บทที่ 9: ทำงานในสำนักพิมพ์
“ตอนนี้ยังไม่มีปัญหาอะไรค่ะ ถ้ามีอะไรสงสัยในอนาคตจะขอคำแนะนำจากคุณอีกครั้งนะคะ”
“ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้น” โจวอิ๋งยิ้มเบาๆ “หิวหรือเปล่าคะ? ลงไปหาอะไรกินกันไหม?”
“ไม่เป็ไรค่ะ ตอนขึ้นมาฉันกินอะไรรองท้องมาบ้างแล้ว ขอบคุณนะคะ”
ตอนที่เซียวเป่ยมา เธอแค่กินข้าวรองท้องที่บ้านมาแล้ว และเธอก็ไม่อยากติดหนี้บุญคุณใครมากนัก ก่อนที่จะได้เริ่มทำงานในสำนักพิมพ์ เพราะถ้าทำเช่นนั้น เธอคงไม่รู้ว่าจะชดใช้บุญคุณที่ไม่รู้ที่มานั้นได้อย่างไรในอนาคต
โจวอิ๋งเดินมาส่งเธอถึงลิฟต์อย่างสุภาพ จากนั้นก็กลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง
เมื่อเซียวเป่ยลงมาถึงชั้นหนึ่ง เธอก็เจอกับหลินจื่อฟานที่กำลังรอลิฟต์อยู่พอดี แน่นอนว่าเธอกล่าวทักทายอย่างกระตือรือร้น เพราะครั้งก่อนเขาเคยเลี้ยงข้าวเธอ "ไง บังเอิญจังเลยนะ"
หลินจื่อฟานก็ดูตื่นเต้นไม่แพ้กัน เหมือนเจอเพื่อนที่ไม่ได้พบกันมานาน "ใช่ บังเอิญจังเลย วันนี้อย่าบอกนะว่าเ้านายเรียกเธอมาคุยอีกแล้ว?"
"ฮ่าๆ จะไปคุยอะไรเยอะแยะขนาดนั้น" เซียวเป่ยใช้กำปั้นเล็กๆ ทุบเบาๆ ที่ไหล่ของหลินจื่อฟาน "ฉันมาเพื่อสัมภาษณ์งานน่ะ พรุ่งนี้ฉันจะเริ่มทำงานที่แผนกบรรณาธิการแล้ว"
"จริงเหรอ? เยี่ยมไปเลย อย่างนี้เราก็จะได้เจอกันทุกวันแล้วสิ"
เซียวเป่ยมองหลินจื่อฟานที่ะโโลดเต้นต่อหน้าเธอด้วยความงุนงง รู้สึกว่าเขาน่าจะไปเป็นักแสดงตลกหรือพิธีกร การอยู่ในตำแหน่งบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ดูเหมือนจะเป็การฝังพร์ของเขา เธอได้แต่ถอนหายใจเบาๆ "นายทำงานอยู่ที่แผนกบรรณาธิการด้วยเหรอ?"
หลินจื่อฟานพยักหน้ารัวๆ "ใช่แล้วล่ะ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมฝ่ายบุคคลถึงโทรมาบอกว่าจะมีคนใหม่มารายงานตัวพรุ่งนี้ ที่แท้ก็เป็เธอนี่เอง ฉันว่าพวกเรานี่มันชะตาต้องกันจริงๆ"
เหอะๆ ถ้าจะบอกว่ามีพรหมลิขิตล่ะก็ คงเป็เื่ตลกน่ะสิ สำหรับเซียวเป่ยแล้ว นี่มันเหมือนข่าวร้ายชัดๆ
ในชีวิตของเธอ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุดคือการต้องใกล้ชิดกับคนอื่น โดยเฉพาะกับผู้ชายที่ดูกระตือรือร้นและร่าเริงขนาดนี้ มันคงทำให้เธอเหนื่อยใจจนแทบตาย เธอยิ้มอย่างฝืนๆ แล้วตอบว่า "ใช่... พรหมลิขิตจริงๆ"
"ในเมื่อเราชะตาต้องกัน งั้นคืนนี้ไปดื่มกันไหม?" หลินจื่อฟานชวน "ไปทำความรู้จักกันให้มากขึ้นหน่อย เป็ไง?"
ห้ะ? ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย ทำความรู้จักกันเร็วเกินไปหรือเปล่า?
