แสงแดดยามสายสาดส่องไปยังกลุ่มของดอกบัวหลวงและบัวสายที่กำลังบานรับแสงทิพย์อันมาจากธรรมชาติ บนยอดบัวเ่าั้บรรดาแมลงภู่และฝูงผึ้งทั้งหลายต่างกำลังดื่มด่ำกับการดูดดื่มเกสรกลิ่นของมันยั่วยวนเหล่ามนุษย์และแมลงให้ใหลหลง
มณฑิรานอนนิ่งบนเตียงปล่อยทุกส่วนของร่างกายให้ราบไปบนที่นอน มีเพียงเปลือกตาที่กลอกกลิ้งไปมาสักครู่ เมื่อคืนเธอฝันแปลก ฝันว่าได้เจอผู้คนแปลกหน้ามากมาย ทุกคนแปลกประหลาด พูดจาก็ประหลาด ยังดีที่ท้ายความฝันอินทิรามาเรียกตื่น ไม่อย่างนั้นแล้วเธอคงติดอยู่ในความฝันบ้า ๆ นั่นอีกนาน
“มาย พี่ขอนอนต่ออีกสักแป๊บนะ ยังง่วงอยู่เลย” เสียงงัวเงียเอ่ยออกมาหลังจากได้ยินเสียงเปิดประตูห้อง ก่อนจะพลิกตัวหันหลังให้กับคนที่คาดว่าเป็น้องสาว
“ฉันนึกว่าหล่อนจักหายวิปลาส หลังจมน้ำอีกคราเสียอีก”
คำว่า ‘วิปลาส’ มีอิทธิพลกับคนที่กำลังนอนสบายบนเตียงอย่างรุนแรง เธอรีบพลิกตัวขึ้นมานั่ง แต่ยังไม่ยอมลืมตาทั้งสองข้างและไม่ยอมหันหลังกลับไปมองทันที
“ไม่ ๆ ไม่จริง ฉันหูแว่ว ไอ้บ้านั่น ไม่มีอยู่จริง” คนพูดพยายามสูดหายใจลึก หวังให้อากาศบริสุทธิ์จะช่วยทำให้อาการเบลอ ๆ จากความฝันหายไปได้
“หล่อน...” เสียงเริ่มคุ้นหูดังขึ้นอีกครั้ง
“ไม่จริง ทำไมเสียงไอ้บ้านั่นยังดังอยู่เนี่ย” เธอรีบสวนขึ้นมาพลัน เพื่อกลบเสียงหลอนนั้น
คนอะไรน่ากลัว หลอนยิ่งกว่าเสียงิญญาตนนั้นอีก เธอไม่อยากจะเชื่อเลย
“หล่อนว่าใครรึ” น้ำเสียงห้วนขึ้นอย่างชัดเจน
“ก็ว่าไอ้บ้าหน้าขาวเผือกนั่นไง เฮ้ย!” พร้อมคำว่าเฮ้ย เธอลืมตาโพลง รีบหันหน้ากลับไปมอง
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาเป็บรรดาเหล่าเ้ากรรมนายเวรที่ต่างพากันจ้องมองมายังเธออย่างตั้งตาและตั้งใจรอฟังคำตอบ คนาุโสุดนั่งบนเก้าอี้ไม้ มีนุ่มกับเนียนนั่งบนพื้นขนาบเก้าอี้ฝั่งละคน หญิงอีกสองคนนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพื้นเช่นกันอยู่ใกล้บานประตู ส่วนคนที่เธอเกลียดที่สุด กำลังยืนจ้องมองมาที่เธอปานผู้คุมนักโทษ
มณฑิราไม่อาจจะสรรหาถ้อยคำใดหรือความรู้สึกใดมาบรรยายความรู้สึกในยามนี้ได้ ทุกคนอยู่กันครบองค์ประชุมแบบนี้ ก็ไม่อาจตีความเป็อย่างอื่นไปได้นอกเสียจากว่า เธอยังติดอยู่ใน่เวลาอดีต
“แม่มณฑา เหตุใดจึงกล่าววาจามิสมควรเช่นนั้นกับคุณพระเล่าลูก” คุณหญิงพิกุลที่เอ่ยขึ้นอย่างร้อนใจ
นี่เธอต้องยอมรับสภาพเป็แม่มณฑาอะไรนั่นจริง ๆ เหรอ โชคชะตากำลังเล่นตลกอะไรกับเธอกันแน่ จริงอยู่การตัดสินใจมาเมืองไทยก็ด้วยเหตุว่า้าตามหาแม่ และก็ได้แม่มาจริง ๆ แต่เป็แม่ของมณฑาไม่ใช่แม่ของเธอ ชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยคิดอยากร้องไห้ หากครั้งนี้อยากร้องใจแทบขาด แต่มันจุกจนเปล่งเสียงไม่ออก
