เสียงกระดิ่งลอยมาตามสายลม แสงแดดยามบ่ายทอดผ่านอักษรรูปจันทร์เสี้ยวบนป้ายหน้าประตูตระกูลเยว่ ขณะเดียวกัน เสียงกระบี่ปะทะและฝ่ามือฉีกอากาศก็ดังก้องมาจากลานฝึกด้านใน ัวารีพุ่งทะยานออกจากปลายกระบี่ของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ขณะที่อีกฝ่ายแทงกระบี่สวนกลับ ลำแสงสีขาวฉีกอากาศเข้าปะทะในพริบตา
ตูม!
แรงปะทะแผ่กระจายกวาดผ่านลานหิน ลมปราณโหมซัดจนชายอาภรณ์ของผู้คนพลิ้วสะบัด เมื่อแรงะเืสงบลง ชายหนุ่มทั้งสองยังคงยืนประจันหน้ากัน ปลายกระบี่แตะประชิด ดวงตาสบกันเพียงครู่ ก่อนต่างฝ่ายจะคลี่ยิ้มและดีดกายถอยออกพร้อมกัน
เสียงปรบมือดังขึ้นรอบลานประลอง ผู้คนต่างหันไปมองชายหนุ่มในอาภรณ์สีเหลืองอ่อนซึ่งประสานมือคารวะผู้ชมอย่างอ่อนน้อม ชายร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีแดง ผู้มีเขี้ยวยาวจรดปลายคางหัวเราะ พลางโยนผ้าผืนหนึ่งขึ้นไปให้
"สมกับเป็เยว่จิงเทียน บุตรชายคนโตของตระกูลเยว่!"
ไม่ทันสิ้นเสียง ชายหนุ่มอีกผู้หนึ่งก็สยายปีกสีขาวเบา ๆ ร่อนกายลงกลางลาน ก่อนเข้าไปกอดคออีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มกว้าง
“เยว่เหยียน เ้าเองก็เก่งไม่ด้อยกว่าพี่ชายเลย”
บรรยากาศรอบลานเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและคำชื่นชม ทว่าเพียงไม่ไกลจากจุดนั้น หญิงสาวในอาภรณ์สีขาวกลับกำลังกำกระบี่ไม้ไว้แน่น ร่ายรำกระบวนท่าอย่างติดขัด ก่อนเสียหลักล้มลงกับพื้น ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นอีกระลอก
“น้องสาวของเ้า แม้จะมีสายเืหยั่งฟ้า...แต่อาจไม่เหมาะเป็นักรบ”
“ข้าได้ยินมาว่า นางมักถูกกลั่นแกล้งจริงหรือ?”
เยว่เหยียนทอดสายตาไปยังหญิงสาวซึ่งล้มแล้วลุกขึ้นฝึกซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนพยักหน้า
“ผู้าุโบางคนในตระกูลยังไม่ยอมรับนาง...จึงไม่ใช่เื่แปลก”
เขาหยุดครู่หนึ่ง ดวงตายังคงจับจ้องร่างบางที่ไม่เคยหยุดฝึก ก่อนกล่าวต่อ
“แม้แต่พวกข้าเอง...ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น”
ใต้ต้นหลิวอีกฟากหนึ่งของลานฝึก เยว่เสวี่ยหลิงกำลังกำกระบี่ไม้ไว้แน่น คมกระบี่เคลื่อนไหวสลับฟาดฟันอย่างติดขัด นางชะงัก ริมฝีปากสั่น มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกขณะร่ายรำ ทันใดนั้นคลื่นพลังสายหนึ่งพลันปะทุออกจากปลายกระบี่
เปรี๊ยะ!
กิ่งไม้้าแตกหักทันที
เยว่เสวี่ยหลิงเบิกตากว้าง รีบชี้กระบี่กลับไปยังกิ่งไม้ที่กำลังร่วงหล่น มืออีกข้างยังกุมหน้าอก ก่อนยกมือลูบศีรษะเบา ๆ พลางมองกระบี่ไม้ในมืออย่างงุนงง
“เหตุใดครั้งนี้คลื่นพลังจึงไม่ออกมา...”
เสียงหัวเราะเริ่มดังขึ้นจากรอบด้าน เยว่เหยียนกำหมัดแน่นจนเส้นเอ็นปูดนูน ร่างสูงกำลังก้าวออกไป เยว่จิงเทียนเพียงยกมือแตะบ่าแล้วส่ายหน้า หากลมปราณที่เล็ดรอดออกมาโดยไม่รู้ตัวกลับทำให้ชายอาภรณ์พลิ้วไหว
“ควบคุมพลังไม่ได้เช่นนั้น จะไปสู้ผู้ใดได้กัน?”
