ความมืดมิดโรยตัวเข้าปกคลุมตรอกคอกไก่ ทั่วทั้งบริเวณเงียบสงัดไร้สำเนียงผู้คน ทว่าแสงไฟสีส้มรำไรจากตะเกียงน้ำมันในร้านข้าวต้มตระกูลหยุนยังคงทอประกายอบอุ่น กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำแกงกระดูกหมูอบเชยโชยชายละมุน ผสมผสานกับกลิ่นข้าวกล้องต้มเดือดปุด ๆ ยิ่งทำให้บรรยากาศภายในร้านดูตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอกอย่างสิ้นเชิง
เสี่ยวินั่งอยู่บนม้านั่งไม้ตัวยาว สองมือประคองถ้วยดินเผาพลางใช้ตะเกียบพุ้ยข้าวต้มเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ใบหน้าเล็กเปื้อนคราบแป้งจาง ๆ จากการเข้าไปป่วนในครัวเมื่อ่บ่าย ข้างกายมีเ้าเจ็ดหมอบนิ่ง แววตาสีทองของมันยังคงกวาดมองไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง
"แม่ใหญ่ใจดีที่สุดเลย ข้าวต้มปลารอบนี้หอมมาก รสชาติน้ำซุปนี่เข้มข้นจนข้าแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วยแล้วครับ" เด็กชายเอ่ยชมเสียงใส ใช้ภาษาแปลกหูหยอกเย้าผู้เป็มารดาเลี้ยงตามความเคยชิน
หลิ่วหรู่เยี่ยนยิ้มละมุน แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู นางยื่นมือเรียวไปลูบหลังเด็กชายแ่เบา "กินช้าลงหน่อยเถอะเ้าตัวแสบ ไม่มีใครแย่งเ้าหรอก... เสี่ยวหัว เ้าก็ดื่มน้ำแกงนี่เสียหน่อยสิ"
เสี่ยวหัวที่นั่งอยู่อีกฝั่งพยักหน้าเล็กน้อย นางวางฝักกระบี่ไม้ไผ่ไว้บนตักอย่างไม่ห่างกาย ดวงตานิ่งสงบดุจผิวน้ำลึก ท่วงท่าการจับถ้วยชาเรียบง่ายทว่าแฝงพลังกดดันจาง ๆ ที่ทำให้บรรยากาศรอบด้านมั่นคงดุจขุนเขา
ที่มุมหนึ่งของร้าน บริเวณโต๊ะบัญชีไม้เนื้อเก่า "ฉินเสวี่ยอวิ๋น" ภรรยาสามผู้ทรงภูมิปัญญากำลังก้มหน้าก้มตาตวัดพู่กันลงบนสมุดข่อยอย่างตั้งใจ แสงไฟวับแวมจากตะเกียงส่องกระทบใบหน้าด้านข้างที่งดงามหมดจดของนาง ดวงตาคู่สวยแฝงกระแสความรอบคอบและนิ่งสงบ
หยุนฟานก้าวเท้าเดินออกมาจากครัวหลังร้าน เสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบของเขาก็ยังมีไอความร้อนจากเตาไฟหลงเหลืออยู่ ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยถ้อยคำทักทายอันใดรบกวนความเงียบ ทว่าเขากลับเดินตรงเข้าไปหยุดอยู่ข้างกายของนางอย่างเงียบเชียบ ระยะห่างขยับลดลงจนเงาของทั้งสองซ้อนทับกันใต้แสงตะเกียง
ชายหนุ่มยื่นมือหนาที่แฝงรอยหยาบกร้านวางถ้วยน้ำแกงรากบัวตุ๋นอุ่น ๆ ลงบนมุมโต๊ะอย่างเบามือ ปลายนิ้วของเขาขยับััโดนหลังมือเรียวบางของนางจาง ๆ
ฉินเสวี่ยอวิ๋นชะงักพู่กัน นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่สวยสบเข้ากับดวงตาสีน้ำหมึกคมกริบของสามี ไร้เสียงเอื้อนเอ่ยบอกรัก ทว่าแววตาที่เชื่อมประสานกันกลับส่งผ่านความเข้าใจและความห่วงใยลึกซึ้งที่สะสมมานานปี นางขยับกายไปด้านข้างเล็กน้อย เปิดทางให้ชายหนุ่มขยับเข้ามาชิดติดแผ่นหลังบาง ไออุ่นจากร่างกายของเขาโอบล้อมกายของนางไว้จนความเหนื่อยล้าจากการตรากตรำงานบัญชีมลายหายไปในพริบตา
"ท่านพี่... งานคืนนี้อาจจะวุ่นวายกว่าทุกทีนะ" ฉินเสวี่ยอวิ๋นกระซิบเสียงแ่ พลางยื่นมือไปรับตะเกียบไม้ที่หยุนฟานส่งให้ สายตาจับจ้องน้ำแกงโปรดที่เขาจัดเตรียมไว้ให้เฉพาะตน "พวกหน่วยเงาหลวงสืบเท้าเข้ามาใกล้ตรอกคอกไก่แล้วค่ะ"
"อืม... ข้ารู้แล้ว" หยุนฟานตอบ น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลัง แววตาสลัดความอ่อนโยนกลับกลายเป็คมปราบดุจใบมีด "ให้พวกมันเข้ามา... แต่อย่าให้เศษฝุ่นไปเปื้อนน้ำแกงของเ้าก็พอ"