“มิเป็ไรขอรับคุณน้า แม่มณฑาคงจักยังมิหายดี จากอาการ...ประหลาด ๆ กระผมมิอยากถือสา...” พระเหมจงใจเว้นจังหวะการพูด เน้นย้ำคำที่กระตุ้นอารมณ์ของอีกฝ่าย แต่กลับไร้ผล
“ขออยู่คนเดียว” มณฑิราพูดแทรกขึ้นมาโดยไม่ยอมสบตาใครทั้งนั้น เบือนหน้ากลับ นั่งหันห้องให้กับทุกคน ยามนี้เธอ้าเวลา...เพื่อทำใจ
แววตาของพระเหมสลดลงเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางที่สงบนิ่งของอีกฝ่าย แม้ที่ผ่านมากิริยาท่าทางเช่นนี้นับว่าเป็ปกติของมณฑา หากครั้งนี้เขากลับรู้สึกแปลกบางอย่างในใจที่ััได้กับความผิดปกติในท่าทางอันปกตินั้น
เสียงปิดประตูลงช่วยคลายความอึดอัดภายในห้องให้กับหญิงสาวได้เล็กน้อย ร่างบางลุกขึ้นเดินไปยืนตรงบานหน้าต่างไม้ที่มีดอกไม้หอมเรียงร้อยสวยงามแขวนเอาไว้ กลิ่นหอมของมันช่วยบรรเทาความตึงเครียดในหัวได้เป็อย่างดี นึกแล้วก็ยากจะปลงกับสภาพที่ตนพลัดหลงมาอยู่ ยิ่งวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ของคนเป็เ้านายกับคนรับใช้ก็ไม่ใช่เื่ปกติ หาได้เสมอภาคเฉกเช่นสมัยของปัจจุบันไม่ แล้วเธอจะหาทางออกอย่างไร ในเมื่อมองแล้วก็ไม่มีใครที่พอจะช่วยเหลือในการเอาชีวิตรอดจากที่นี่ได้เลย
ภาพของกลุ่มคนที่กำลังทำงานสวนอย่างขะมักเขม้นด้านล่าง แม้งานหนักแต่ก็ยังมีรอยยิ้มผุดบนใบหน้าทุกครั้งที่เงยหน้ามาสบกัน ชวนให้เธอสงสัยว่าพวกเขาทนอยู่กับสภาพทางสังคมที่มีการแบ่งชนชั้นได้อย่างไร หรือบางทีที่นี่อาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่เธอเข้าใจเสมอไป และไม่ว่าการมาที่นี่จะเป็เพราะิญญาตนนั้น หรือเพราะชายชราลึกลับนำมาก็ตาม นับว่าทั้งคู่ยังเมตตาเธออยู่มาก ด้วยอย่างน้อยแม่มณฑาที่เธอจำเป็ต้องสวมรอยอยู่ในตอนนี้ก็น่าจะมีสถานะทางสังคมที่ดีกว่าคนพวกนั้นอยู่ไม่มากก็น้อย วิเคราะห์ได้ดังนั้นก็เบาใจไปมากโข รอยยิ้มจาง ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังให้กับหน้าต่าง
“เฮ้!” เสียงอุทานตามแบบฉบับของชาวตะวันตกหลุดออกมาจากปากของมณฑิราอีกครั้ง พลางเอามือลูกอกเบา ๆ หวังคลายความใ
รอยยิ้มหวานแฝงไว้ด้วยความจริงใจเต็มใบหน้าแป้น ๆ ของนุ่ม ส่วนคู่หูอีกนางยังคงเอกลักษณ์กล้า ๆ กลัว ๆ เอาไว้ได้เป็อย่างดี
“ไม่ลุกไปไหนกันเลยเหรอ” หญิงสาวถามด้วยความอยากรู้ ด้วยไม่คิดว่าตลอดเวลาที่เธอนิ่งคิดอยู่ในใจนั้น ภายในห้องยังมีอีกสองสาวผู้จงรักภักดีต่อมณฑานั่งอยู่ด้วย
"บ่าวทั้งสองมีหน้าที่คอยรับใช้คุณมณฑาเ้าค่ะ” นุ่มตอบเสียงใสแจ๋ว
คนฟังใจฟูฟ่องขึ้นมาทีเดียวแม้จะรู้ความจริงดีว่าทั้งคู่หมายถึงมณฑาตัวจริง
“ฉันหิวข้าว” เธอเปลี่ยนเื่พูดเพราะท้องเริ่มร้องหาสารอาหาร กี่มื้อกันแล้วที่ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง
