เกิดอะไรขึ้น... เ้าสารานุกรมหินนี่โผล่มาจากไหน?
ในขณะที่กำลังมึนงง จู่ๆ ข้อมูลมหาศาลก็ไหลบ่าเข้ามาในสมอง ภาพและตัวอักษรปรากฏขึ้นชัดเจนราวกับถูกฉายภาพลงในความคิด
เมื่ออาการวิงเวียนจางหายไป สืออวี่ถึงกับอ้าปากค้าง
สารานุกรมหินที่ลอยเด่นอยู่ในห้วงจิตสำนึกทำให้เขาเข้าใจกลไกการทำงานของมันได้โดยสัญชาตญาณ และไอ้ความสามารถที่ว่านี้... มันโคตรจะบั๊กเลยไม่ใช่หรือไง!
สิ่งนี้เรียกว่า ‘สารานุกรมสกิล’
ความสามารถของมันคือการคัดลอกพลังเหนือธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตอื่น แล้วบันทึกเก็บไว้ในสารานุกรม ซึ่งสกิลที่ถูกบันทึกไว้นี้ สืออวี่สามารถนำไปสอนให้กับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติชนิดอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ได้อย่างอิสระ!
ต้องเข้าใจก่อนว่า เหตุผลที่สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติมีความแข็งแกร่ง ก็เพราะพวกมันสกิลที่พิเศษต่างๆ
แต่ไอ้การคัดลอกแล้วเอาไปสอนต่อนี่มันฉีกกฎวิทยาศาสตร์ชัดๆ นี่จะบอกว่าเขาสามารถก๊อปปี้ความสามารถของสัตว์อสูรระดับเทพ แล้วเอาไปสอนให้สัตว์อสูรบ้านๆ ได้งั้นเหรอ?
สารานุกรมหินระบุเงื่อนไขในการคัดลอกความสามารถไว้ 3 ข้อ:
-ต้องเห็นฝ่ายตรงข้ามใช้ความสามารถนั้นด้วยตาตัวเอง
-ต้องััร่างกายของเป้าหมายโดยตรง
-ระยะเวลาั้แ่เห็นการใช้สกิลจนถึงการััตัว ต้องไม่เกิน 1 ชั่วโมง
นี่คือเงื่อนไขการ ‘คัดลอก’ และ ‘บันทึก’
ส่วนการสอนสกิลให้สิ่งมีชีวิตอื่น ก็มีเงื่อนไขเช่นกัน คือต้องใช้พลังงานของผู้ใช้จำนวนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับระดับของสกิลนั้นๆ และที่สำคัญคือ เป้าหมายที่จะรับการสอนต้องมีความเข้ากันได้กับสกิลนั้นด้วย
ถึงเงื่อนไขจะดูจุกจิกไปบ้าง แต่สืออวี่ก็แทบพูดไม่ออก แม้เขาจะยังไม่ได้เป็ผู้ฝึกอสูรเต็มตัว แต่เขาก็รู้ดีว่าไอ้สารานุกรมหินที่ คัดลอก-บันทึก-สอน ได้ครบวงจรแบบนี้ เป็ของวิเศษที่ผู้ฝึกอสูรทั่วโลกยอมตายเพื่อให้ได้มาแน่ๆ
ความแข็งแกร่งของผู้ฝึกอสูร นอกจากจะวัดกันที่ตัวสัตว์อสูรแล้ว ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอีก 3 อย่าง:
หนึ่ง: การพัฒนาพร์ของผู้ฝึกอสูร เช่น ถ้าใครมีพร์เสริมพลังอัคคี ยิ่งฝึกฝนพร์นี้ให้แกร่งขึ้น สัตว์อสูรธาตุไฟของเขาก็จะยิ่งทรงพลังตามไปด้วย
สอง: คัมภีร์สกิล โดยปกติ สัตว์อสูรจะตื่นรู้ได้แค่สกิลเผ่าพันธุ์ตามธรรมชาติของตนเอง ซึ่งเป็ตัวกำหนดเพดานความเก่งกาจ การที่สัตว์อสูรจะเรียนรู้สกิลอื่นนอกเหนือจากสายพันธุ์ตัวเองนั้นยากพอๆ กับการสอนเด็กเจ็ดขวบขับเครื่องบินรบ
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีวิธีการลับเฉพาะบางอย่างที่ช่วยให้สัตว์อสูรเรียนรู้สกิลนอกสายพันธุ์ได้ วิธีการพวกนี้เปรียบเสมือน ‘คัมภีร์ยุทธ์ไร้เทียมทาน’ ในนิยายกำลังภายใน มีค่ามหาศาลและหายากยิ่งกว่าทองคำ เพราะถ้าใครรู้วิธีและสอนสัตว์อสูรจนสำเร็จ สัตว์อสูรตัวนั้นก็จะแกร่งจนข้ามขีดจำกัดสายพันธุ์ไปเลย
สาม: วิธีการวิวัฒนาการ สัตว์อสูรส่วนใหญ่มีศักยภาพที่จะวิวัฒนาการ แต่เส้นทางและวิธีการนั้นมักถูกเก็บเป็ความลับสุดยอด หากผู้ฝึกอสูรรู้วิธีทำให้สัตว์อสูรวิวัฒนาการได้ สัตว์อสูรก็จะตื่นรู้สกิลที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม
สรุปง่ายๆ คือ ข้อแรกวัดกันที่ตัวคน ส่วนข้อสองและสามวัดกันที่ความรู้และประสบการณ์
แต่เ้าสารานุกรมสกิลของสืออวี่... มันเท่ากับว่าเขาได้เคล็ดวิชาลับจำนวนนับไม่ถ้วนไว้ในกำมือ!
