ซากปรักหักพังของนครสุริยันเจิดจรัสเงียบสงัดลงอย่างสมบูรณ์ แสงแดดอ่อนๆ ที่ทอดตัวลงมากระทบเศษหินอ่อนสีขาวและเศษทองคำที่เกลื่อนกลาด สะท้อนให้เห็นถึงความว่างเปล่าของการล่มสลาย มหาวิหารที่เคยเป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนนับล้าน บัดนี้กลายเป็นเพียงหลุมลึกที่ไร้ก้นบึ้ง ผู้คนที่รอดชีวิตต่างพากันหมอบกราบตัวสั่นเทา ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองร่างของเด็กหนุ่มในชุดเกราะสีดำที่ยืนตระหง่านอยู่เหนือความพินาศทั้งปวง
หลินเฟยหลับตาลง สูดกลิ่นอายของอากาศที่ปราศจากความกดดันของศาสนจักรเป็นครั้งแรก เขาไม่ต้องกังวลถึงภัยคุกคามในทวีปเบื้องล่างนี้อีกต่อไป ไม่มีขุมอำนาจใด ไม่มียอดฝีมือคนใด ที่จะสามารถต่อกรกับเขาได้อีก ทว่า ท่ามกลางความเงียบสงบนั้น หลินเฟยกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่ไม่ได้มาจากมนุษย์ แต่มาจาก 'กฎเกณฑ์ของโลก'
แคร่ก...
เสียงร้าวเล็กๆ ดังขึ้นในอากาศรอบตัวเขา ทุกครั้งที่เขาสูดลมหายใจ หรือแม้แต่ขยับนิ้วมือ มิติรอบกายจะเกิดรอยปริแตกสีดำเล็กๆ ก่อนจะสมานตัวอย่างรวดเร็ว หลินเฟยขมวดคิ้ว เขาก้มลงมองมือขวาที่ว่างเปล่า ศัสตราไร้ลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบได้ถูกเก็บเข้าสู่จุดตันเถียนแล้ว แต่พลังของ 'ปราณปฐมกาล' ที่เกิดจากการหลอมรวมหยินและหยาง แสงสว่างและความมืดนั้น ยังคงไหลเวียนอยู่ในทุกอณูเส้นเลือด
"พลังของข้า... ก้าวข้ามขีดจำกัดที่โลกใบนี้จะสามารถรองรับได้แล้วสินะ" หลินเฟยพึมพำ
ทวีปเบื้องล่างเป็นเพียงมิติระดับต่ำ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่นี่เปราะบางเกินกว่าจะทนรับการมีอยู่ของพลังระดับ 'ครึ่งก้าวสู่วิญญาณแรกกำเนิด' ที่ผสานกับสุดยอดศาสตราแห่งจักรวาล หากเขายังคงรั้งอยู่ที่นี่และปลดปล่อยพลังออกมาอย่างเต็มที่อีกเพียงครั้งเดียว โลกใบนี้อาจจะพังทลายและแตกสลายไปในที่สุด
'ถูกต้องแล้ว เด็กน้อย...' เสียงของจิตวิญญาณศาสตราดังก้องในโสตประสาท 'ภาชนะของทวีปนี้เล็กเกินไปสำหรับมังกรเช่นเจ้า กลิ่นอายของปราณปฐมกาลได้ดึงดูดสายตาของสิ่งมีชีวิตในมิติที่สูงกว่าแล้ว จงเตรียมตัวเถิด การทดสอบที่แท้จริงเพื่อก้าวเข้าสู่แดนเซียน... กำลังจะเริ่มขึ้น'
ครืนนนนนนน!
สิ้นคำเตือน ท้องฟ้าที่เพิ่งจะกลับมาสดใสก็พลันมืดมิดลงอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความมืดมิดของเมฆมารที่หลินเฟยเคยสร้าง ทว่ามันคือ 'ความว่างเปล่า' ของห้วงอวกาศ! ชั้นบรรยากาศเหนือนครสุริยันเจิดจรัสถูกฉีกกระชากออกเป็นวงกว้าง เกิดเป็นกระแสน้ำวนมิติขนาดมหึมาที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง พายุอัสนีบาตเจ็ดสีที่รุนแรงยิ่งกว่าทัณฑ์สวรรค์ครั้งใดๆ ที่หลินเฟยเคยเผชิญ แลบแปลบปลาบอยู่ภายในวังวนนั้น
นี่ไม่ใช่ทัณฑ์สวรรค์สำหรับการเลื่อนระดับ แต่เป็น 'ทัณฑ์เบิกมิติ' การทดสอบที่กฎเกณฑ์แห่งจักรวาลส่งมาเพื่อทดสอบผู้ที่พยายามจะก้าวข้ามจากมิติเบื้องล่างสู่ 'แดนเบื้องบน'
ทว่า สิ่งที่ทำให้หลินเฟยต้องหรี่ตาลง ไม่ใช่สายฟ้าเจ็ดสี แต่เป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นใจกลางกระแสน้ำวนนั้น!