เอาวะ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ในเมื่อแก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วไม่ได้ ก็ต้องทำใจตั้งสติเพื่อแก้ไขในเื่ที่กำลังเกิดขึ้นดีกว่า
เนียนรับคำก่อนจะออกไปจากห้อง ส่วนนุ่มยังคอยเฝ้าเธอไม่ห่าง ใช้เวลาไม่นาน พวกบ่าวก็ช่วยกันยกสำรับอาหารเข้ามา มณฑิรามองถาดอาหารที่เต็มไปด้วยอาหารหลายอย่างด้วยความตื่นตา
“คุณหญิงพิกุลให้เตรียมข้าวต้มจืด ๆ ใส่แต่เกลือเล็กน้อย ปลาย่างตะไคร้ แกงเลียงผัก และก็หรุ่มไว้ให้คุณมณฑาเ้าค่ะ” ชื่ออาหารสามชนิดแรกเธอพอจะคุ้นอยู่บ้าง แต่อันท้ายสุดชื่อประหลาดหูนัก แต่หน้าตาไม่ประหลาดตามชื่อ
“หรุ่ม หน้าตาน่ารักเชียว” เธอยิ้มเหมือนเด็กพิจารณารูปร่างหน้าตาของหรุ่ม
เนียนใช้ศอกสะกิดนุ่มเบา ๆ เพื่อเตือนให้สังเกตคำพูดประหลาดของเ้านาย หากอีกฝ่ายเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะส่ายหัวหน้ามุ่ยหน้าเป็เชิงห้ามไม่ให้คู่หูคิดมาก
“เป็อาหารคาวฤาหวานก็ได้เ้าค่ะ ด้านในของไข่มีหมูกับกุ้งแม่น้ำ ของโปรดคุณมณฑาเลยนาเ้าคะ แต่ก่อนรับประทานจักต้องเอามือจุ่มน้ำดอกมะลิในขันนี้ก่อน พอรับประทานเสร็จก็ทำเช่นเดียวกันเ้าค่ะ” วิทยากรจำเป็ยิ้มภูมิใจกับการอธิบายของตนเอง
มณฑิราไม่รอช้าเพราะตอนนี้ต่อให้เอาเพียงข้าวต้มมาเธอก็ไม่เกี่ยง การรับประทานมื้อแรกหลังจากหลงยุคมามันจึงเป็มือที่สุดแสนอร่อย เชฟคนดังในลอนดอนยังสู้ไม่ได้ ใช้เวลาไม่นานอาหารทุกอย่างถูกจัดการจนเกลี้ยงจานชาม ไม่เหลือแม้กระทั่งผักผลไม้ที่ถูกนำมาแกะสลักประดับอาหารให้ดูสวยงาม
“ฉันถามอะไรหน่อยได้ไหม...คุณแม่ของฉันกับผู้ชายคนนั้นเป็แฟมมิลี่เดียวกันเหรอ” เธอเรียกแม่ได้อย่างสนิทปาก ประหลาดจริง คำถามที่้าคำตอบอย่างยิ่งออกมาจากปากหลังพุงแน่นตึงด้วยอาหารคาวหวาน
เมื่อเห็นสองสาวชะงักงันไป ไม่แน่ใจว่างงกับคำถามหรืองงกับคำพูดของเธอกันแน่ หญิงสาวจึงอธิบาย
“นุ่มกับเนียนก็รู้ว่าฉันไม่ค่อยสบาย ไม่รู้อะไรเกิดขึ้นกับฉันบ้าง บางทีฉันก็จำได้ บางทีก็นึกอะไรไม่ออก เลยต้องขอให้สองคนช่วยบอกช่วยเตือน” เธอใช้ลูกอ้อนเพื่อหวังผล อย่างน้อยคนที่นี่จะได้ไม่สงสัยมากนักกับพฤติกรรมแปลก ๆ ที่มาจากมนุษย์ในเวลาอีกร้อยหรือสองร้อยปีข้างหน้า
“คุณพระเหมราชอรรถคดีเ้าค่ะ” เนียนกล่าวขึ้นมาบ้าง หลังจากประโยคเมื่อสักครู่ของคนเป็นายจบลงช่วยให้คลายความกังวลใจลงไปได้พอสมควร ทำให้มณฑิรายิ้มออกมาได้บ้างเช่นกันที่เนียนเริ่มพยายามปรับตัวเข้ากับเธอ
“คุณพระเหมเป็หลานของเ้าพระยาอภัยราชมนตรีซึ่งก็คือเ้าคุณพ่อของคุณมณฑาเ้าค่ะ”
อีตานั่นเป็หลานของพ่อกำมะลอเธออย่างนั้นเหรอ นั่นก็เท่ากับว่าเป็ลูกพี่ลูกน้องของมณฑาตัวจริง
