“เ้ามาทำอะไรที่เมืองนี้”หนึ่งในลูกน้องคนสนิทของเจงกีสถามนิ่ม ๆ ในมือของเขามีภาพวาดของผู้ต้องหาในคดีต่างๆ ปึกใหญ่
การ์ทานมองคนที่หน้าตาไม่เหมือนคนแคว้นเซี่ยด้วยแววตาสับสนถึงเขาจะไม่ได้ข้ามไปฝั่งที่มีหิมะตกเพราะมีูเาลูกใหญ่ขวางอยู่นักทว่าฮ่องเต้หนุ่มแห่งซยงหนูก็รู้ดีว่าพวกที่อยู่อีกฟากเขาหน้าตาเช่นไร...
หน้าตาเช่นไรน่ะเหรอ...ก็หน้าตาแบบเ้าคนที่กำลังถามเขาแต่ทำราวกับว่าตนเองเป็คนแคว้นเซี่ยเช่นนั้น...
“พวกเ้า...”การ์ทานไม่ยอมตอบ ได้แต่พูดแค่นั้น เขาตั้งใจจะเข้าเมืองสุยโจวสร้างตัวตนเหมือนพ่อค้าหรือนักท่องเที่ยวทั่วไปจากนั้นก็ใช้เวลาสืบหาแหล่งผลิตของแปลก ๆ ที่เขาเคยเห็นว่าขายในตลาดแถบชายแดน
เมื่อหาแหล่งผลิตแล้วก็อาจจะแฝงตัวเฝ้าดูอีกสักหน่อยแล้วค่อยลงมือปล้น...ปล้นเสร็จก็เผ่นกลับแคว้นใช้สิ่งที่ปล้นมาทำการค้าเก็บเงินมากมาย สร้างนครซยงหนูการ์ทานคิดถึงความฝันอันยิ่งใหญ่แต่การเงินอยู่ก้นหีบของตนก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“ว่าไงตกลงมาทำอะไร”
เจอถามจี้อีกครั้งทั้งยังทำน้ำเสียงไม่ดีใส่เช่นนี้ ในฐานะที่เป็หัวหน้าใหญ่ของพวกซยงหนูก็รู้สึกราวกับว่าโดนเหยียบเท้าแล้วกระทืบซ้ำอยู่หลายครั้ง ไม่เพียงแต่เจ็บนิ้วเท้าไปหมด แต่ว่าหัวใจของเขาก็ยังร้าวระบมไปด้วยด้วยรู้ดีว่าตอนนี้ไม่สามารถที่จะชี้นิ้วสั่งให้ใครหลับขอเ้าคนโอหังตรงนอกไปตัดหัวได้
การ์ทานกัดฟันกรอดพยายามสบตากับที่ปรึกษาคนสนิทที่กำลังส่งสัญญาณให้เขาใจเย็นๆ อย่าทำให้เสียเื่อย่าทำให้เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ต้องพลาดไป เพราะการเก็บอารมณ์เล็กๆน้อยๆไม่ได้ของเขา ฮ่องเต้ของซยงหนูได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนและจดจำเอาไว้ว่าใครหน้าไหน ที่ทำตัวโอหังใส่เขาบ้าง
“พวกข้าเป็พ่อค้าที่มาจากข้างนอกด่านทะเลทรายมีใบผ่านแดนอย่างถูกกฎหมายสามารถอยู่ในแคว้นเซี่ยและแลกเปลี่ยนสินค้าได้โดยใช้เวลาครึ่งปี”
ว่าแล้วคนของการ์ทานก็ควักเอาใบผ่านทางขึ้นมาแสดง ในใบผ่านทางระบุว่าสามารถใช้ใบผ่านทางใบนี้รับรองคนจำนวนทั้งสิ้นสิบคนที่มากันเป็หมู่คณะ เพื่อเข้ามาค้าขายในแคว้นเซี่ยในใบผ่านทางยังมีข้อกำหนดยิบย่อยอย่างอื่นอีก เช่นใบผ่านทางรับรองคนเดินทางมาสิบคน ตอนกลับออกจากแคว้นเซี่ยก็ต้องมีสิบคนห้ามขาดไปแม้แต่คนเดียว หากขาดใครไปก็ต้องมีหลักฐานยืนยันว่าคนผู้นั้นไปไหนโดยส่วนใหญ่มีเหตุผลเดียวที่ทางการแคว้นเซี่ยจะยอมรับเป็เหตุผลในกรณีคนที่เข้าเมืองนั้นสูญหายไป นั่นก็คือคนผู้นั้น “ตาย”ไปแล้ว