เยว่เสวี่ยหลิงหันมองเพียงครู่เดียว ก่อนยกกระบี่ขึ้นอีกครั้ง
เริ่มฝึกซ้ำเหมือนไม่เคยได้ยินคำพูดเ่าั้ ครั้งแล้วครั้งเล่า
ด้านข้างลานฝึก ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนมองอยู่เนิ่นนาน สายตาของเขาอยู่ที่ร่างเล็กซึ่งยังคงฝึกกระบี่อยู่เพียงลำพังท่ามกลางเสียงหัวเราะและคำวิจารณ์รอบด้าน ผ่านไปครู่หนึ่ง เยว่เทียนอวิ๋นจึงก้าวเข้าไปหา
“เสวี่ยหลิง”
หญิงสาวรีบหยุดกระบี่ทันที หันไปยังที่มาของเสียง นางกำลังจะวิ่งเข้าไปหาบิดา เสียงหัวเราะยังคงอยู่นางจึงหยุดแล้วยกมือขึ้นประสานก่อนย่อตัวลงคำนับ
“ท่านพ่อ”
สายลมอ่อนพัดผ่านลานฝึก ใบหลิวแห้งใบหนึ่งลอยผ่านระหว่างคนทั้งสอง
เยว่เทียนอวิ๋นมองมือนางที่เต็มไปด้วยาแ แต่ยังคงกำกระบี่ไม้ไว้แน่นอยู่ครู่หนึ่ง พลางรับฟังเสียงผู้คนรอบลานฝึก เขายืนไพล่หลังหันหลังให้นาง ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างแ่เบา
“เ้าโกรธพ่อหรือไม่ที่ไม่ปกป้องเ้า”
เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งไปเล็กน้อย นางก้าวเข้าไปหาบิดาอีกสองก้าว มองแผ่นหลังที่ค่อย ๆ หันกลับมา ก่อนส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มบาง เยว่เทียนอวิ๋นสบสายตานาง แล้วทอดมองผ่านไปยังลานประลองเบื้องหน้า ซึ่งผู้คนยังคงฝึกฝนกันอย่างจริงจัง
“เพราะโลกของภพเทพไม่เคยอ่อนโยนต่อผู้ใด”
มือของเยว่เสวี่ยหลิงค่อย ๆ กำกระบี่ไม้แน่นขึ้น เยว่เทียนอวิ๋นเหลือบมองบุตรชายทั้งสองซึ่งยืนอยู่กลางลานฝึกท่ามกลางผู้คน ก่อนยกมือแตะบ่าของนางเบา ๆ
“กว่าพี่ชายของเ้าจะได้รับการยอมรับ ก็ยากเช่นกัน เ้าอาจไม่เหมาะอยู่ในสนามรบ และไม่มีผู้ใดอยู่ข้างกายเพื่อปกป้องเ้าได้ตลอดไป”
ความเงียบโรยตัวลงระหว่างคนทั้งสอง เยว่เสวี่ยหลิงก้มมองกระบี่ไม้ในมืออยู่ครู่หนึ่ง ปลายนิ้วลูบผ่านรอยแตกเล็ก ๆ บนเนื้อไม้ ก่อนคลี่ยิ้มบาง
“ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
เยว่เทียนอวิ๋นมองรอยยิ้มนั้นอยู่เนิ่นนาน สุดท้ายจึงเพียงถอนหายใจ ก่อนหมุนกายเดินจากไป
ไม่นานหลังจากนั้น เยว่จิงเทียนเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเยว่เสวี่ยหลิง พลางมองกระบี่ไม้ในมือของนาง
“เสวี่ยหลิง เ้าควรพักผ่อนให้มากกว่านี้”
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้นมอง แต่ยังไม่ทันเอ่ยสิ่งใด เยว่เหยียนก็เดินเข้ามาสมทบ
“เ้าอาจเลือกอยู่ในเรือน อ่านตำรา ปลูกดอกไม้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องลำบากเช่นนี้”
เยว่จิงเทียนเอื้อมมือกุมมือนางที่กำแน่น ก่อนค่อย ๆ คลายออก
“สนามรบอันตรายสำหรับเ้าเกินไป”
เยว่เสวี่ยหลิงก้มมองกระบี่ไม้ในมือ ปลายนิ้วค่อย ๆ กำแน่นขึ้น
“ท่านแม่จากไปแล้ว...ข้าไม่อยากเสียใครอีก”
สองพี่น้องชะงักไปเล็กน้อยก่อนสบตากัน ไม่มีผู้ใดตอบคำพูดนั้น เยว่จิงเทียนเพียงยกมือขึ้นเหนือศีรษะนาง แต่กลับหยุดไว้กลางทางแล้วลดมือลง ขณะที่เยว่เหยียนมองดวงตาอันมั่นคงของนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเบือนหน้าหลบไปอีกทาง