ท่ามกลางความปั่นป่วนของมิติ แสงสว่างสีทองอันเย็นชาและไร้ความรู้สึกก็สาดส่องลงมา มันไม่ได้มาจากดวงอาทิตย์ แต่มาจาก 'ดวงตาขนาดยักษ์' ที่เปิดกว้างอยู่ใจกลางวังวน! ดวงตานั้นมีขนาดใหญ่โตบดบังผืนฟ้า รูม่านตาสีทองคำจ้องมองลงมาที่หลินเฟยประดุจเทพเจ้าที่กำลังจ้องมองมดปลวก แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากเนตรยักษ์ดวงนั้น หนักอึ้งยิ่งกว่าพลังของพระสันตะปาปาเซราฟิมนับพันเท่า!
"เนตรสวรรค์..." หลินเฟยเค้นเสียง
"มนุษย์เบื้องล่างเอ๋ย..."
เสียงที่ดังกึกก้องไม่ได้เกิดจากการสั่นสะเทือนของอากาศ แต่มันส่งตรงเข้ามาในจิตวิญญาณของทุกชีวิตบนทวีป เสียงนั้นปราศจากอารมณ์ ปราศจากความเมตตา หรือความโกรธ มันคือเสียงแห่งความว่างเปล่าอันเป็นนิรันดร์
"การถือกำเนิดของศัสตราต้องห้าม ได้ทำลายสมดุลแห่งวัฏจักร... ในฐานะผู้พิทักษ์กฎเกณฑ์แห่งแดนสวรรค์เบื้องบน ข้าขอสั่งให้เจ้าส่งมอบศัสตราปฐมกาลชิ้นนั้นมา และทำลายรากฐานการฝึกตนของเจ้าทิ้งซะ แล้วข้าจะอนุญาตให้ดวงวิญญาณของเจ้าได้เข้าสู่สังสารวัฏ หากขัดขืน... วิญญาณของเจ้าและโลกใบนี้ จะถูกลบเลือนไปตลอดกาล"
คำประกาศของเนตรสวรรค์ทำให้ผู้คนนับล้านเบื้องล่างกรีดร้องด้วยความสิ้นหวัง พวกเขาเพิ่งรอดพ้นจากการทำลายล้างของทูตสวรรค์ ทว่าบัดนี้ สวรรค์ที่แท้จริงกลับต้องการจะลบเลือนโลกทั้งใบเพียงเพราะสมบัติชิ้นเดียวในมือของเด็กหนุ่มชุดดำ!
หลินเฟยเงยหน้ามองดวงตายักษ์บนท้องฟ้า ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เพราะความโกรธเกรี้ยวที่เดือดพล่านจนถึงขีดสุด เขาผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ถูกทรยศ ถูกกดขี่ และต้องใช้เลือดเนื้อของตนเองเพื่อช่วงชิงและประกอบอาวุธชิ้นนี้ขึ้นมาด้วยความยากลำบาก ทว่าพวกตัวตนระดับสูงจากแดนเบื้องบนที่เอาแต่นั่งเสวยสุข กลับมาอ้างสิทธิ์เหนือความพยายามของเขาอย่างหน้าตาเฉย!
"ส่งมอบให้งั้นรึ? ทำลายรากฐานงั้นรึ?" หลินเฟยระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะของเขาก้องกังวานท้าทายอำนาจของเนตรสวรรค์ "พวกเจ้ามันก็แค่พวกขี้ขลาดที่หวาดกลัวพลังที่ควบคุมไม่ได้! ไม่ว่าจะเป็นตระกูลเฉิน สำนักกระบี่ไร้นาม วิหารเทพสุริยัน หรือแม้แต่พวกเจ้าที่อยู่บนแดนสวรรค์... เนื้อแท้ของพวกเจ้ามันก็หน้าซื่อใจคดและโลภมากไม่ต่างกัน!"
