และในความเศร้าโศกนั้นเม่ยเม่ยองค์หญิงเผ่ากระต่ายก็ร้องถามสหายของนาง "เปาเปาเจ้าพวกแมวเหมียวเผ่าขนงามมันไปกันหมดแล้วรึ"
เปาเปาสตรีนางกระต่ายที่นั่งชงชาอย่างใจเย็นคล้ายทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เอาโต๊ะเตี้ยออกมาวางนั่งจิบชาสบายใจเฉิบ ก่อนหันมามององค์หญิงของนางพร้อมพูดตอบ "องค์หญิงเม่ยเม่ยเจ้าค่ะ ไม่ต้องกังวลพวกมันไปหมดแล้วเจ้าค่ะ ด้วยชื่อเสียงความโง่งมขององค์หญิง พวกเผ่าขนงามจึงใช้แค่ค่ายกลกักกั้นระดับต่ำขังเราเอาไว้ หากเป็นผู้อื่นคาดว่าคงพอจะเดาหรือหาวิธีทลายค่ายกลนี้ได้ไม่อยาก หากแต่สำหรับองค์หญิง... ข้าว่าพวกเรามานั่งกินชาและขนมหวานรอเวลาหมดลงดีกว่าเจ้าค่ะ"
เม่ยเม่ยองค์หญิงเผ่ากระต่ายร้องไห้เสียงดัง คำพูดของเปาเปาราวกับกรีดหัวใจของนาง "เปาเปานี่เจ้ากำลังบอกว่าข้าโง่รึ"
"ตอนนี้องค์หญิงก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นแล้วนะเจ้าค่ะ หากแต่ข้าในฐานะสหายจะพูดกล่าวกับท่านตรงๆ เช่นนี้คงไม่เหมาะสม ข้าจะไม่บอกว่าท่านโง่งมหลอกนะเจ้าค่ะ หากแต่แค่ฉลาดมากกว่าเด็กอ่อนอายุขวบปีอยู่นิดหน่อย"
เปาเปานางสตรีกระต่ายกล่าวจบก็ดื่มชา พร้อมทานขนม
เม่ยเม่ยองค์หญิงเผ่ากระต่ายได้ยินเช่นนั้นนางก็ร้องไห้ออกมาเสียงดัง
ไม่ช้าเปาเปานางสตรีก็พูดกล่าวอีก "องค์หญิงใครใช้ให้ท่านไม่ตั้งใจเรียนเล่า วิชาศาสตร์สัประยุทธ์ท่านอาจารย์สอนวิธีทลายค่ายกลก็ตั้งหลายครั้ง หากแต่ท่านก็สลักอักษรวิญญาณตามท่านอาจารย์มิได้ นอกจากนั้นยามต้องหาจุดทลายค่าย ท่านก็หาเจอแต่จุดสูบพลัง แทนที่จะทำให้ค่ายกลอ่อนแอลงกลับยิ่งทำให้ค่ายกลนั้นแข็งแกร่งกว่าเดิม ข้านึกถึงตอนที่พวกเราติดอยู่ในค่ายกลฝึกฝน 10 กว่าวันด้วยกัน เพราะท่านเล่นเสริมพลังให้มันไม่สิ้น จนท่านอาจารย์ฝึกสอนมิอาจจะทลายค่ายเข้ามาช่วยเหลือได้ จนต้องเรียกให้บิดาของท่านมาช่วยเหลือใช้ฤทธาสยบค่ายกล องค์หญิงเม่ยเม่ยท่านคิดดูสิจะมีใครทำได้เช่นท่านบ้าง ดังนั้นเพื่อป้องกันเรื่องไม่คาดฝัน ขอองค์หญิงมานั่งดื่มชากับข้าเถอะเจ้าค่ะ อย่าได้คิดทำลายค่ายกลอีกเลย ท่านต่อยค่ายกลนี้ไปแล้ว 36 ครั้ง แค่ข้าดูก็รู้แล้วว่าท่านได้ไปเสริมพลังให้มันและยกระดับค่ายกลนี้จากระดับต่ำสุดระดับ 1 สูง กลายเป็นระดับ 2 ล่างแล้ว"