ครู่ต่อมา ทั้งสองจึงหมุนกายเดินจากไป ลมอ่อนพัดผ่านลานฝึกอีกครั้ง เยว่เสวี่ยหลิงยังคงยืนอยู่ที่เดิม นางก้มมองกระบี่ไม้ในมืออยู่เนิ่นนาน ก่อนยกมันขึ้นแทงไปเบื้องหน้าอีกครั้ง ใบหลิวสีเขียวอ่อนร่วงผ่านใบหน้า หยาดน้ำใสเอ่อคลออยู่ที่ขอบตา แต่กระบี่ไม้ในมือยังคงเคลื่อนไหวต่อไป
ยามค่ำคืนมาเยือนอย่างรวดเร็ว กลิ่นอาหารยามเย็นลอยมาตามสายลม ขณะที่ผู้คนรอบลานฝึกทยอยเก็บอาวุธกลับเรือนของตน ศิษย์จากตระกูลต่าง ๆ ประสานมือกล่าวลาต่อกันไม่ขาดสาย หนุ่มอสูรร่างสูงผู้มีเขี้ยวยาวหัวเราะพลางกอดคอชายหนุ่มอีกคนซึ่งกำลังเก็บปีกสีขาวกลับด้านหลัง
"คืนนี้ข้าไปทานอาหารที่เรือนเ้าก็แล้วกัน" หนุ่มอสูรร่างสูงหัวเราะพลางกอดคอสหาย อีกฝ่ายส่ายหน้าขำ "ครั้งก่อนเ้ากินเสียเกือบหมดโต๊ะ" เสียงหัวเราะของทั้งสองลามไปทั่วลานฝึก ก่อนผู้คนรอบด้านจะทยอยเก็บอาวุธกลับเรือนทีละคน
เยว่เสวี่ยหลิงมองภาพนั้น ก่อนทรุดกายลงใต้ต้นหลิว ยกมือปาดเหงื่อ พลางมองผู้คนที่ทยอยเดินออกจากลานฝึก จนกระทั่งแสงสุดท้ายของตะวันค่อย ๆ ลับหายหลังขอบฟ้า
กัง—! กัง—!
เสียงระฆังเตือนภัยดังกึกก้องไปทั่วภพเทพ รอยยิ้มของผู้คนพลันเลือนหาย ทุกสายตาหันไปยังหอระฆังพร้อมกัน
ศิษย์อาภรณ์ฟ้าผู้หนึ่งรีบร่อนลงจากอากาศ ก่อนคุกเข่าลงเบื้องหน้าเหล่าผู้าุโ
“รายงาน!”
“นิกายกลืนสามภพบุกโจมตีใกล้หมู่บ้านซุยเซียนทางทิศตะวันออกขอรับ!”
ทั่วทั้งลานฝึกตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ ก่อนบรรยากาศจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เยว่เทียนอวิ๋นก้าวออกมามองผู้คนที่กำลังรวมตัว มือข้างหนึ่งจับด้ามกระบี่ที่เอว ก่อนชักมันออกจากฝักช้า ๆ แสงเย็นเยียบสะท้อนผ่านคมดาบ ขณะสายตาของเขากวาดผ่านนักรบทั้งหมด
“จงแสดงให้พวกมันเห็น...ว่าตระกูลเยว่แห่งภพเทพ นั้นแข็งแกร่งเพียงใด”
เสียงโห่ร้องดังกึกก้องขึ้นทันที
เหล่านักรบทยอยเคลื่อนออกจากลานฝึกเป็สาย
เยว่เสวี่ยหลิงกำลังก้าวตามขบวนออกไป แต่ยังไม่ทันพ้นประตู มือหนึ่งก็พลันคว้าข้อมือนางไว้แน่น
“เ้ากำลังจะไปไหน”
เยว่เหยียนยืนอยู่ตรงนั้น มือที่กำแขนนางไว้แน่นขึ้น ดวงตาจ้องมองเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง
“นั่นไม่ใช่ที่ที่เ้าควรไป”
เยว่เสวี่ยหลิงชักมือออกจากการเกาะกุม กระบี่ไม้ในมือสั่นเล็กน้อย
“แม้ข้าจะใช้กระบี่ไม่เก่ง...แต่ข้าอาจช่วยพวกท่านได้”
นางเงยหน้ามองพี่ชาย น้ำเสียงสั่นไหวเล็กน้อย
“อย่างน้อย...ร่างกายข้าก็เป็โล่ให้พวกท่านได้”
เยว่เหยียนชะงักมองเข้าไปที่ดวงตาของนางที่สั่นไหว
เยว่เทียนอวิ๋นก้าวเข้ามายืนเบื้องหน้า เขามองบุตรสาวอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงยกมือขึ้นลูบศีรษะนางเบา ๆ
“เ้าคล้ายมารดาของเ้ายิ่งนัก”
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้ามองบิดา กระพริบตาลงช้าๆ น้ำใสหนึ่งหยดไหลผ่านแก้ม
เยว่เทียนอวิ๋นจับกระบี่ไม้ดึงออกมาจากมือของนาง ก่อนสะบัดแขน
ฟึ่บ!