“ก็เป็ลูกพี่ลูกน้องกับฉันสินะ มิน่าถึงเรียกคุณยะ...” ไม่คิดเปล่า เธอยังดันพูดประโยคที่คิดออกมา จนเกือบหลุดปากเรียกคุณหญิง ดีที่เห็นสีหน้าประหลาดของสองบ่าวเสียก่อน “คุณแม่ว่า คุณน้า งั้นฉันก็สบายใจแล้วล่ะ แค่คนมาอาศัย รู้ไหม ฉันกลัวแทบตาย ว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็เ้าของบ้าน แหม ทำตัวใหญ่คับเรือนเชียว น่าหมั่นไส้...” เกือบจะหลุดปากนินทายาว หากไม่ได้ยินประโยคอันแสลงหูจากนุ่มดังขึ้นมา
“แต่เ้าคุณพ่อของคุณมณฑาก็รับคุณพระเหมมาอยู่ที่เรือนในฐานะลูก...” นุ่มอ้าปากค้าง ไม่อาจพูดต่อได้เพราะถูกแย่งคาปาก จึงหันหน้าไปมองเนียนหวังใช้ตัวช่วย เนียนเองก็แทบใบ้รับประทาน เมื่อฟังคนเป็นายพูดไม่หยุด
“ก็นั่นแหละ จะลูกอะไรก็ตามแต่ เขาก็เป็ได้แค่ลูกเลี้ยง ทำไมถึงทำตัวเชิด เย่อหยิ่ง จองหองใส่คนที่เป็ลูกสาวแท้ ๆ ได้ล่ะ ทำตัวอย่างกับเป็ลูกชายจริง ๆ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน อีกอย่างดูที่เขาทำสิ ขนาดคุณยะ...แม่ยังดูเกรงใจ มันสมควรที่ไหน คนแก่กว่าต้องมาขอโทษ “มณฑิราวิพากย์วิจารณ์ยาวยืด แอบสะใจลึก ๆ ที่คนไร้มารยาทอย่างไอ้บ้านั่นมีฐานะเป็รองเธอเห็น ๆ
นึกแล้วก็น่าแปลก โดยปกติวิสัยแล้ว เธอเป็คนมีเหตุมีผล ไร้อคติใด ๆ นิ่งและสุขุมในระดับสูง เนื่องจากอาชีพนักสืบต้องใช้สมาธิ สมอง รวมถึงใจที่นิ่งในการปิดคดี แต่ไยคุณสมบัติทั้งหมดถูกทำลายลงเพียงเพราะผู้ชายนิสัยแย่ ๆ คนนี้ โดยไร้เหตุไร้ผล ถึงกับอยากแช่งชักหักกระดูกกันเลยทีเดียว ผู้ชายคนนี้ทำให้จิตด้านมืดของเธอถูกสะกิด จนหลงลืมจิตแห่งเมตตาธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ที่เคยสะสมมานาน ที่สำนักงานนักสืบ ทุกคนจะรู้จักตัวตนของเธอดีว่าไม่เคยแสดงออกทางความรู้สึกหรือการกระทำแย่ ๆ กับใคร แม้แต่คนที่เคยมีปัญหากับเธอ เหตุเพราะ้าได้คดีดัง ๆ เพื่อปาดหน้า
“ถึงจักเป็ลูกเลี้ยงแต่ก็เป็ถึงสามีของคุณมณฑานาเ้าคะ” เนียนขยายประโยคของนุ่มที่ถูกตัดเสียดื้อ ๆ
“เหอะ ก็แค่สามีของคุณมณฑา ไม่ใช่สามีของฉันสักหน่อย ฉันจะไม่เกรงใจหรือกลัวคุณพระหา พระเหมอะไรนั่นอีกแล้ว...แต่เดี๋ยวนะ ประโยคล่าสุดของเนียนมันฟังดูพิลึกชอบกล” คนฟังเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดพลาดกับประโยคที่เพิ่งพูดไป
“มิเพียงแค่พิลึกนาเ้าคะ พิลึกพิลั่นสนั่นทุ่งกันเทียวเ้าค่ะ ที่คุณมณฑาลืมว่าคุณพระเหมเป็...” นุ่มตอบได้เพียงเท่านั้นก็อายจนม้วนตัวบิดไปมา
“เป็ผัวเ้าค่ะ”
ดั่งสายฟ้าฟาดลงใจกลางกระหม่อม ทะลุถึงทรวงอก ใจหนอใจ ต่อแต่นี้หาได้สงบอย่างเคยโล่งใจไม่ เมื่อคนไร้มารยาทคนนั้นเป็ถึงสามี เนียนก็ช่างสรรหาคำฮาร์ดคอร์เหลือเกินมาบอกกับเธอ โหดร้าย...