"เปาเปาเพราะข้าทำให้เจ้าต้องมาลำบาก" เม่ยเม่ยองค์หญิงพูดพร้อมร้องไห้น้ำตาไหลอาบสองแก้ม พร้อมขี้มุกไหลหยดย้อย หาความเป็นกุลสตรีงามมิเจอเลย
หากแต่นางกระต่ายเปาเปากับคล้ายชินชานี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางเจอสถานการณ์เช่นนี้ "องค์หญิงตั้งแต่ข้ารู้จักท่านแต่เด็ก ข้าก็ทำใจเรื่องพวกนี้ได้นานแล้ว ตอนนั้นที่องค์หญิงเผ่าแมวเหมียวนั้นปรากฏตัวข้าได้ใช้ฤทธิ์จับสัมผัสข้าพบว่าเพียง 2 วันนางก็รวบรวมป้ายประจำตัวได้มากกว่า 50 ป้ายแล้ว เส้นทางการเข้าสู่สำนักระดับเหนือฟ้าของนางแน่นอนแล้ว นางจึงมีเวลาว่างมันไล่จับพวกเรา หากแต่เมื่อเทียบกับพวกเราสองคน หากไม่นับที่ข้าล่าป้ายประจำตัวได้ 12 ป้าย และองค์หญิงถูกผู้อื่นกลั่นแกล้งชิงป้ายประจำไป 10 ครั้ง เวลานี้เราอาจจะพอมีโอกาสเข้าสำนักเหนือฟ้าบ้าง หากแต่ตอนนี้ข้าตัดใจแล้วละองค์หญิง "
"เปาเปาเพราะข้าผิดต่อเจ้า" เม่ยเม่ยองค์หญิงร้องไห้พร้อมไปสวมกอดนางสตรีกระต่ายเปาเปา
เปาเปานางสตรีสีหน้านิ่งเฉยนางชินชากับองค์หญิงผู้นี้แล้ว นางนับเป็นหนึ่งในอัจฉริยะของเผ่าเติบโตมาเคียงคู่กับองค์หญิง นิสัยใจคอองค์หญิงเป็นอย่างไรนางรู้ดี หากจะให้นางนิยามนางสตรีผู้นี้ก็คงเป็น...
'พวกเห็นแก่กินและโง่บริสุทธิ์'
เปาเปาทำใจก่อนจะหยิบขนมป้อนเข้าปากองค์หญิง พร้อมเช็ดน้ำหูน้ำตาให้องค์หญิงขี้แย
ใบหน้าของเปาเปาคล้ายมีความสุขนักเวลาได้ดูแลองค์หญิงผู้นี้
ไม่ช้าก็เห็นรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากของนาง
.
.
.
และในมุมไกลออกไปฉินเทียนที่เอามือกำเนตรมองไกลอยู่ มันก็ยิ้มอย่างมีความสุขเช่นกัน เพราะมันได้พบเจอเหยื่อแล้ว...
