ตอนที่ 15 เป็สุนัขกัดคน
หลินหร่วนเดินกลับบ้านเพื่อเก็บข้าวของ เพียงมินานก็ออกเดินทางพร้อมกับหลินหาน
เพราะมิอยากให้ของป่าที่ได้มาดึงดูดความสนใจของพวกชาวบ้านทั้งสองจึงตั้งใจเลี่ยงเส้นทางหลัก
หมู่บ้านตระกูลหลินอยู่ห่างจากเมืองยู่หลินราว20 ลี้ ระยะทางเพียงแค่นี้สำหรับสองพี่น้องแล้วมันมิได้ไกลเลยสักนิด
พวกเขานำเอาสัตว์ป่าที่ใช้พลังขุนให้อ้วนกว่าธรรมชาติและนำเอาตะกร้าองุ่นใบใหญ่มาด้วย
“อาหร่วน พวกเรานั่งเกวียนไปกันเถิด”
หลินหร่วนเลิกคิ้วขึ้น “เ้ามีเงินหรือ ? ”
หลินหานหยิบเหรียญอีแปะออกมาจากถุง “นี่เป็เงินที่ข้าลอบเก็บไว้”
หลังจากที่หลินหานได้ปรับความเข้าใจกับหลินหร่วนเมื่อคืนนี้บัดนี้เขาจึงมิอึดอัดอีกต่อไป
หลินหร่วนมิอยากเดินขาลากเช่นกัน นางจึงพยักหน้ารับ“ตกลง ประเดี๋ยวขายของได้เงินแล้ว ข้าจะให้เงินเ้าด้วยส่วนหนึ่ง”
ทั้งสองคนรออยู่ข้างทาง เพียงมินานก็มีรถเกวียนวัวขับผ่านมาของที่พวกนางนำมาด้วยมีมิน้อยเลยทีเดียว ทำให้ชายชราเ้าของเกวียนวัวมิพอใจอยู่บ้าง
ดังนั้นหลินหร่วนจึงเอ่ยออกมาว่า “สิ่งของเหล่านี้ก็นับเป็คนด้วยเช่นกันดังนั้นคิดเงินปกติเถิด”
ชายชราเงียบเสียงลงทันใด จากนั้นก็ช่วยสองพี่น้องยกของขึ้นเกวียนอย่างมีความสุขภายในตะกร้าเต็มไปด้วยใบหญ้าจึงมองมิเห็นว่ามีอันใดอยู่ด้านในบ้าง ทว่ากวางกับกระต่ายป่ามิอาจอำพรางเอาไว้ได้ชายชราให้หญิงสาวสองสามคนคอยเป็หูเป็ตาให้
“กวางกับกระต่ายป่าตัวอวบอ้วน และพวกมันยังมีชีวิตอยู่อีกด้วยเช่นนี้คงขายได้ราคาดีมิน้อย ผู้ใหญ่ในครอบครัวคงไว้ใจพวกเ้ามิน้อย”
พวกเขาสองคนอายุยังมิมาก ผู้ใดจะคาดคิดล่ะว่าของเหล่านี้จะเป็ของที่พวกเขาล่ามาได้
หลินหานเพียงยกยิ้มแต่ก็มิได้อธิบายอันใด ส่วนหลินหร่วนมิได้แสดงอารมณ์อันใดออกมาเช่นกัน
แต่ไหนแต่ไรมานางก็มิใช่คนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว ดังนั้นกับคนแปลกหน้านางจึงแผ่กลิ่นอายความห่างเหินออกมาทันที
หญิงสาวสองสามคนพอเห็นสองพี่น้องเป็แบบนี้จึงมิได้ชวนสนทนาต่อ
รถเกวียนโคลงเคลงไปตลอดทาง เมื่อมาถึงเขตเมือง สุริยาก็ลอยเด่นเหนือศีรษะแล้ว