“แล้วตอนนอนล่ะ” คำตอบต่อไปนี้เป็สิ่งแรกที่เธออยากรู้หลังจากพอจะทราบชะตากรรมดี แต่ดันเป็สิ่งที่คนตอบอึกอักนานที่สุด “ว่ายังไงล่ะ รีบ ๆ ตอบ ก่อนจะเป็ลม” เธอหมายถึงอย่างนั้นจริง ๆ วินาทีที่รู้ อาการหายใจติด ๆ ขัด ๆ วูบ ๆ วาบ ๆ หนาว ๆ ร้อน ๆ มาพร้อมกันหมด
“คุณพระเหมกับคุณมณฑามิได้เกี่ยวข้องกันมานานแล้วเ้าค่ะ” หน่วยกล้าตายอย่างเนียนอีกเช่นเคยทำหน้าที่ตอบ
จากที่ใจหล่นวูบก็ถูกดึงขึ้นมาให้พองโตอีกครั้ง เมื่อเริ่มมีความหวังว่ารอดแล้ว
“แปลว่า คุณพระเหมมีเมียใหม่เหรอ แล้วทำไมถึงเรียกคุณพระ เขาเคยบวชมาก่อนเหรอ” ประโยคแรกตั้งใจถามเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ ประโยคหลังถามเพราะสงสัยมาหลายวัน
“มิได้มีเมียใหม่ดอกเ้าค่ะ แต่เป็...เอ่อ...ที่มีชายอื่น” นุ่มใช้สายตาแทนคำตอบ หญิงสาวไม่ได้โวยวายอาจเพราะมันไม่ใช่ชีวิตจริงของตัวปลอมอย่างเธอ อีกอย่างพอจะเข้าใจในตัวจริงว่าเหตุใดจึงทำแบบนั้น แม้เป็สิ่งที่ผิดศีลธรรมรุนแรง แต่ก็เลือกทำ คงทนให้สามีทำร้ายร่างกาย พูดจาหยาบคาย ก้าวร้าวชวนทะเลาะตลอดเวลาไม่ไหว
“แต่แท้จริงแล้วมันเป็เพียงการใส่ความนาเ้าคะ บ่าวทั้งสองเชื่อว่าคุณมณฑามิทำความเลวเช่นนั้นดอกเ้าค่ะ”
เธอมองสองบ่าวด้วยความรู้สึกชื่นใจแทนมณฑา พลางรำพึงในใจ
บนความโชคร้ายของเธอก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้างนะมณฑา
หญิงร่างท้วมผิวสีแทนเพราะกลำแดดถูกลากถูลู่ถูกังไปยังลานหญ้าหลังเรือนใหญ่ ที่นั่นมีพระเหมราชอรรถคดียืนตระหง่านอยู่อย่างผู้มีอำนาจและเด็ดขาดในเรือน มีคุณหญิงพิกุลยืนข้าง ๆ รอบข้างรายล้อมไปด้วยบรรดาบ่าวซึ่งล้วนแล้วแต่เป็ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ มีเพียงบ่าวหญิงไม่กี่คนที่ติดตามคุณหญิงมาจากบนเรือน บนพื้นหญ้ามีร่างของหญิงที่เพิ่งถูกลากมานั่งหมอบคลานตัวสั่นเทา มีบ่าวชายคู่และหญิงอีกหนึ่ง นั่งไม่ห่างไปจากกันมาก
“คุณพระเ้าขา บ่าวมิได้ขโมยสร้อยทองของคุณหญิงท่านนาเ้าคะ” คำพูดปนเสียงสะอื้นดังขึ้น
“หากมิใช่เอ็ง อีแพง แล้วจักเป็ผู้ใดได้วะ ในเมื่อไอ้เพิ่มมันพาพวกข้าไปเห็นแก่ตาเช่นนี้” กล้าซึ่งเป็หนึ่งในบ่าวตั้งคำถาม ในขณะที่คนมีอำนาจและคนเป็เ้าของสร้อยยังนิ่งเงียบ แม้คุณหญิงพิกุลจะมีสีหน้าไม่ใคร่ดีนัก
“บ่าวถูกใส่ความเ้าค่ะ นังอึ่งบอกว่าคุณหญิงใช้ให้ไปเก็บผักบุ้งที่ป่ากล้วยแต่เช้ามืด บ่าวจึงไปที่นั่น” แพงสะอื้นครางพลางแก้ความให้ตัวเอง
“อย่ามาโยนความผิดบาปให้ข้า อีแพง เมื่อคืนข้าสะดุ้งตื่นกลางดึกมิเห็นเอ็งนอนอยู่ข้าง ๆ เอ็งจะแก้ตัวว่าเยี่ยงไร” น้ำเสียงโกรธเคืองเต็มประดาดังสะท้านสวนขึ้นมา