เซียวเป่ยมองผู้ชายตรงหน้าด้วยความใ สำรวจเขาั้แ่หัวจรดเท้าอย่างละเอียด เขาสวมแว่นตากรอบดำหนา ใส่เสื้อเชิ้ตลายทางสีน้ำเงินสลับขาว คู่กับกางเกงยีนส์ที่ดูเหมือนจะใส่มานานจนสีซีด และรองเท้าผ้าใบปลอมอีกคู่ มองไปที่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยสิวและรอยสิว เธอไม่อาจคิดได้ว่าเขาเป็คนโรคจิต, คนเลว, ป่าเถื่อน หรือคำในทางลบอื่นๆได้เลย เพราะด้วยการแต่งตัวและภาพลักษณ์แบบนี้ เขาดูไปไม่ถึงขั้นนั้นจริงๆ
"เฮ้ เธอมองพอหรือยัง" หลินจื่อฟานยกมือดันแว่นด้วยท่าทีเขินอาย "อย่าบอกนะว่าโดนหน้าตาหล่อเหลาของฉันสะกดใจเข้าแล้ว"
เซียวเป่ยอดไม่ได้ที่จะเหน็บแนม "ฮ่าฮ่า หน้าตาที่เหมือนพื้นผิวดวงจันทร์เนี่ยนะ?"
"พื้นผิวดวงจันทร์อะไรกัน ฉันกำลังเข้าสู่วัยรุ่นรอบสองต่างหาก ยังไงก็ยังหนุ่มอยู่ดี"
"ขอโทษนะ ฉันรู้สึกว่าตาฉันแทบจะบอดแล้ว" เซียวเป่ยยกมือปิดตาแน่น แล้วเดินไปทางประตูหน้าสำนักพิมพ์ "ฉันขอตัวก่อนละกัน ไว้ค่อยนัดกันใหม่นะ"
"เฮ้ เดี๋ยวก่อน เธอยังไม่ได้ตอบคำถามฉันเลย จะรีบไปไหนเนี่ย!"
หลินจื่อฟานยื่นมือมาคว้ามือของเซียวเป่ยไว้โดยไม่คาดคิด แรงของเขากลับมากกว่าที่คิด เขาดึงเธอกลับมาอย่างง่ายดาย แล้วพูดอย่างใจเย็นว่า “ล้อเล่นน่ะ อย่าบอกนะว่าเชื่อจริงๆ”
“เฮอะ ไม่มีทาง แค่มุกตื้นๆ ของนายจะหลอกฉันได้ไง” เซียวเป่ยพูดอย่างรำคาญพร้อมกับพยายามดึงมือออกจากการจับของเขา “รีบปล่อยมือฉันสิ นายจับแรงจนเจ็บไปหมดแล้ว”
“ขอโทษที ฉันลืมตัวไป”
หลินจื่อฟานปล่อยมือทันที หน้าเขาแดงก่ำ ก่อนจะก้มมองพื้นอย่างเขินอาย บรรยากาศรอบๆ เหมือนกับหยุดชะงักไป ทำให้สถานการณ์ดูอึดอัดอย่างมาก
เซียวเป่ยหันไปมองรอบๆ แล้วจู่ๆ เธอก็มองไปที่กลุ่มนักข่าวจากสำนักพิมพ์ที่นั่งอยู่ไม่ไกล แสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นแล้วถามออกไปอย่างอยากรู้อยากเห็น “คนที่นั่งอยู่ตรงนั้นคือนักข่าวจากิรื่อเดลี่เหรอ?”
หลินจื่อฟานค่อย ๆ เงยหน้ามองนักข่าวที่นั่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด "อืม ก็คงไม่พ้นเื่ข่าวฉาวของคุณชายตระกูลหลิงนั่นแหละ ดีที่ฉันไหวตัวทัน ไม่อย่างนั้นพวกนั้นคงกินฉันทั้งเป็ไปแล้ว"
"โอ้?" เซียวเป่ยยิ้มเ้าเล่ห์ "คุณชายใหญ่ตระกูลหลิงไปก่อเื่อะไรอีกล่ะ?"