สารานุกรมสกิล... นี่มันคือ ‘ระบบ’ งั้นเหรอ? หรือจะเป็พร์ผู้ฝึกอสูรอย่างที่สองของเขากันแน่?
เทียบกับระบบที่ดูจับต้องไม่ได้ สืออวี่อยากจะเชื่อว่ามันเป็พร์อย่างที่สองมากกว่า แต่เดี๋ยวนะ พร์ของร่างนี้คือสื่อจิตไม่ใช่เหรอ? เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีพร์ระดับสูตรโกงแบบนี้ และไม่เคยได้ยินด้วยว่าคนคนเดียวจะมีพร์ได้ถึงสองอย่าง
หัวใจของสืออวี่เต้นแรง จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล แต่ถ้าเป็ตัวเขา... ก็อาจจะเป็ไปได้? ในฐานะผู้ทะลุมิติ เขาไม่ใช่คนปกติอยู่แล้วนี่นา!
สืออวี่คนเก่ามีพร์สื่อจิต แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ? ฉันที่เป็สืออวี่คนใหม่จะมีพร์เพิ่มมาอีกสักอย่าง มันก็ดูสมเหตุสมผล (แบบเข้าข้างตัวเอง) ดีออก
‘เอาเป็ว่าใจเย็นก่อน...’
ไม่ว่าจะมองมุมไหน นี่ก็คือเื่ดี ดูเหมือน์จะประทานสูตรโกงสำหรับการใช้ชีวิตในต่างโลกมาให้เขาแล้ว
ความตื่นตระหนกแปรเปลี่ยนเป็ความปิติยินดี สืออวี่ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ั้แ่รู้ตัวว่าทะลุมิติมา เขารู้สึกโหวงเหวงเหมือนขาดความมั่นคงมาตลอด แต่ตอนนี้ในที่สุดก็ยิ้มออกสักที ความสุขของคนทะลุมิติมันเรียบง่ายแบบนี้แหละหนอ
‘ซวยล่ะ สายแล้ว!’
มัวแต่ตื่นเต้นกับของเล่นใหม่ สืออวี่เพิ่งสังเกตว่าเวลาล่วงเลยไปขนาดไหน เขารีบลุกลี้ลุกลนแต่งตัว เตรียมออกไปทำงานกะเช้า ข้าวเช้าคงต้องงดไปก่อน เพราะตอนนี้สิ่งที่เขาอยากทำไม่ใช่การทำงาน แต่เป็การไปทดสอบว่าไอ้ความสามารถที่เพิ่งได้มาเนี่ย มันของจริงหรือเปล่า
ด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม สืออวี่รีบออกจากหอพักทันที
......
ศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์อสูรเมืองปิงหยวนมีอาณาเขตกว้างขวางมหาศาล จำลองสภาพแวดล้อมไว้หลากหลาย ทั้งทะเลสาบ ทุ่งหญ้า ป่าทึบ ไปจนถึงูเาหิมะ เพื่อรองรับสัตว์อสูรต่างชนิดกัน
การดูแลสัตว์อสูรจำนวนมากขนาดนี้ต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก ในบริเวณนี้จึงมีทั้งโซนบ้านพักพนักงานและโรงงานแปรรูปอาหารสัตว์อสูรครบวงจร
ภายในโรงงานผลิตอาหาร เหล่าผู้ดูแลสัตว์อสูรมารวมตัวกันขวักไขว่ แต่เพราะต่างคนต่างมีหน้าที่ของตน คนส่วนใหญ่จึงไม่ได้สุงสิงกันเท่าไหร่นัก
เมื่อมาถึง สืออวี่ตรงดิ่งไปรับอาหารสัตว์ที่ต้องรับผิดชอบ แต่พอเห็นของที่ได้รับมา เขาถึงกับอึ้ง
‘มิน่าล่ะคนธรรมดาถึงเป็ผู้ฝึกอสูรไม่ไหว... ไอ้พวกสัตว์อสูรนี่กินดีอยู่ดีกว่าคนอีก!’
สืออวี่อดถอนใจไม่ได้ ขณะแบกกล่องเก็บความเย็นหนักอึ้งสองใบเดินออกมา ภายในกล่องอัดแน่นไปด้วยเนื้อสัตว์สดใหม่ เรียงซ้อนกันเป็ชั้นๆ มีไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดชนิด ดูเหมือนจะเป็เซ็ตอาหารที่คำนวณโภชนาการมาอย่างเป๊ะปังอลังการ
กล่องแบบนี้วางเกลื่อนอยู่เต็มห้อง ทั้งหมดนี้คืออาหารเช้าของฝูงหมาป่าหิมะที่เขาต้องเอาไปส่ง
“สืออวี่?”
“นั่นนายจะไปให้อาหารหมาป่าหิมะเหรอ”
ขณะที่สืออวี่กำลังแบกของ เพื่อนร่วมงานบางคนที่เห็นชนิดอาหารก็ทักทายอย่างขำๆ
“ไอ้พวกนั้นไม่ค่อยเป็มิตรนะ ระวังตัวด้วยล่ะ”
“เอาน่า ห้องพยาบาลศูนย์เราฝีมือดี รักษาแผลได้หายห่วง...”
“เฮ้ย อย่าไปขู่มัน มีจ่าฝูงคุมอยู่ ไม่อันตรายหรอก” อีกคนรีบแก้ต่างให้สืออวี่สบายใจ
“ล้อเล่นน่า ล้อเล่น พวกเราขนเสร็จแล้ว ให้ช่วยไหม?”
สืออวี่มองหน้าทั้งสองคน... ขอโทษที เขาไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับสองคนนี่เลย ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ตอบกลับตามมารยาท “ขอบใจ ไม่เป็ไร เดี๋ยวฉันก็ขนเสร็จแล้ว”
บทสนทนาจบลงสั้นๆ ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำงาน
พออยู่คนเดียว สืออวี่ก็นึกขึ้นได้ว่าเ้าของร่างเดิมเป็พวกเก็บตัว (Introvert) ตัวพ่อ เพราะมีปัญหาทางบ้านเลยไม่ชอบสุงสิงกับใคร ทักษะการเข้าสังคมติดลบ มิน่าล่ะ เป็เด็กฝึกงานเหมือนกันแท้ๆ แต่เขากลับจำใครไม่ได้เลย แม้แต่ชื่อยังไม่คุ้น... แต่ดันจำข้อมูลสัตว์อสูรในศูนย์ได้แม่นเป๊ะซะงั้น