หลินเฟยกางแขนขวาออกไปด้านข้าง แสงสีเทาปฐมกาลสว่างวาบขึ้นที่ฝ่ามือ ศัสตราไร้ลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบปรากฏขึ้น! ใบดาบครึ่งดำครึ่งขาวส่องประกายเร้นลับ โกร่งกระบี่ทูตสวรรค์และอสูรมารแผ่กลิ่นอายแห่งความตายและการก่อกำเนิด เพียงแค่มันปรากฏตัว รอยร้าวในมิติของทวีปเบื้องล่างก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
"ข้าคือหลินเฟย! ผู้ครอบครองศัสตราไร้ลักษณ์! หากสวรรค์ต้องการดาบของข้า ก็จงลงมาเอาด้วยตัวเอง! แต่จำไว้ว่า... ใครก็ตามที่กล้ายื่นมือเข้ามา ข้าจะตัดมือของพวกมันทิ้งซะ!"
ดวงตาขนาดยักษ์บนท้องฟ้าหรี่ลงเล็กน้อย ราวกับแสดงความไม่พอใจต่อความจองหองของมนุษย์ "เช่นนั้น... จงสูญสลายไปพร้อมกับความโง่เขลาของเจ้า"
เปรี้ยงงงงงงงงง!
ลำแสงทำลายล้างสีทองแดงพุ่งทะลักออกจากรูม่านตาของเนตรสวรรค์ ลำแสงนี้ไม่ได้ประกอบด้วยธาตุใดๆ แต่เปี่ยมไปด้วย 'กฎเกณฑ์แห่งการลบล้าง' สิ่งใดก็ตามที่ถูกลำแสงนี้สัมผัส จะไม่เพียงแค่ถูกทำลายทางกายภาพ แต่ 'ตัวตน' ในประวัติศาสตร์จะถูกลบหายไปอย่างสมบูรณ์ ลำแสงมฤตยูพุ่งตรงลงมายังร่างของหลินเฟยด้วยความเร็วที่ไร้ขอบเขต
หลินเฟยไม่หลบหลีก เพราะเขารู้ดีว่าหากเขาหลบ ลำแสงนี้จะเจาะทะลุแกนโลกและทำลายทวีปเบื้องล่างจนพินาศ เขาคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด เขาจึงต้องเป็นผู้จบมันด้วยตนเอง!
หลินเฟยกระชับด้ามศัสตราไร้ลักษณ์ด้วยมือทั้งสองข้าง โคจรปราณปฐมกาลทั้งหมดในจุดตันเถียน ส่งผ่านเข้าสู่ใบดาบจนมันเปล่งแสงสีเทาเจิดจ้า ร่างของเขาพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศ พุ่งสวนทางกับลำแสงแห่งการลบล้างของเนตรสวรรค์อย่างบ้าบิ่น!
"สวรรค์ไม่ได้อยู่สูงกว่ามนุษย์... มันก็แค่ภาพลวงตาที่รอการถูกตัดขาด!"
"วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ เคล็ดวิชาที่หก... ปฐมกาลเบิกสวรรค์!"
หลินเฟยตวัดศัสตราไร้ลักษณ์ฟาดฟันขึ้นไปเบื้องบน คลื่นกระบี่สีเทาที่บางเฉียบยิ่งกว่าเส้นด้าย แต่แฝงไปด้วยความหนักแน่นของวัฏจักรจักรวาล พุ่งแหวกอากาศเข้าปะทะกับลำแสงทำลายล้างจากเนตรสวรรค์
แคร่ก... เพล้ง!
การปะทะครั้งนี้ไม่มีเสียงระเบิดกึกก้อง มีเพียงเสียงคล้ายกระจกบานใหญ่ที่ถูกทุบแตก คลื่นกระบี่สีเทาของหลินเฟยไม่ได้ผลักดันหรือกลืนกินลำแสงสีทอง แต่มัน 'ตัด' กฎเกณฑ์แห่งการลบล้างนั้นให้ขาดสะบั้นออกเป็นสองซีกอย่างเรียบเนียน ลำแสงมฤตยูถูกผ่าแยกออกไปด้านข้าง พุ่งไปตกกระทบมหาสมุทรที่อยู่ห่างออกไปหลายหมื่นลี้ ทำให้น้ำทะเลเหือดแห้งหายไปในพริบตา!