“เอ่อ..." หลินจื่อฟานมีสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด
ที่จริงเซียวเป่ยไม่ได้อยากรู้เลย เพราะมันก็แค่เื่เดิม ๆ ของพวกคนรวย และในฐานะลูกชายของประธานบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การก่อเื่ก็ต้องมีนักข่าวมาสัมภาษณ์เป็ธรรมดา
เธอจึงทำท่าทางเข้าใจ พร้อมพูดอย่างใจดีว่า "ถ้านายไม่อยากพูดก็ไม่เป็ไร ฉันไม่บังคับหรอก เื่นี้มันเป็เื่ภายในจริง ๆ จะไปบอกใครก็ไม่ควร"
"ไม่ ไม่ใช่แบบนั้น" หลินจื่อฟานรีบอธิบายเมื่อได้ยินเธอพูดแบบนั้น "ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แค่ไม่รู้จะเริ่มต้นเล่ายังไง... ที่จริงแล้วเื่มันเป็แบบนี้ คุณชายใหญ่ตระกูลหลิงน่ะ มีชู้ในขณะที่ยังแต่งงานอยู่ และคนที่เขามีชู้ด้วยก็คือคุณหนูใหญ่ของตระกูลบริษัทสื่อจั่วอัน ที่สำคัญคือบริษัทของเราถือว่าเป็หนึ่งในบริษัทที่มีชื่อเสียงที่สุดในวงการ ตอนนี้ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังรอดูพวกเราเสียหน้าอยู่"
"โอ้ แล้วนักข่าวพวกนี้จะนั่งอยู่ตรงนี้อีกนานไหม?"
หลินจื่อฟานตอบอย่างหมดหวัง "ไม่หรอก ฉันโทรไปบอกแผนก รปภ. แล้ว พวกเขาน่าจะลงมาจัดการนักข่าวพวกนี้ในไม่ช้านี้แหละ"
"อืม"
"แล้วเธอจะไม่ไปกินข้าวกับฉันจริง ๆ เหรอ?" หลินจื่อฟานยังไม่เลิกตื้อ กลับมาถามคำถามเดิมอีกครั้ง "ครั้งนี้ฉันเจอร้านอาหารดี ๆ อีกแล้วนะ ได้ยินว่าพ่อครัวที่นั่นมาจากฝรั่งเศส หน้าตายังหล่อมากด้วย"
เธอเม้มริมฝีปากเล็กน้อย แล้วตอบว่า "ไม่ล่ะ ฉันมีธุระด่วน เอาไว้คราวหน้าฉันจะเป็ฝ่ายเลี้ยงนายเอง"
"ตกลงตามนั้น"
แต่จะว่าไป นี่ก็มาเยือนสำนักพิมพ์ถึงสองครั้งแล้ว ยังไม่เคยได้เจอหลิงซิ่วซือเลยสักครั้งเดียว.
หรือว่าเขาจะถูกหลิงอวิ๋นลั่วผู้เฒ่ากักตัวไว้?
เมื่อเซียวเป่ยกลับถึงบ้าน เวลาก็ล่วงเลย่กินข้าวไปนานแล้ว แต่ฉู่หลิงหลิงก็ยังอุ่นอาหารไว้รอเธออยู่
เซียวเป่ยไม่ได้พูดอะไรมากนัก กินข้าวไม่กี่คำก็ตรงเข้าห้องของตัวเองทันที เพื่อไม่ให้ใครเข้ามากวนใจ เธอถึงขั้นล็อกประตูเอาไว้ และนอนราบบนเตียง ถอนหายใจยาว รู้สึกเหมือนตัวเองถูกสูบพลังจนหมดแขนขาก็อ่อนแรง ไม่มีเรี่ยวแรงเลยสักนิด
เธอหยิบมือถือขึ้นมาเลื่อนดูข่าวบนอินเทอร์เน็ตใน่สองวันที่ผ่านมา แต่ก็ไม่มีข่าวไหนที่น่าสนใจให้เธอหยุดอ่านเลย ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกพอใจที่สุดก็คือ ข่าวการหย่าร้างของหลิงซิ่วซือยังคงอยู่บนหัวข้อข่าวยอดนิยม และยอดการคลิกอ่านกับจำนวนคอมเมนต์ก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เธอแตะหน้าจอเล็กน้อยเพื่อเข้าไปดูข่าว จากนั้นก็เลื่อนลงมาที่ด้านล่างทันที คอมเมนต์ส่วนใหญ่มีแต่คำด่าทอและเยาะเย้ย แม้กระทั่งยังมีคนแสดงความเสียใจที่หลิงอวิ๋นลั่วมีลูกชายแบบนี้อีกด้วย
“ตอนนี้หุ้นของสำนักพิมพ์หยุนซีร่วงหนัก นักลงทุนจะเทขายหรือถือหุ้นต่อดี?”