พอพวกของซยงหนูยื่นใบผ่านทางเป็หลักฐานให้ ลูกน้องของเจงกิสก็ทำหน้าปั้นยากแปลว่าเขาเป็พวกนอกด่านเป็ชาวตาตาร์ที่พูดภาษาแคว้นเซี่ยได้คล่องแคล่วก็นับว่าดีแล้วพวกเขาไปเข้าเรียนในห้องเรียนเคลื่อนที่ ที่สำนักศึกษาตงหลินจัดเอาไว้เพื่อให้ประชาชนที่มีใจใฝ่รู้ เข้ามาเรียนโดยไม่เสียเงินจุดมุ่งหมายก็เพื่อให้ประชาชนในแคว้น เสียอย่างน้อยๆก็ในเมืองสุยโจวแห่งนี้อ่านออกเขียนได้
พวกของเจงกีสไม่ได้ี้เีแต่อย่างใดที่พวกเขาพูดภาษาเซี่ยชัดเจนขึ้นก็เพราะไปเข้าเรียน ในห้องเรียนเคลื่อนที่แต่การจะให้อ่านออกเขียนได้เลยนั้นยังเร็วเกินไป เวลาใครยื่นใบผ่านให้แบบนี้ก็ต้องกักตัวเ้าของใบผ่านทางเอาไว้ก่อน เพื่อรอให้พวกเขาเอาเอกสารใบผ่านทางไปให้ใครสักคนอ่านให้ฟังโดยมาก “ใครสักคน” ที่ว่านั้น ก็เป็เหล่าคณาจารย์ของ สำนักศึกษาตงหลินหรือบัณฑิตของสำนักศึกษาสักคนที่เดินผ่านไปผ่านมาแล้วกำลังทำหน้าที่ในงานพิเศษที่พวกเขารับทำ (เช่นรับจ้างอธิบายหนังสือให้ชาวบ้านแตกฉานมากขึ้น เป็ต้น)
ที่ต้องเลือกให้คนซึ่งอยู่ในสำนักศึกษาเป็ผู้อ่านข้อความในใบผ่านทางให้เพราะจะระบุได้ง่ายดายว่าใครเป็คนอ่านใบผ่านทางนั้นให้ เพื่อป้องกันความผิดพลาดอีกทั้งการให้บัณฑิต และแล้วคณาจารย์ของสำนักศึกษา อ่านข้อความให้ก็นับว่าน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง
“ชิยุ่งยากเสียจริง พวกเ้ารอตรงนี้ก่อน” คนของเจงกีส คว้าไว้ผ่านทางมาถือเอาไว้แล้วดันให้คณะของฮ่องเต้แคว้นซยงหนู ไปอยู่ในกระโจมกักกันคนที่ต้องสงสัยและมีเหตุจะต้องสอบสวนก่อนที่จะปล่อยเข้าเมืองสุยโจว
แน่นอนว่าพวกซยงหนูไม่พอใจแต่ไม่พอใจแล้วจะทำยังไงได้ล่ะ พวกเขาเดินทางมาไกลนับพันหลี่จะให้เสียเที่ยวไม่ได้ทีเดียว ตอนนี้ก็ได้แต่ถอย ออกไปแล้วยอมทำตามพวกตาตาร์ที่ไม่รู้ว่า มาเป็สุนัขรับใช้แคว้นเซี่ยั้แ่เมื่อไหร่
ด้านคนของเจงกีสไม่ต้องเดินหาบัณฑิตหรืออาจารย์ของ สำนักศึกษาให้วุ่นวายเพราะพอพวกเขาหันกลับไปอีกทางหนึ่ง ก็พบกับขบวนรถม้าของ ท่านหญิงรองที่จะเดินทางกลับเข้าเมืองสุยโจวพอดี ในขบวนยังมีคุณชายใหญ่สกุลลู่ด้วยดังนั้นพวกเขาจึงทำเพียงแค่ยืนนิ่งๆรอให้รถมา เข้ามาใกล้ แล้วก็เดิน ไปแสดงตัวอย่างกล้าหาญต่อหน้าท่านหญิงรอง ซึ่งเป็ผู้อุปถัมภ์อาหารรายใหญ่แก่กลุ่มของพวกเขา