ััทางกายอันละเอียดอ่อนและการรู้ใจในเื่เล็กน้อยเช่นของโปรด ยิ่งขับเน้นเคมีรักที่ฝังลึกในใจของทั้งสองให้มั่นคงยิ่งขึ้น แม้จะมีอุปสรรคภัยพาลล้อมรอบร้านก็ตามที
ภายนอกตรอกคอกไก่ ท่ามกลางความมืดมิด
"จั่วอี้" รองหัวหน้าหน่วยเงาทมิฬหลวง ยอดฝีมือขอบเขตทะลวงฟ้าขั้นสูงสุด กำลังหมอบราบอยู่บนยอดหลังคาบ้านร้าง แววตาดุดันจับจ้องไปยังป้ายหน้าร้านข้าวต้มซอมซ่อด้วยความไม่เข้าใจ ด้านหลังของมันคือยอดฝีมือชุดดำนับสิบนายที่อัดแน่นไปด้วยจิตสังหาร
"รายงานบอกว่า... เด็กนรกสองคนที่ทุบนายน้อยหวังจื่อห้าวสลบคาคลังกองมูลม้าและสยบศิษย์สำนักเมฆาคราม กบดานอยู่ในร้านนี้... ทว่าเหตุใดกลิ่นที่ลอยออกมาถึงมีแต่กลิ่นปลาเค็มย่างกับน้ำแกงหมูเช่นนี้กัน?!" จั่วอี้คิดในใจ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเครียด
"ท่านรองหัวหน้าขอรับ! สภาพของร้านนี้ดูธรรมดายิ่งนัก หรือพวกเราจะโดนสายลับหลอกเข้าให้แล้ว? ยอดฝีมือบ้าอันใดจะมานั่งคุกเข่าเคี้ยวปลาเค็มตากแห้งอยู่ในตรอกโสโครกเช่นนี้กัน" สมุนชุดดำคนหนึ่งกระซิบถาม
"หุบปาก! ยอดคนมักเร้นกายในที่ต่ำ บางทีนี่อาจจะเป็ค่ายกลลวงตาขั้นสูง! จงเตรียมตัวบุกเข้าทางครัวหลังร้าน ทุบทำลายเตาไฟและจับตัวพวกมันมาให้หมด หากใครขัดขวาง... จงสับมันให้กลายเป็ผงคลีซะ!" จั่วอี้ตวาดสั่งการ แววตาแปรเปลี่ยนเป็เหี้ยมเกรียม
ทว่าความซวยซ้ำซ้อนระดับวินาศสันตะโรของพวกมันกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อเป้าหมายการทำลายคราวนี้... คือเตาดินเผาที่เป็หัวใจหลักในการทำมาหากินของหยุนฟาน!
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
เงาร่างชุดดำสิบนายพุ่งทะยานฝ่าม่านหมอกราตรีดิ่งตรงลงมาจากหลังคา พุ่งเข้าหาครัวหลังร้านข้าวต้มดุจฝูงแร้งรุมทึ้งเหยื่อ ดาบสั้นรมดำในมือประกายปลาบอัดแน่นไปด้วยปราณสังหาร ม้วนตัวฉับไวหมายจะพังทลายประตูและเตาไฟในเสี้ยววินาที ลมพายุดาบกรีดอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวบาดแก้วหู
ระยะห่างเหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งคืบ
ทว่า... เสี่ยวหัวไม่อาจปล่อยให้ผู้ใดมาทำให้บิดาต้องเสียเวลาซ่อมเตาไฟ
วาบ!
ร่างเล็กของเด็กหญิงพุ่งพรวดออกมาจากความมืดหลังครัว ท่วงท่าสง่างามเด็ดขาดราวกับภูตพรายไร้ลักษณ์ วิชาตัวเบาขั้นสูงสุดถูกปลดปล่อยออกมาในอึดใจเดียว นางไม่ได้ชักกระบี่ ทว่าใช้เพียงฝักกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาตวัดฟาดสวนเข้าใส่ข้อมือของหน่วยเงาหลวงคนแรกตรง ๆ !
เคร้ง! กร๊อบ!
เสียงโลหะปะทะไม้ไผ่ดังลั่นสะท้านห้องครัว ใบดาบรมดำชั้นดีหักสะบั้นกลายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย แรงกระแทกมหาศาลม้วนตัวเข้าทำลายกระดูกข้อมือและข้อศอกของศัตรูจนลั่นดังปัง! มันกระอักเืคำโต ร่างปลิวละลิ่วพุ่งไปชนชั้นวางถ้วยชาม ทรุดลงไปนอนตาเหลือกหมดสติทันที
"อะไรกัน?!" จั่วอี้ที่พุ่งตามมาถึงกับหน้าถอดสี ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสยดสยองสูงสุด เมื่อเห็นสมุนฝีมือดีร่วงหล่นดุจใบไม้ร่วงไปต่อหน้าต่อตา
ทว่าเสี่ยวหัวไม่เปิดโอกาสให้มันได้ตั้งตัว เด็กหญิงสืบเท้าขยับกายไปข้างหน้า ปลายฝักกระบี่ไม้ไผ่ตวัดเจาะทะลวงเข้าที่จุดศูนย์รวมพลังปราณกลางอกของรองหัวหน้าหน่วยเงาอย่างโเี้เด็ดขาด!