“ได้ยินมาว่าผู้หญิงที่หลิงซิ่วซือนอกใจไปหาคือ ลูกสาวคนโตของจั่วิเว่ย”
“ไม่ใช่ว่าจั้วิเว่ยรังเกียจลูกสาวคนโตของตัวเองมากหรอกเหรอ? แถมยังเป็คู่ปรับกับเ้าของสำนักพิมพ์หยุนซีอีก ดูท่าว่าเื่นี้คงจะไม่จบลงง่าย ๆ”
“ใช่ ๆ ห้ามให้เื่นี้เงียบไปเด็ดขาด ฉันสนใจเื่นี้มาก ไม่เคยติดตามข่าวไหนขนาดนี้มาก่อนเลย”
ยังมีคนคอมเมนต์อีกว่า “ไม่คิดเลยว่าบ้านคนรวยจะมีผู้หญิงหน้าด้านแบบนี้ ชอบไปเป็มือที่สามทำลายครอบครัวคนอื่น ต่อไปเดินไปไหนต้องระวังตัวไว้หน่อย ถ้าฉันเจอเข้า ฉันจะอัดเธอให้เละเลย”
......
คอมเมนต์ข้างล่างมีทุกประเภท เซียวเป่ยเลื่อนอ่านไปทีละหน้าอย่างต่อเนื่อง
เซียวเป่ยเลื่อนดูทุกหน้า ทุกคำอย่างเบื่อหน่าย บนคอมเมนต์ที่เต็มไปด้วยคำด่า การเยาะเย้ย และการดูิ่
เช้าวันรุ่งขึ้น เวลา 7 โมง
เสียงนาฬิกาปลุกจากมือถือใต้หมอนของเซียวเป่ยดังไม่หยุด เธอจึงต้องลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจ ค่อย ๆ ถอดชุดนอนออก และเปลี่ยนเป็ชุดทำงานที่ดูเป็ทางการ
ในห้องนั่งเล่น
เซียวโม่เซิงและฉู่หลิงหลิงต่างก็นั่งอยู่ เซียวเป่ยก็นั่งลงและเริ่มทานอาหารอย่างสบาย ๆ
"วันนี้เริ่มงานวันแรก ควรจะตื่นแต่เช้าหน่อย อย่าไปสายเด็ดขาด" เซียวโม่เซิงเตือน "แต่ลูกต้องไปจริง ๆ เหรอ?"
"อืม หนูกินเสร็จก็จะไปเลยค่ะ หัวหน้าที่บริษัทต้องอธิบายงานให้หนู เลยต้องไปถึงเช้า" ระหว่างมื้ออาหารแทบไม่มีการพูดคุยกันมากนัก หลังจากกินเสร็จ เซียวเป่ยก็ลุกขึ้นและออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว
หน้าบ้านของเซียวเป่ยมีป้ายรถเมล์ที่มีรถโดยสารตรงไปยังสำนักพิมพ์พอดี เมื่อเธอมาถึงป้าย รถเมล์ก็มาพอดี ทำให้ใช้เวลาเพียง 20 นาทีก็ถึงที่หมาย
เธอเดินอย่างคล่องแคล่วเข้าสู่ลิฟต์ เพราะก่อนหน้านี้เธอได้ดูป้ายบอกทางไว้แล้ว
เมื่อถึงชั้น 8 ของแผนกบุคคล
บอกตรงๆเลยว่าพื้นที่ทั้งชั้นนี้กลับเป็แผนกบุคคลทั้งหมด ทุกคนกำลังจัดการงานของตัวเอง สร้างความรู้สึกกดดันให้กับเซียวเป่ยในทันที นี่เป็บรรยากาศที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน เธอต้องรักษาความรู้สึกตื่นตัวและมีสติอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะสามารถอยู่รอดในที่นี้ได้
"สวัสดีค่ะ เซียวเป่ย คุณมาถึงแล้วเหรอ" โจวอิงถือเอกสารออกมาจากสำนักงานพอดี และเห็นเซียวเป่ยยืนอยู่ที่หน้าประตู จึงมอบเอกสารในมือให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่นไปจัดการต่อ "เดี๋ยวฉันจะพาคุณเดินไปดูบรรยากาศในการทำงานและงานที่เกี่ยวข้องของสำนักพิมพ์ของเรานะคะ"
โจวอิงพาเธอเดินไปยังอีกฝั่งของทางเดิน ก่อนจะหยุดที่แผนผังแสดงการจัดสรรพื้นที่ของชั้นต่างๆ