สืออวี่ส่ายหัว ช่างเถอะ เป็แบบนี้ก็ดีไปอีกแบบ สิ่งที่ต้องรีบทำตอนนี้คือทำความคุ้นเคยกับโลกใหม่ เื่เข้าสังคมเอาไว้ทีหลัง
หลังจากใช้เวลาพักใหญ่ขนอาหารขึ้นรถจนเต็ม สืออวี่ก็สตาร์ทรถมุ่งหน้าไปยังโซนูเาหิมะเพียงลำพัง
เมื่อถึงที่หมาย เขาจอดรถและเริ่มขนเนื้อลงอย่างรวดเร็ว บนูเาหิมะอันขาวโพลนตรงหน้า เงาสีขาวหลายสายวูบไหวไปมา ไม่นานนัก หมาป่าั์นับสิบตัวก็ปรากฏกายขึ้น
“บรู๊ววว!!!~~~~”
“บรู๊ววว!!!~~~~”
เสียงหอนดังก้องสะท้านทรวงอก ฝูงหมาป่าขนสีขาวหิมะวิ่งกรูลงมาจากยอดเขา ตอนแรกพวกมันพุ่งมาด้วยความเร็วสูง แต่พอใกล้ถึงตัวก็ชะลอฝีเท้าลงเป็เดินย่างสามขุม
แต่ถึงจะแค่เดิน... แรงกดดันที่แผ่ออกมาก็ยังมหาศาล
“บรู๊ววว!!!~~~~”
หมาป่าแต่ละตัวยาว 2 เมตร สูงเกือบ 1 เมตร ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ แทบไม่อยากเชื่อว่านี่คือขนาดของลูกสัตว์ที่ยังโตไม่เต็มที่ ทั่วร่างปกคลุมด้วยขนยาวสีขาวพิสุทธิ์ ส่วนหาง หลัง และขามีขนแซมสีฟ้าน้ำแข็งหนาทึบ ดวงตาสีฟ้าคมกริบจ้องเขม็งมาที่สืออวี่ ปากแสยะยิ้มเผยให้เห็นเขี้ยววาววับที่มีไอเย็นแผ่ออกมา
【ชื่อ】: หมาป่าหิมะ
【ธาตุ】: น้ำแข็ง
【ระดับเผ่าพันธุ์】: เหนือสามัญขั้นสูง
【สกิลเผ่าพันธุ์】: เขี้ยวบดน้ำแข็ง, กรงเล็บผ่าน้ำแข็ง, หิมะพรางกาย, ลมหายใจเหมันต์
【คำอธิบาย】: สิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์ป่าที่วิวัฒนาการในเขตูเาหิมะ เขี้ยวและกรงเล็บฉีกกระชากเหล็กกล้าได้อย่างง่ายดาย เชี่ยวชาญการซ่อนตัวและล่าเหยื่อท่ามกลางพายุหิมะ
คลังความรู้ของสืออวี่ทำงานทันที ข้อมูลของสัตว์อสูรตรงหน้าผุดขึ้นมาในสมองโดยอัตโนมัติ
“บรู๊ววว!!!~~~~” (หิวโว้ยยย!)
“บรู๊ววว!!!~~~~” (เนื้อ! เนื้อ! เนื้อ!)
น้ำลายเหนียวหนืดไหลย้อยจากปากพวกมัน สายตาที่จ้องมองสืออวี่นั้นเป็ประกายวาวโรจน์
‘...ฟังรู้เื่จริงๆ ด้วยแฮะ’
สืออวี่รู้สึกแปลกใหม่สุดขีด ถึงไม่ต้องมีพลังสื่อจิต ใครก็ดูออกว่าไอ้พวกนี้หิวโซขนาดไหน แต่การที่เขาได้ยินความคิดของพวกมันเป็คำพูดแบบนี้... มันให้ความรู้สึกทั้งอุ่นใจและปวดตับไปพร้อมๆ กัน
อุ่นใจที่คุยกันรู้เื่... แต่ปวดตับที่ดันมีตัวหนึ่งคิดว่า ‘ไุ์นี่ก็น่าจะรสชาติไม่เลว’ หนอยแน่... ไอ้หมาเวร งานบ้าบออะไรเนี่ย ตกลงให้มาเป็คนดูแลหรือให้มาเป็อาหารสำรองกันแน่!