ฉึก! กร๊อบ!
เสียงกระดูกซี่โครงหน้าอกหักสะบั้นลั่นดังสะท้าน จั่วอี้หน้าเขียวคล้ำ ร้องอุทานอั่กในลำคอ เืสดฉีดพุ่งออกจากปาก ร่างใหญ่โตปลิวละลิ่วทะลุหน้าต่างครัวลอยไปตกกระแทกกับพื้นดินเลนด้านนอก นอนแน่นิ่งหมดสภาพจมกองเืทันทีโดยไม่อาจส่งเสียงร้องแม้แต่คำเดียว
ในเวลาเดียวกัน สมุนชุดดำอีกสามคนเห็นท่าไม่ดี คิดจะใช้วิชาลับะเิปราณพุ่งเข้าหาเตาไฟหมายจะทำลายล้างร้านให้สิ้นซาก ทว่าเสี่ยวิกลับหัวเราะร่า เด็กชายขยับเท้าไขว้ตามท่วงท่าก้าวพระบาทท่องดารา พุ่งวาบไปดักหน้าพวกมัน ฝ่ามือน้อย ๆ สองข้างอัดแน่นไปด้วยปราณบริสุทธิ์ ซัดตบเข้าที่ยอดอกของพวกมันพร้อมกัน!
บึ้ม!!!
มวลอากาศเบื้องหน้าพลันะเิออกดุจเสียงฟ้าผ่า แรงดันปราณอันมหาศาลพุ่งกระแทกเข้าทำลายเส้นชีพจรทั้งหมดของศัตรู เสียงกระดูกหักสะบั้นดังอั่ก! ร่างของพวกมันสามคนปลิวหวือลอยข้ามกำแพงร้านไปตกใส่ถังขยะเปียกท้ายตรอกสลบเหมือดจมกองสิ่งปฏิกูลทันทีโดยไม่อาจขยับเขยื้อนกายนึกสู้ได้อีกต่อไป
ฝุ่นควันและกลิ่นควันปราณค่อย ๆ จางลง บรรยากาศรอบด้านกลับคืนสู่ความเงียบสงัดดุจป่าช้าอีกครา สมุนชุดดำที่เหลือรอดเพียงสองคนถึงกับหน้าถอดสี ทรุดเข่าลงกับพื้น ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอันลึกล้ำ สายตาที่มองดูสองพี่น้องตระกูลหยุนบัดนี้ไม่ต่างจากการมองดูอสูรกายจากยุคโบราณ
"พวก... พวกเ้ามันไม่ใช่คนแล้ว!" พวกมันร้องลั่นทั้งน้ำตา รีบพยุงร่างอันสะบักสะบอมของรองหัวหน้าจั่วอี้หนีเตลิดเปิดเปิงหายเข้าไปในม่านหมอกราตรีทันทีด้วยความอับอายและหวาดกลัวจนสิ้นสติ
เสี่ยวิหันไปปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า "ฮ้า! เกือบไปแล้ว เตาไฟของท่านพ่อยิ่งมีสภาพเปราะบางอยู่ด้วย ดีนะที่พวกเราจัดการขยะเสร็จทันเวลา"
กิ๊ก ๆ ๆ!
เ้าเจ็ดส่งเสียงร้องพยักหน้าเห็นด้วย มันใช้เท้าแหลมคมสะกิดแผ่นหิน ราวกับจะเตือนว่าการล่มสลายของหน่วยเงาหลวงครานี้... จะต้องนำพาพายุลูกใหญ่มาสู่เมืองหลวงแน่นอน
ห่างออกไปในเงามืดบนยอดไม้สูง
ผู้เฒ่าชิงหลิวที่แอบสะกดรอยตามมาดูเหตุการณ์ถึงกับมือสั่นเทาจนเกือบปล่อยป้ายหยกหล่นพื้น ดวงตาเหี่ยวย่นเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกอันสูงสุด "แม้แต่หน่วยเงาทมิฬหลวง... ก็ยังโดนสยบในเวลาเพียงสั้น ๆ ... ตระกูลหยุน... พวกเ้ากำลังจะคว่ำราชวงศ์เบื้องบนใช่หรือไม่?!"
กงล้อแห่งโชคชะตาบัดนี้ได้หมุนเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านอันบ้าคลั่ง สองพี่น้องตระกูลหยุนได้แสดงอำนาจทลายหน่วยผู้พิทักษ์จนราบคาบ และพายุทลายฟ้าดินลูกใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ ใจกลางพระราชวังหลวง บัดนี้!