“คุณพระขอรับ กระผมขอยืนหยัดในความจริงว่ากระผมเห็นอีแพงไปตรงป่ากล้วยเมื่อคืนค่ำจริง ๆ ขอรับ แลเมื่อเช้ามืดเห็นอีกครา กระผมจึงบอกให้ไอ้กล้ากับพวกบ่าวคนอื่น ๆ ตามมันไป แล้วก็พบมันกำลังขุดเอาสร้อยทองขึ้นมา” เพิ่มยกมือไหว้ยืนยันกับสิ่งที่ตนเองเห็น
อีแพงผู้ตกเป็ผู้ต้องสงสัยในการขโมยสร้อยทองของคุณหญิงพิกุลจวนเจียนจะเป็ลมอยู่หลายครา เพราะทราบดีว่าเรือนนี้เป็ของพระอัยการที่ยึดมั่นรักษาความเที่ยงธรรมยิ่งกว่าสิ่งใด และที่สำคัญของกลางอยู่ครามือตนจนยากจะปฏิเสธ
“ในเมื่อไอ้เพิ่มและนังอึ่งเป็พยานยืนยันว่าได้เห็นเอ็งกระทำการผิดจริง รวมถึงพวกไอ้กล้าที่ตามไปพบก็เป็พยานได้ว่าสร้อยทองของคุณหญิงอยู่กับเอ็ง แลโทษของเอ็งสำหรับเรือนนี้คือ ไอ้กล้าจักทวนหลังเอ็งด้วยไม้หวายสามสิบยก ก่อนจักส่งตัวไปให้พระนครบาลชำระความ” สิ้นคำสั่งของนายหัวของเรือน นางแพงแทบไร้สติ ร้องไห้คร่ำครวญราวกับคนเสียสติ
“คุณพระขอรับ ได้โปรดเมตตานังแพงเถิดขอรับ มันมิเคยมีความละโมบเช่นนั้น” บ่าวชายอีกคนที่นั่งนิ่งมานานเอ่ยขอ สายตาเป็ทุกข์ไม่แพ้ผู้ตกเป็จำเลย
“เงียบปากไปเถิดไอ้แสง ถึงเยี่ยงไร นังแพงมันก็ทำผิดไปเสียแล้ว” กล้าปรามด้วยความเห็นใจ เพราะพอจะรู้เื่ความรักของคนทั้งคู่อยู่บ้าง
เสียงหวายทวนหลังนางแพงดังแต่ละครั้งทำให้ผู้ได้ยินถึงกับเสียวสันหลังไปด้วย แม้ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสได้ลิ้มรสความทรมานนั้น แต่ต่างก็รู้ดีว่าผู้ที่โดนผิวของมันบาดหลังเพราะแรงหวดนั้นเ็ปเพียงใด
“นุ่ม นั่นเสียงอะไร” มณฑิราเอ่ยถามด้วยความสงสัย เมื่อเสียงฟาดไม้ไปบนอะไรสักอย่างดังต่อเนื่องไม่หยุด ั้แ่เธอเดินลงมาจากเรือนใหญ่เป็ครั้งแรกหลังจากนอนทำใจกับการติดอยู่ที่นี่มาเกือบทั้งคืน
“เสียงไม้หวายทวนหลังเ้าค่ะ” นุ่มตอบไป ทำหน้าเสียวไป เมื่อหันไปมองเนียนก็ทำหน้าไม่ต่างกัน
“ไม้หวายทวนหลัง ทวนหลังใคร หรือว่ากำลังมีใครโดนทารุณ” ภาพในนิมิตตอนนั้นผุดขึ้นมาในความทรงจำ ผู้ชายคนนั้นต้องเฆี่ยนตีใครอีกแน่ ๆ เธอไม่อาจหยุดรอได้แม้เสี้ยววินาที ไม่เช่นนั้น อาจมีคนเสียชีวิต ร่างระหงเดินลิ่วไปทางต้นตอของเสียงโดยไม่สนใจจะบอกกล่าวอื่นใดแก่บ่าวทั้งสอง
“คุณมณฑาเ้าคะ อย่าไปเ้าค่ะ ตายแล้ว” เสียงสองบ่าวะโห้ามไล่หลังมาติด ๆ แต่หญิงสาวมุ่งมั่นจะช่วยหยุดความป่าเถื่อนของชายคนนั้นเกินกว่าจะรั้งรอได้
เมื่อมาถึงยังลานเกิดเหตุ ภาพของหญิงท้วมคนหนึ่งกำลังถูกเฆี่ยนตีอย่างทารุณดังคาด จนทำให้เืท่วมไปทั้งแผ่นหลัง ส่วนร่างกายนั้นโซซัดโซเซแทบไม่รู้สติ