ฉินเทียนใช้อย่างก้าวภูตผีเดินผ่านวงอิทธิฤทธิ์ของเหล่าวัยเยาว์อสูรทั้งหลายไปอย่างเงียบงันไม่มีผู้ใดพบเจอตัวมันทั้งสิ้น เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ระยะราว 150 จั้ง หากจากค่ายกลที่กักขังสองสตรีนางอสูร ตอนนี้ฉินเทียนมองจ้องพวกนางอย่างตาเป็นมัน
หากแต่การบุกเข้าไปโดยไม่เตรียมการย่อมไม่ใช่วิถีของตัวมัน ฉินเทียนเลือกใช้เนตรมองอดีตของตัวมันมองใส่นางสตรีอสูรเม่ยเม่ยก่อน
มันต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่านางสตรีผู้นี้เป็นพวกโง่งมโดยสมบูรณ์หรือไม่
เพราะศิษย์ภายในสำนักศาลเทพสวรรค์แห่งแดนอสูรนี้เป้าหมายมิได้มาเพื่อหายอดคน หากแต่มีเพียงทำภารกิจให้จบๆ ไป จากนั้นตัวมันฉินเทียนก็จะกลับไปโลกเดิมของมันเสพรับแต้มบุญจากผู้ศรัทธานับหมื่นของมันสบายๆ เรื่องยุ่งยากใดๆ ฉินเทียนมันมิยากพบเจอ มันต้องการชีวิตเรียบง่ายและปลอดภัย หาแต้มบุญอย่างใจเย็นค่อยเป็นค่อยไปก็เท่านั้น
ไอ้วิธีคิดรีบเก่ง รีบหาศัตรูทะเลาะกับผู้คนไปทั่วทุกแดนฉินเทียนจะไม่ทำอย่างเด็ดขาด
ไม่ช้าเรื่องราวในอดีตขององค์หญิงอสูรเม่ยเม่ยก็ปรากฏแก่สายตาของฉินเทียน
เรื่องราวของนางราวกับถูกลิขิตมาเพื่อเป็นเหยื่อของผู้อื่นโดยแท้
ความโง่งมของนางหาใช่เรื่องเสแสร้ง หากแต่นางโง่งมมาตั้งแต่กำเนิดอย่างแท้จริง
นอกจากนั้นยังมินิสัยซุ่มซ่าม เงอะงะ ยิ่งฉินเทียนเห็นนางมันก็คล้ายจะถูกใจนางสตรีผู้นี้เป็นที่สุด เนี่ยแหละศิษย์ในฝันที่มันตามหา
เวลาภายในอดีตของนางค่อยๆ ก้าวผ่านไปอย่างช้าๆ ผ่านสายตาของฉินเทียนวันแล้ววันเล่า
ตั้งแต่เป็นองค์หญิงน้อยขี้แงวัยขวบเดือน
กลายเป็นองค์หญิงน้อยแสนซุ่มซ่ามวัย 3 ขวบปี
ความงดงามของนางค่อยๆ เฉิดฉายน่ารักน่ามอง ตามคุณลักษณะของเผ่าพันธุ์กระต่ายจันทรา เด็กน้อยบุรุษวัยเยาว์ต่างชมชอบนาง
อายุ 6 ขวบปีนางมีสหายสตรีของเผ่า เป็นหนึ่งสตรีงดงามมิต่างกัน นางคือเปาเปา
ฉินเทียนจดจ้องมองเปาเปา มันพบว่านางสตรีผู้นี้ประมาทมิได้เลย แม้จะเป็นเด็กน้อยเหมือนกันหากแต่ช่างฉลาดเกินวัย เรียนเขียนสิ่งใดล้วนยอดเยี่ยม วิชาอิทธิฤทธิ์ล้วนรู้แจ้งได้อย่างรวดเร็ว
ไม่ช้าเวลาค่อยๆ ล่วงผ่านอีกครั้งองค์หญิงเม่ยเม่ยอายุ 10 ขวบปี นางได้เดินย่างก้าวเข้าไปในเทวะสถานของเผ่า ณ ที่แห่งนั้นมีบิดาของนางยืนคอยอยู่ ก่อนในไม่ช้าบิดาของนางจะบอกเล่าเรื่องราวสำคัญของตระกูลนางออกมา มันคือคำสัญญาที่ส่งผ่านตระกูลนางมานับหมื่นๆ ปี
สัญญาที่ว่าจะซื่อสัตย์ต่อหนึ่งจอมราชันย์สวรรค์ผู้เป็นราชันย์อสูรในตำนาน