"ฉันคิดว่าคุณคงสังเกตเห็นแล้วจากที่มาถึงสองครั้ง ว่าที่ห้องโถงของเรามีป้ายแนะนำ แต่ไม่มีแผนผังการจัดสรรพื้นที่ที่ละเอียดแบบนี้ใช่ไหมคะ" โจวอิงแนะนำ "นี่เป็ผลงานที่ท่านประธานของเราออกแบบและจัดทำขึ้นด้วยตัวเอง ใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม ๆ เลยค่ะ ชั้นแรกเป็ห้องโถง มีแผนกต้อนรับและจุดรับรอง โดยทั่วไปแล้วหากมีการจัดงานแถลงข่าวหรือเปิดตัวผลงานต่าง ๆ ของฝ่ายประชาสัมพันธ์ก็จะใช้พื้นที่นี้ ชั้นที่สองเป็ห้องอาหารแบบบุฟเฟต์ พนักงานสามารถใช้บริการได้ฟรีใน่เวลาทำงาน ชั้นที่สามถึงชั้นที่สี่เป็แผนกบรรณาธิการ ชั้นที่ห้าเป็ห้องเอกสารและห้องรับรอง ชั้นที่หกเป็แผนกจัดพิมพ์และแผนกออกแบบ ชั้นที่เจ็ดถึงชั้นที่แปดเป็แผนกสันทนาการ ประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด เช่น ห้องเล่นหมากรุก คาราโอเกะ เป็ต้น ชั้นที่เก้าเป็แผนกการตลาด ซึ่งรับผิดชอบด้านการวางแผนกลยุทธ์และการขายในตลาด แต่เ้าหน้าที่ฝ่ายขายจะแยกไปอยู่ตามสาขาต่าง ๆ ส่วนชั้นสิบซึ่งเป็ชั้นบนสุดคือแผนกประชาสัมพันธ์ ติดกับแผนกบุคคลที่คุณมาเมื่อวานค่ะ"
เซียวเป่ยฟังอย่างเงียบๆ แต่จู่ๆ ก็หยิบมือถือขึ้นมาจะถ่ายรูปแผนผังการจัดสรรพื้นที่ โจวอิงจึงรีบห้ามไว้ “ถ้าจำไม่ได้ก็สามารถถามเพื่อนร่วมงานได้ แต่ห้ามถ่ายรูปนะคะ เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล เดี๋ยวคุณทื้งที่อยู่อีเมลของคุณไว้ ฉันจะส่งคู่มือภายในและเอกสารอื่นๆ ไปให้คุณทางอีเมลค่ะ”
“ตกลงค่ะ” เซียวเป่ยพยักหน้า
“นี่คือเอกสารงานที่ต้องกรอกค่ะ ตอนพักเที่ยงช่วยนำเอกสารพร้อมบัตรประชาชนและบัตรธนาคารมาส่งให้ฉันด้วยนะคะ” โจวอิงพูดด้วยความเอาใจใส่ “ต่อไปฉันจะพาคุณไปหาเหยียนจิ่นที่แผนกบรรณาธิการค่ะ”
เซียวเป่ยยังคงไม่พูดอะไร เพียงแค่เดินตามโจวอิงอย่างเงียบๆ โจวอิงเคาะประตูห้องทำงานส่วนตัวห้องหนึ่งก่อนจะพูดว่า "เหยียนจิ่น นี่คือพนักงานใหม่ ฝากดูแลด้วยนะคะ"
"สวัสดี ั้แ่นี้ฉันจะเป็หัวหน้าของเธอ ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจสามารถมาถามฉันได้ทุกเมื่อ" เหยียนจิ่นกล่าวอย่างอบอุ่นพร้อมพาเซียวเป่ยไปที่โต๊ะของเธอ ซึ่งอยู่ในมุมที่ค่อนข้างลับตาคน "ตอนนี้ยังไม่มีอะไรต้องทำ เธอนั่งรอก่อนก็ได้ แต่ตอนเก้าโมงสิบห้าจะมีการประชุมที่สำคัญมาก อย่าลืมเอาสมุดจดในลิ้นชักกับปากกามาด้วย และไปพร้อมกับเพื่อนร่วมงานนะ"
"อืม โอเคค่ะ" เซียวเป่ยพยักหน้าอย่างสุภาพ
"ไม่ต้องทำตัวเกร็งขนาดนั้น" เหยียนจิ่นชี้นิ้วไปที่ตำแหน่งไม่ไกลนัก "ปกติฉันจะนั่งอยู่ตรงนั้น"
หลังจากพูดจบ เหยียนจิ่นก็เดินกลับเข้าไปในห้องทำงาน เซียวเป่ยมองไปที่คนที่นั่งอยู่เยื้อง ๆ กัน กำลังพิมพ์งานด้วยความเร็ว 90 คำต่อนาที
เธออดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเบา ๆ ในใจ "วงการธุรกิจก็เหมือนสนามรบจริง ๆ"