หลินหานเป็บุรุษ เขามักจะเข้ามาในเมืองบ่อยครั้งดังนั้นเขาจึงคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็อย่างดี เขาทราบว่าควรไปตั้งแผงขายของตรงที่ใดหลินหานพาหลินหร่วนเดินลงมาจากเกวียนวัว พวกเขาจ่ายค่าเกวียนถึง 6 อีแปะ จากนั้นก็พาหลินหร่วนไปยังสถานที่ที่เขาเคยไป
ทั้งสองคนมาถึงช้าไปเล็กน้อย สถานที่ทำเลดี ๆ จึงถูกจับจองไปหมดแล้วส่วนที่เหลือว่างมีเพียงมุมอับ ๆ ซึ่งมิเหมาะที่จะทำการค้าขาย
หลินหานค่อนข้างเป็กังวล หากของพวกนี้ขายมิได้เล่า
พอหลินหร่วนเห็นเสื้อผ้าอาภรณ์ของคนที่เดินขวักไขว่ในตลาดนางก็ถึงกับต้องส่ายศีรษะ
“ภัตตาคารอยู่ที่ใดกัน ? ”
หลินหานเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “จะไปทำอันใดที่ภัตตาคารกัน? ”
“แน่นอนว่าไปขายของน่ะสิ เ้าดูคนพวกนี้เถิด ผู้ใดจะสามารถซื้อของของพวกเราได้บ้างกัน? ”
หลินหานทำหน้ากลืนมิเข้าคายมิออกปกติเวลาที่เขาเข้ามาในเมือง เขาก็มักจะมาที่ตลาดแห่งนี้ บริเวณนี้จะมีเพียงคนยากจนเท่านั้น
หออวิ๋นเค่อจูตั้งอยู่มิไกลจากตรงนี้มากนัก ดังนั้นทั้งสองคนจึงรีบไปที่นั่น
หออวิ๋นเค่อจูได้รับการขนานนามว่าเป็โรงเตี้ยมที่ดีที่สุดของเขตหวยหยางอาคารไม้สูงสามชั้น มีความวิจิตรงดงาม ทั้งยังบรรยากาศดีมากอีกด้วย
บัดนี้ยังมิถึงเวลาของมื้อกลางวัน ดังนั้นภายในหออวิ๋นเค่อจูจึงยังมิค่อยมีคน
หลินหร่วนวางของที่อยู่ในมือลง จากนั้นก็ชะเง้อคอมองเข้าไปในร้านแต่ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในประตู เสี่ยวเอ้อก็ขับไล่พวกเขาออกมาทันที
“ไป ๆ ๆ ที่นี่มิใช่ที่ขอทาน มิได้ดูเลยหรือว่าที่นี่คือที่ใดพวกเ้าช่างกล้ายิ่งนัก ออกไปเร็วเข้า มิเช่นนั้นข้าจะหักขาสุนัขของพวกเ้าเสีย”
หลินหร่วนมิได้โกรธเคืองแต่อย่างใด “หลงจู๊อยู่ที่นี่หรือไม่ข้ามีธุระจะเจรจากับพวกเขา”
เมื่อเสี่ยวเอ้อได้ยินเช่นนั้นจึงยกยิ้มเย้ยหยัน“พวกเ้ามิได้ดูสารรูปของตนเองเลยหรือว่าเป็เยี่ยงไร พวกเ้ามีคุณสมบัติอันใดมาเจรจากับหลงจู๊ได้กันข้ามิอยากเอ่ยอันใดให้มากความ พวกเ้ารีบไปเสีย”
หลินหร่วนหรี่ตาลง จากนั้นก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น“เ้าเป็สุนัขกัดคนหรือเยี่ยงไรกัน”