อันที่จริงพวกเขาติดตามเจงกีสเพียงเพราะว่าเป็สหายกันมาั้แ่เด็กหลังแจงกรีซก็มักจะได้ ว่าจ้างในงานที่มีมูลค่าสูง ตัวเขาเองก็มีวรยุทธ์ที่สูงส่งพวกที่มีวรยุทธปานกลางอย่างพวกเขาและไม่มีช่องทางทำมาหากินมากนักย่อมต้องติดตามคนอย่างเจงกีสและอยู่กันมานานหลายปีดีดักจนกระทั้งนับถือกันเป็พี่น้องพวกเขาไม่ขัดข้องที่จะให้เจงกีสเป็หัวหน้า
แต่พูดกันตามตรงแล้วพวกเขาก็ไม่คิดว่าการตัดสินใจทุกครั้งของเจงกีสจะเป็สิ่งที่ถูกต้อง และ หนึ่ง ในการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างหาได้ยากยิ่งคงแจงเกดก็คือ การอยู่ที่สุยโจวและรับบัตรกินตลอดปี ข้าวไข่คนไม่ต้องจ่ายเงินเกือบตลอดชาติจากท่านหญิงรอง
“มีอะไรเหรอ”ลู่จางเหว่ยที่่หลังของการเดินทางทนสองพี่น้องที่นอนท่าปลาดาวแล้วเหนื่อยไม่ไหว กรนเสียงสนั่นรถม้าเป็คนถาม
ลูกน้องเจงกีสเล่าเื่ราวทั้งหมด“ข้ากำลังจะไปให้คนอ่านใบผ่านทางให้แต่เห็นว่าพวกท่านมาพอดีก็เลยรอขอความช่วยเหลือ”
ลู่จางเหว่ยพยักหน้าตั้งใจจะยื่นมือออกไปคว้าเอาใบผ่านทางมาดูและจะอธิบายให้พวกคนต่างถิ่นพวกนี้รู้เื่รู้ราวด้วย แต่ในทันใดนั้นเอง
ฟรึ่บ!!
ทันใดนั้นเองผ้าแพรผืนงามที่ติดอยู่บนชายคารถม้าก็ถูกคนตัวเล็กเปิดออกมาในจังหวะที่ไม่มีใครได้ตั้งตัว ซานซานน้อยก็ใช้วิชาตัวเบาะโม้วนหน้าไปคว้าเอาใบผ่านทางมาไว้กับตัวจากนั้นพอได้แล้วก็เก็บใส่แขนเสื้อแล้วะโม้วนตัวไปด้านหน้าหยุดอยู่ที่ข้างรถม้า ในระหว่างนั้นเ้ากุ๊กก็กระพือปีกมาเกาะที่ด้านหลังเล็ก ๆของซานซาน
ลู่จางเหว่ย: …
ลิ่วล้อของเจงกีส “โอ้...” /ปรบมือเปาะแปะให้กับความเก่งกาจของนางหนูซานซาน
ทันใดนั้นเสี่ยวฮวาฮวาก็ปรากฎตัวนางเดินออกมาจากด้านในรถม้า อยู่ตรงที่พักเท้าด้วยท่าทางสุขุมทั้งยังเอามือไพล่หลังราวกับเป็ผู้ยิ่งใหญ่อยู่เหนือฟ้าดิน
“เชิญเ้าค่ะท่านพี่” ซานซานผู้ภักดียกเอากระดาษใบผ่านทางให้กับเหมยฮวา
เหมยฮวามองไปยังนางหนูห้าขวบอย่างพออกพอใจ“ขอบใจเ้ามาก” นางรับเอาใบผ่านทางขึ้นมาอ่านอย่างสุขุม จากนั้นก็หรี่ตา...
“นี่มัน...”นางเอ่ย ท่าทางเคลือบแคลงใจอย่างมาก
ลิ่วล้อเจงกีสเห็นท่าทางท่านหญิงรองเช่นนั้นก็คิดว่าใบผ่านทางมีปัญหาอย่างแน่นอน ต่างเปลี่ยนสีหน้าจากชาวตาต้าร์แสนเกียจคร้านเป็ชาวตาต้าร์ตื่นเต็มตา ควักดาบออกจากฝักกันเป็แถวก่อเกิดภาพอลังการงานสร้างชาวบ้านที่รอเข้าเมืองต่างถอยกรูดไปรอห่างหลายจั้ง...
“มีเื่ใด”ลู่จางเหว่ยรีบบังคับม้าเข้าไปใกล้สอบถามนาง