"เป็นไปไม่ได้... มนุษย์เบื้องล่าง... ทำลายกฎเกณฑ์ระดับเซียนได้อย่างไร..." กระแสจิตของเนตรสวรรค์สั่นสะท้านเป็นครั้งแรก
คลื่นกระบี่สีเทาของหลินเฟยยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น มันพุ่งทะยานต่อไป แหวกพายุอัสนีบาตเจ็ดสี และพุ่งเสียบทะลุเข้าไปในรูม่านตาสีทองของเนตรสวรรค์ขนาดยักษ์อย่างแม่นยำ!
ฉัวะ!
"อ๊ากกกกกกก!"
เสียงกรีดร้องที่ดังก้องไปถึงมิติเบื้องบนดังสะท้าน โลหิตสีทองคำบริสุทธิ์ไหลทะลักออกจากดวงตายักษ์ที่ถูกฟันจนเกิดรอยแผลลึก รอยร้าวสีเทาลุกลามไปทั่วเนตรสวรรค์ ก่อนที่มันจะระเบิดออกเป็นละอองแสงสีทองคำและสลายหายไปในกระแสน้ำวนมิติ! ทัณฑ์เบิกมิติถูกทำลายล้างด้วยกำลังของคนเพียงคนเดียว!
ทว่า การโจมตีของหลินเฟยนั้นทรงพลังเกินไป รอยแยกมิติที่เนตรสวรรค์เปิดทิ้งไว้ ถูกคลื่นกระบี่สีเทาฉีกกระชากจนกว้างขึ้น มันไม่ได้เป็นเพียงกระแสน้ำวนที่บ้าคลั่งอีกต่อไป แต่มันเสถียรตัวกลายเป็น 'ประตูมิติ' ขนาดมหึมาที่ทอประกายแสงแห่งดวงดาวและปราณวิญญาณที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าโลกมนุษย์นับร้อยเท่า!
"แดนสวรรค์เบื้องบน..." หลินเฟยลอยตัวอยู่หน้าประตูมิติ หอบหายใจลึก ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความเหนื่อยล้า แต่แววตากลับลุกโชนด้วยไฟแห่งการผจญภัย
'เจ้าทำสำเร็จแล้ว เด็กน้อย' จิตวิญญาณศาสตรากล่าวชื่นชม 'เจ้าใช้กำลังบังคับเปิดประตูสู่แดนเบื้องบน ทิ้งโลกที่เปราะบางนี้ไว้เบื้องหลังเถิด ที่นั่น... คือสมรภูมิที่แท้จริงของเจ้า สถานที่ที่เซียนและมารเดินดิน สถานที่ที่ตำนานบทใหม่ของพวกเรากำลังจะเริ่มขึ้น'
หลินเฟยก้มลงมองทวีปตะวันออกและทวีปภาคกลางที่อยู่เบื้องล่างเป็นครั้งสุดท้าย เขาไม่มีสายใยใดๆ ผูกพันกับโลกใบนี้อีกต่อไป ศัตรูถูกชำระแค้นจนหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ เป้าหมายของเขามีเพียงการก้าวไปสู่จุดสูงสุดของวิถีแห่งการฝึกตน และค้นหาความลับของศาสตราไร้ลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับจักรวาล
เด็กหนุ่มในชุดเกราะสีดำสะบัดผ้าคลุม หันหลังให้โลกมนุษย์ เขาก้าวเท้าเดินเข้าสู่ประตูมิติสีทองที่เต็มไปด้วยดวงดาว ร่างของเขาค่อยๆ เลือนหายไปในแสงสว่าง ทิ้งไว้เพียงตำนานของ 'มารไร้ลักษณ์' ที่ผู้คนในทวีปเบื้องล่างจะเล่าขานกันไปอีกนับหมื่นปี
ประตูมิติปิดตัวลงอย่างเงียบเชียบ ท้องฟ้ากลับมาสว่างไสวเป็นปกติ ทว่าในดินแดนเบื้องบนที่แสนห่างไกล เหล่าทวยเทพและเซียนนับไม่ถ้วนต่างลืมตาขึ้นพร้อมกัน พวกเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของการทำลายล้างที่กำลังก้าวล่วงเข้ามา
ผู้ครอบครองศัสตราปฐมกาล ได้จุติสู่แดนสวรรค์แล้ว!