เสี่ยวเอ้อมิพอใจเป็อย่างมาก เขานำเอาผ้าพาดไหล่จากนั้นก็มือขึ้นชี้หน้าหลินหร่วนแล้วเอ่ยว่า “เมื่อครู่เ้าเอ่ยว่าเยี่ยงไรนะ เ้าเอ่ยอีกคราสิ”
“ข้าเอ่ยว่าเ้าเป็สุนัขกัดคนหรือเยี่ยงไรครานี้ได้ยินชัดแล้วหรือยัง ? ”
เสี่ยวเอ้อโกรธจัด เขาคว้าไม้กวาดที่วางไว้หน้าประตูร้านหมายจะตีหลินหร่วน
“ข้าจะตีเ้าให้ตาย พวกขอทานสกปรก กล้าดีเยี่ยงไรมาสร้างความวุ่นวายหน้าหออวิ๋นเค่อจู”
หลินหร่วนก้าวเท้าไปด้านข้างเพื่อหลบไม้กวาด พอนางจับด้ามไม้กวาดได้จึงกำไม้กวาดเอาไว้แน่น
เสี่ยวเอ้อพยายามดึงกลับทว่ามิเป็ผล
“เ้ามันขอทานสกปรก ปล่อย ! ”
เมื่อหลินหานได้ยินเสียงดังมาจากในโรงเตี๊ยมจึงวางของลงแล้วรีบวิ่งเข้าไปดู
“นี่พวกเ้าทำอันใดกัน ? ”
“เ้ายังพาขอทานตัวน้อยมาด้วยอีกคนเยี่ยงนั้นหรือวันนี้หากยังมิรีบไล่ขอทานเยี่ยงพวกเ้าออกไป ผู้คนคงจะคิดว่าหออวิ๋นเค่อจูสามารถรังแกได้โดยง่าย”
เสี่ยวเอ้อตาลุกวาว เมื่อเห็นว่าชักไม้กวาดกลับคืนมามิได้เขาจึงปล่อยมือลงทันใด คาดว่าคงต้องใช้ไม้ตะบองจัดการกับสองพี่น้องนี่สักหน่อยแล้ว
สีหน้าของหลินหร่วนเ็าขึ้นมาทันใดนางคว้าไม้กวาดขว้างใส่เสี่ยวเอ้ออย่างแรง
ไม้กวาดกระแทกเข้ากับใบหน้าของเสี่ยวเอ้ออย่างจังทำให้เขาเสียการทรงตัวจนล้มลงไปกองกับพื้น หน้าอกของเขากระแทกเข้ากับประตูไม้
“ไอหยา รีบเรียกคนมาเร็วเข้า พวกเขาทำร้ายข้า” พอเสี่ยวเอ้อเห็นว่าตนเองสู้มิได้ก็เอะอะโวยวายเสียงดัง
หลินหานตื่นใมากยิ่งนัก เขารีบดึงแขนหลินหร่วนทันใด“อาหร่วน พวกเรารีบไปกันเถิด อย่าได้สร้างปัญหาเลย พวกเราสู้มิไหวหรอก”
หลินหร่วนยืนนิ่งมิไหวติง “เ้าไปเฝ้าของเอาไว้อย่าให้ผู้อื่นเอาไปได้”
เมื่อเห็นนางมิขยับ หลินหานจึงทำได้เพียงแค่กัดฟันยืนอยู่เบื้องหน้านางเท่านั้น “เ้าเป็สตรี ทว่ามิคิดที่จะจากไป หากข้าออกไปทั้งอย่างนี้ยังจะนับว่าเป็บุรุษได้อยู่อีกหรือ ? ”
เมื่อเห็นเด็กน้อยรั้งจะอยู่ปกป้องนางหลินหร่วนจึงอดยกยิ้มมุมปากมิได้
เสียงของเสี่ยวเอ้อดึงดูดผู้คนให้หันมามองอย่างรวดเร็วหลงจู๊รีบออกมาจากหลังร้านทันใด
“เกิดอันใดขึ้นกัน ? ”