“แล้วจ่าฝูงล่ะ?” สืออวี่พยายามทำหูทวนลมกับเสียงนกเสียงกา (เสียงหมา) ในหัว แล้วมองสอดส่ายหาจ่าฝูง
“โฮก!!!~~~~”
สิ้นเสียงคำรามที่เปี่ยมด้วยอำนาจข่มขวัญ ฝูงหมาป่าที่หิวโหยเงียบกริบลงทันที พวกมันแหวกทางออก เผยให้เห็นหมาป่าหิมะขนาดมหึมาเดินออกมา ตัวยาวกว่าสามเมตร สูงเกือบเท่าคน แผ่รังสีอำมหิตที่เหนือชั้นกว่าตัวอื่นอย่างเทียบไม่ติด
“โฮก!!!~~~~”
จ่าฝูงหมาป่าหิมะก้าวเดินอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง สายตาดุจนักล่าล็อกเป้ามาที่สืออวี่ ลูกฝูงตัวอื่นๆ ต่างมองจ่าฝูงด้วยความหวาดกลัวและยำเกรง หมาป่าหิมะเป็สัตว์สังคมที่มีลำดับชั้นเข้มงวด จ่าฝูงคือกฎ คืออำนาจสูงสุด
จ่าฝูงบางตัวถึงขั้นตื่นรู้สกิลข่มขวัญที่มีไว้สำหรับปกครองบริวาร นี่ไม่ใช่สกิลพื้นฐานของเผ่าพันธุ์ แต่เป็ความสามารถขั้นสูงที่ต้องผ่านเงื่อนไขสุดโหดถึงจะตื่นรู้ได้ ภายใต้อำนาจนี้ ลูกฝูงจะเชื่องสนิทและมีระเบียบวินัยสุดขีด
ชัดเจนเลยว่า ที่เด็กฝึกงานอย่างสืออวี่รอดชีวิตจากการให้อาหารพวกนี้ได้ ไม่ใช่เพราะพร์สื่อจิตของเขาหรอก แต่เป็เพราะบารมีของจ่าฝูงต่างหาก
เ้าจ่าฝูงตัวนี้เป็สัตว์อสูรของผู้มีตำแหน่งระดับสูงในศูนย์ฯ ที่ถูกปล่อยมาคุมงาน สืออวี่เริ่มระแวงว่าเ้าของมันแอบซุ่มดูเขาอยู่หรือเปล่า... แต่คิดอีกที ระดับบิ๊กเนมขนาดนั้นคงไม่ว่างมานั่งจับผิดเด็กฝึกงานหรอกมั้ง? หรือว่า... เ้าหมาป่าตัวนี้แหละที่เป็คน(ตัว)ประเมินงานเขา?
จ่าฝูงหมาป่าหิมะเดินมาหยุดอยู่ข้างกายสืออวี่ หัวใจเขาเต้นรัวเร็ว แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างมหึมานี้คนละเื่กับพวกลูกกระจ๊อกเมื่อกี้เลย แค่โดนจ้องก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
มันไม่ได้รีบกินอาหาร แต่ค่อยๆ เบียดตัวเข้ามาใกล้... จากนั้นมันก็เดินเบียดไหล่สืออวี่ผ่านไปดื้อๆ
สืออวี่ชะงัก... นี่คือธรรมเนียมสินะ? การทิ้งกลิ่นตัวเองไว้บนตัวผู้ดูแล เพื่อประทับตราว่า เด็กคนนี้ข้าคุ้มครอง พอพวกหมาป่าตัวอื่นได้กลิ่นจ่าฝูงก็จะสงบเสงี่ยมขึ้น
เมื่อััได้ถึงไอเย็นเยียบที่แนบชิด สืออวี่ก็เข้าใจว่าเขาโดนประทับตราเรียบร้อยแล้ว ใช้วิธีทิ้งกลิ่นแบบนี้เหรอ? เออ... ก็ยังดีกว่าโดนฉี่รดแสดงอาณาเขตแหละวะ
แต่ในขณะที่สืออวี่กำลังปลงตก จู่ๆ สารานุกรมสกิลในหัวสมองก็สั่นะเื! เพราะเมื่อครู่ จ่าฝูงเผลอเปิดสกิลข่มขวัญออกมา และร่างกายของมันก็ได้ัักับสืออวี่...
เงื่อนไขครบถ้วน!
กระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างลื่นไหลราวกับจัดฉากนี้ทำเอาสืออวี่งงเป็ไก่ตาแตก ตอนแรกเขาคิดแทบตายว่าจะไปแตะตัวพวกมันยังไงดี ที่ไหนได้... บทจะได้ก็ได้มาง่ายๆ แบบนี้เนี่ยนะ? แถมยังเป็สกิลระดับสูงของจ่าฝูงซะด้วย!
หน้าแรกของสารานุกรมหินถูกเปิดออก ้าสุดปรากฏภาพจำลองของจ่าฝูงหมาป่าหิมะตัวนั้น พร้อมกับตัวอักษรที่ส่องสว่างขึ้นด้านล่าง
—
【สกิล】: ข่มขวัญ
【คุณภาพ】: ระดับสูง
【คำอธิบาย】: สกิลสายจิตที่ใช้ออร่าในการข่มขู่ สะกดข่ม และควบคุมเป้าหมาย สามารถทำให้สิ่งมีชีวิตที่จิตใจอ่อนแอหมดสติได้ ถือเป็คุณสมบัติแห่งราชัน
【สถานะ】: ไม่พบเป้าหมายที่สอนได้
—