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ พวกคุณทำอะไร ป่าเถื่อนสิ้นดี ฉันจะแจ้งความมาจับทุกคนที่เกี่ยวข้อง” เธอโกรธจนแผดเสียงลั่น เกินกว่าจะระลึกได้ว่าที่นี่ไม่ใช่ยุคของตน เพราะภาพที่เห็นตรงหน้ามันคือการทารุณเพื่อนมนุษย์ดี ๆ นี่เอง
ร่างสูงใหญ่หันหน้ามามองร่างระหงที่ยามนี้กำลังยืนหน้าดำหน้าแดงแฝงไว้ซึ่งโทสะอย่างประหลาดใจในท่าทางและคำพูดคำจา
“หล่อนวิปลาสอีกแล้วรึ ไยจึงมาแผดเสียงลั่นบ้านลั่นเรือนเยี่ยงนี้” ว่าให้อีกฝ่าย ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ทำเช่นกัน
“แม่มณฑาอย่าไปก้าวก่ายงานคุณพระเลยลูก” คนเป็แม่รีบเดินตรงไปจับมือบุตรีเอาไว้หวังให้คลายความโกรธลง แต่หาได้ผลไม่ ยิ่งเติมเชื้อไฟโทสะให้รุนแรงกว่าเดิม
มณฑิรามองหน้าคุณหญิงพิกุลที คุณพระเหมที
นี่มันอะไรกัน คนพวกนี้ จิตใจวิปริตสิ้นดี!
“โอ้ มายกู้ดเนส ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนพวกนี้เห็นเื่ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็สิ่งปกติ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่มีความผิดนี่นะ” เธอว่าอังกฤษพลางไทยพลางอย่างไม่แคร์หน้าพระหน้าพรมที่ไหนจะสงสัยกับวาจาประหลาด
นุ่มกับเนียนกำลังยืนมองผลงานของผู้เป็นายอย่างกล้า ๆ เกรง ๆ และเป็เนียนที่พูดออกมา “อย่าว่าแต่หวายทวนหลังเลยอีนุ่ม ดีมิดีเอ็งกะข้าอาจโดนทวนไปทั้งตัวก็ครานี้”
“หล่อนรู้เยี่ยงไร ว่านังแพงมันมิได้กระทำผิด”
“แล้วพระอย่างคุณล่ะ รู้ได้เยี่ยงไร ว่าเขาทำผิด ห๊ะ” เธอจงใจใช้ภาษายอกย้อนเขา และไม่เพียงแต่ภาษา เธอยังใช้กริยาท้าทายความอดทนเขาสุดฤทธิ์
“ฉันมีพยานบ่งชี้ว่านังแพงเป็คนขโมยสร้อยทองของคุณหญิงไป” พระอัยการกล่าวเสียงเข้ม
“แค่พยาน ใครก็พูดได้ คุณมีหลักฐานไหมล่ะ เช่น รอยนิ้วมือบนสร้อยทอง หรือว่าวัตถุพยานที่สามารถบ่งชี้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็คนผิดตัวจริง”
คำถามที่ควรมีแต่แรก หากดันมาผิดเวลาทำเอาพระอัยการอย่างพระเหมต้องะเืเล็กน้อย แม้จะรู้ดีว่าน้ำหนักของพยานบุคคลไม่ได้มากพอ แต่ความนี้ไม่ได้ซับซ้อนมากมายอย่างที่มณฑาพูด เขาจึงตัดสินเบื้องต้นก่อนจะส่งตัวนางแพงไปให้พระนครบาลจัดการต่อ
“หล่อนพูดกระไร รอยนิ้วมือบนสร้อยงั้นรึ จะหามันได้เยี่ยงไรเล่า ประหลาดแท้” ชายหนุ่มเริ่มขันกับวาจาวิปลาสเ่าั้ “หากหล่อนจักหาสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดได้ก่อนเพลาเพลมะรืนนี้ ฉันจักยอมรับว่า สิ่งที่หล่อนกล่าวมาทั้งหมดนั้นถูกต้อง แลจักไม่ส่งนังแพงไปชำระความที่พระนครบาล” น้ำเสียงฟังดูคลายความเข้มลงเพราะรู้ดีว่าสิ่งที่ตนกล่าวนั้น มณฑาไม่มีทางหามาได้