“หลงจู๊ เ้าสองคนนี้เป็ขอทานขอรับ พวกมันสร้างความวุ่นวายมิพอทว่ายังทุบตีข้าอีกด้วย จับพวกมันไปส่งทางการเถิดขอรับ”
เสี่ยวเอ้อนอนลงกับพื้น แสร้งทำเป็ว่าตนเองได้รับาเ็สาหัส
หลงจู๊มิได้เดือดดาลขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสี่ยวเอ้อเอ่ยเช่นนั้นเขาหันหน้าไปมองหลินหร่วนกับหลินหาน ก่อนจะยกมือขึ้นคารวะ “ทั้งสองท่าน ขอถามพวกท่านหน่อยเถิดว่าร้านของพวกเราต้อนรับพวกท่านมิดีตรงที่ใดถ้าหากมี ช่วยบอกข้าทีว่าเหตุใดถึงลงมือตีคน การกระทำเช่นนี้มิเกินไปหน่อยหรือ”
“เขาโกหก ! เห็นๆ อยู่ว่าเขาเป็คนใช้ไม้กวาดไล่ตีพวกเราก่อน”
หลินหานอายุยังน้อยยากที่จะเก็บอารมณ์เอาไว้ได้ดังนั้นเขาจึงชี้ไปยังเสี่ยวเอ้อแล้วะโใส่เสียงดัง
หลงจู๊หันหน้าไปมองเสี่ยวเอ้อ “พวกท่านทั้งสอง เขาาเ็จนลุกมิขึ้นหรือว่านี่จะเป็เื่หลอกลวงได้กัน”
หลินหร่วนเบะปาก “ที่เขาลงไปนอนกับพื้นก็เพราะว่าเขาลงมือทว่าพ่ายแพ้ให้แก่พวกเราหลงจู๊ ตอนที่พวกเราทะเลาะกัน ท่านมิได้เห็นเหตุการณ์ ข้าขอเอ่ยเตือนท่านหนึ่งประโยคท่านเลี้ยงเสี่ยวเอ้อประเภทสุนัขกัดคนเช่นนี้ ข้ารับมิได้อย่างแท้จริงหากวันหนึ่งท่านไปล่วงเกินคนผู้หนึ่งเข้าเพียงเพราะท่านมีตาแต่หามีแววไม่นั่นคงส่งผลกระทบต่อหออวิ๋นเค่อจูอย่างแน่นอน”
เมื่อกล่าวจบ หลินหร่วนจึงตบไหล่หลินหานเบา ๆ“ไปกันเถิด พวกเราไปดูภัตตาคารอื่นดีกว่า”
สองพี่น้องเดินออกมาจากหออวิ๋นเค่อจู จากนั้นก็หยิบของที่วางอยู่หน้าประตูขึ้นมาถือในเมืองยังมีภัตตาคารอีกแห่งหนึ่งชื่อว่าหอจุ้ยเซียน
หลงจู๊รีบตามพวกเขาออกไปเห็นว่าในมือของทั้งสองพี่น้องมีกระต่ายป่าและกวางเขาพลันเข้าใจจุดประสงค์ของเด็กทั้งสองคนนี้ทันใด จากนั้นก็รีบะโเรียกพวกเขาเอาไว้“พวกท่านทั้งสอง โปรดหยุดก่อน”
เมื่อหลินหานได้ยินเสียงเรียก เขาจึงหันหน้าไปเอ่ยถามหลินหร่วน“พวกเราจะกลับไปดีหรือไม่ ? ”
หลินหร่วนส่ายศีรษะอย่างเหยียดหยาม “ม้าดีมิกลับไปกินหญ้าเก่าในใต้หล้านี้มิได้มีเพียงหออวิ๋นเค่อจูสักหน่อย”
หลินหานพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ใช่ ๆ ๆ !พวกเรามีของดีเพียงนี้ เหตุใดต้องใส่ใจพวกเขาด้วยกัน”