สิ่งนี้ได้สลักลึกเป็นคำมั่นสัญญาของตระกูลนาง
นอกจากนั้นในตระกูลนางยังมีผู้ทำนาย บอกว่าเม่ยเม่ยคือนางสตรีที่จะนำพาความยิ่งใหญ่และรุ่งเรือนกลับสู่เผ่าพันธุ์ และจะเป็นผู้นำพาตระกูลกลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง เผ่ากระต่ายจันทราอีกในไม่ช้าจะมีชาวสวรรค์มากมายเพราะนาง
และเพราะแบบนั้นนางจึงเป็นที่รักและความหวังของทุกคน
ในเทวะสถานแห่งนี้ฉินเทียนมองและสังเกตภาพโดยรอบอย่างละเอียด ตามผนังและกำแพงมีเรื่องราวมากมายสลักอยู่ ตัวฉินเทียนมันรู้สึกว่าอ่านมิออกเลยสักตัว หากแต่ไม่ช้าราวกับว่าศาลเทพสวรรค์รับรู้ ตัวเลือกภาษาอสูรก็ปรากฏตรงหน้าให้ใช้แต้มบุญซื้อเพื่อเรียนรู้
ฉินเทียนหมดแต้มบุญไปอีก 5,000
หากแต่ก็ช่างคุ้มค่า มันได้ศึกษาอารยธรรมของแดนอสูรผ่านเรื่องราวภาพวาดและอักษรสลักเหล่านั้น ตอนนี้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกอสูรของฉินเทียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ไม่ช้าเวลาก็ค่อยๆ ล่วงผ่านอีกครั้ง
ฉินเทียนมองเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นขององค์หญิงกระต่ายน้อยเม่ยเม่ย นางเชื่อเป็นจริงเป็นจังว่านางจะนำพาตระกูลสู่ความสำเร็จ นางจึงมุ่งมั่นขยันเล่าเรียนยิ่ง
หากแต่ความสามารถในการฝึกฝนของนางกลับช่างต่ำทราม
สติปัญญาก็ต่ำเกินทน
ภาพนางสตรีตัวน้อยล้มลุกคลุกคลาน พ่ายแพ้ให้กับหุ่นฝึกฝนระดับต่ำในวันแล้ววันเล่าล้วนอยู่ในสายตาของฉินเทียน
ทำให้ในไม่ช้าฉินเทียนก็ส่ายหน้าพร้อมคิดในใจ สตรีแบบนี้จะไปกอบกู้ตระกูลได้อย่างไร
หากแต่ถ้าบอกว่าเป็นศิษย์ศาลเทพสวรรค์ของข้าละก็ หุหุ นางช่างเหมาะนัก
ไม่ช้าฉินเทียนก็นัยน์ตาเป็นประกายมันค้นพบเพชรเม็ดงามที่ตามหาแล้ว
และในที่สุดหลังผ่านวันเวลาไปอย่างยาวนาน ภาพก็ตัดกลับมายังช่วงปัจจุบัน ฉินเทียนได้กลับสู่ห้วงเวลาปัจจุบันอีกครั้ง มันยิ้มอย่างพอใจในเม่ยเม่ยองค์หญิงอสูรผู้นี้นัก วันนี้มันต้องรับตัวนางมาเป็นศิษย์ให้ได้ คนโง่งมในหมู่อัจฉริยะเช่นนี้มิมีวันหาพบเจออีกแล้ว
หากแต่ตอนนี้มันยังไม่กล้าที่จะลงมือ
นั่นเพราะ
.
.
.
ที่ข้างกายของเม่ยเม่ยยังมีนางสตรีอีกผู้หนึ่ง ที่แม้จะดูคล้ายไม่มีอะไร เป็นสตรีง่ายๆ สบายๆ เช่นตัวมัน หากแต่ฉินเทียนไม่กล้าประมาณ มันคล้ายเห็นแววตัวละครลับที่ประมาทมิได้ในตัวนาง มันจำต้องใช้เนตรมองอดีตตรวจสอบนางอย่างละเอียด
และขณะที่มันกำลังท่องไปในอดีตของนาง
มันก็รอบร้องในใจเสียงดังพร้อมกำมือแน่น
"ไม่นะนี่นาง... บ้าเอ๊ยยยย!!!"