“ได้ ฉันจะทำให้คุณรู้ว่า การตัดสินลงโทษผู้อื่น ทั้ง ๆ ที่คุณยังหาความจริงไม่ครบ มันคือความผิดอย่างมหันต์” สายตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวจ้องไปที่สายตาคมลึกของคนที่ตัวใหญ่กว่า และเป็คนตัวใหญ่กว่าที่ต้องหลบด้วยรู้สึกวูบไหวประหลาดอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแม้กับตัวมณฑาคนนี้ใน่เวลาก่อนหน้า
“แลหากหล่อนทำมิสำเร็จดังปากว่า หล่อนจักต้องมารับไม้หวายทวนหลังแทนนังแพง” กล่าวจบก็เดินฉับออกไป ไม่เหลียวหลัง ทิ้งให้ทุกคนยืนงงในดงบ่าวไพร่ว่า เหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่กี่อึดใจนั้น มันคืออะไร ภาษาพูดที่ว่าประหลาดพอแล้ว ภาษากายยิ่งพิสดารกว่า มณฑาที่แสนเรียบร้อยอ่อนหวาน กริยามารยาทดีงามหายไปไหนหมดสิ้น
คุณหญิงพิกุลยกมือเชิงไล่ให้พวกบ่าวทั้งหลายแยกย้ายกันไปทำงาน เพื่อไม่อยากให้พวกมันสงสัยไปมากกว่านี้ แสงช่วยพยุงร่างของแพงขึ้นมา สายตาซึ้งใจของทั้งคู่มองไปยังผู้ซึ่งเพิ่งช่วยชีวิตของแพงไว้ ก่อนจะมีเพื่อนบ่าวบางคนมาช่วยพาคนเจ็บไปพัก
“รู้รึไม่ ว่าตนทำกระไรลงไป” ครั้งนี้น้ำเสียงของคุณหญิงพิกุลดูเข้มขรึมลงอย่างชัดเจน
“ทราบ...รู้ดีเ้าค่ะ แต่มันจำเป็ที่ต้องทำเพื่อความจริงและความถูกต้องเ้าค่ะ” เธออารมณ์เย็นลงเช่นกัน จึงพยายามพูดจาให้เข้ากับคนในยุคนี้ แม้เมื่อสักครู่เธอเพิ่งโยนะเิลูกเบ้อเริ่มเทิ่มไปกลางลาน นึกแล้วก็ขัน ป่านนี้คนพวกนั้นคงจะงงจนลืมกินข้าวกินปลาไปเลยกระมัง
“แม่มิรู้จักห้ามเ้าได้เยี่ยงไรแล้ว ลูกเอ้ย” คุณหญิงพูดจบก็เดินจากไปพร้อมกับบ่าวรับใช้
“ไอ้ก่อนเพลาเพลมะรืนของพระเหมอะไรนั่น มันคือเมื่อไหร่เหรอ” เธอถามพาซื่อ ตอนแรกรับปากไปก่อนแต่ดันไม่ถามวันเวลาให้แน่นอน
“มันคือมะรืนนี้ ก่อนเสียงตีกลองเพลที่วัดจักดังเ้าค่ะ” นุ่มอธิบายไปกลืนน้ำลายลงคอไปอย่างยากเย็น ด้วยรู้ว่าหนทางในการเดิมพันครั้งนี้ ยากที่นายของตนจะเป็ผู้ชนะ
“อะไรกัน แบบนี้มันขี้โกงกันนี่ ให้เวลามาแค่สี่สิบแปดชั่วโมง ใครมันจะหาหลักฐานทั้งหมดเจอล่ะ ไอ้บ้านั่นต้องแกล้งฉันแน่ ๆ ” พูดเสร็จก็นึกโมโหตัวเองที่ขาดสติอีกครั้งและแทบนับไม่ไหวว่าเป็ครั้งที่เท่าไหร่ที่คน ๆ นี้มีอิทธิพลต่ออารมณ์ของเธอ
“คุณมณฑาจักไปที่ใดเ้าคะ” เสียงเนียนและนุ่มไล่ตามหลังผู้เป็นายที่กำลังเดินฟาดงวงฟาดงาหน้ามุ่ย บ่นอุบอิบไปทางสวนผัก และหารู้ไม่ว่า ทุกอย่างอยู่ในสายตาของพระเหมราชอรรถคดีที่ยามนี้มีบางอย่างเกิดขึ้นกับความรู้สึกภายในใจจนไม่อาจเค้นหาคำอธิบายเ่าั้ออกมาได้