กระบี่ทั้งเล่มพุ่งออกไป ปักลงบนต้นไม้ใหญ่จนมิดด้าม
“ข้านำเ้ามาอยู่ภพเทพ”
เขามองนางนิ่ง ๆ
“เพราะข้าไม่อยากสูญเสียเ้าไปเช่นเดียวกับมารดาของเ้า”
สิ้นเสียงนั้นเขาก็หมุนกายจากไป เยว่เหยียนรีบเดินตามหลังบิดา
เยว่เสวี่ยหลิงยืนมองแผ่นหลังทั้งสองที่กำลังก้าวเดินออกจากลานฝึก
* * * * *
กลางป่าก่อนทางเข้าหมู่บ้านซุยเซียน เสียงะเิและเสียงกรีดร้องดังะเืไปทั่วฟ้า
เปลวเพลิงลุกโชนไปตามแนวต้นไม้ ควันดำปกคลุมผืนดิน ขณะที่ประกายแสงจากคมศาสตราและพลังปราณตัดผ่านความมืดไม่ขาดสาย เหล่า
นักรบของตระกูลเยว่กำลังร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับตระกูลต่างๆ
คมดาบและพลังปราณพุ่งทะลวงอากาศไม่ขาดสาย
แสงสุดท้ายของวันถูกโลหิตและควันากลืนกินไปจนหมดสิ้น
กลางสนามรบในป่านั้น เยว่เทียนอวิ๋น เยว่จิงเทียน และเยว่เหยียนกำลังถูกล้อมเอาไว้
เยว่จิงเทียนหายใจหนักหน่วง คราบเืเปื้อนใบหน้า ลูกธนูยังปักคาอยู่ที่หัวไหล่ กระบี่ในมือสั่น หยดเืจากแขนไหลสู่ปลายนิ้วที่ยังคงกำกระบี่แน่น
“ท่านพ่อ...พวกเราคงมาได้แค่นี้”
เยว่เหยียนมองหยดเืที่หยดลงบนพื้นขณะทรุดตัวลงข้างหนึ่ง มือกดาแที่สีข้างแน่น อีกมือใช้กระบี่ค้ำยันร่างฝืนลุกขึ้นอีกครั้ง เขามองถุงผ้าห่อขนมที่เหน็บไว้ข้างเอวที่ถูกย้อมไปด้วยเื
“เสวี่ยหลิง...ขนมของเ้าเปื้อนแล้ว”
ศัตรูที่ยืนล้อมอยู่พลันพุ่งเข้าโจมตีพร้อมกัน กระบี่ หอก คมดาบ และพลังปราณจำนวนมหาศาลถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง
ในวินาทีนั้นเอง เงาร่างหนึ่งพลันพุ่งออกมาจากความโกลาหล อาภรณ์สีขาวปลิวไหวท่ามกลางสายลม
เยว่เสวี่ยหลิงกางแขนออก มือข้างหนึ่งยังคงกำกระบี่ไม้เอาไว้แน่น นางยืนอยู่ตรงหน้าครอบครัวของตน
คมดาบนับสิบกำลังฟาดลงมา
นางหันกลับเพียงยิ้ม
“ข้า...บอกแล้ว...”
เสียงนั้นเบาราวกระซิบ
“ว่าข้าจะปกป้องทุกคน”
แสงสีเงินพลันปรากฏขึ้นกลางความมืด ก่อนจันทร์เสี้ยวสีเงินจะค่อย ๆ ก่อรูปขึ้นข้างกายเยว่เสวี่ยหลิง หมุนวนอย่างแ่ช้า แล้วแผ่ขยายออกเป็ม่านแสงโปร่งใสขนาดมหึมา
ตูม—!
คลื่นแรงะเืกวาดไปทั่วสนามรบ ทุกคนหยุดนิ่งหันมองต้นกำเนิดของคลื่นนั้น จันทร์เสี้ยวสีเงินยังคงหมุนวนรอบกายเยว่เสวี่ยหลิง แสงอ่อนโยนสาดต้องอาภรณ์ที่เปื้อนโลหิตและฝุ่นควัน ขณะที่นักรบและนักฆ่าทุกคนต่างจ้องมองนาง
“เสี้ยวจันทรา...”
จันทร์เสี้ยวสีเงินหมุนวนอยู่รอบกายนาง แสงอ่อนโยนสาดต้องใบหน้าซึ่งยังเต็มไปด้วยความงุนงง
เยว่เทียนอวิ๋นฝืนพยุงกายลุกขึ้นมองร่างบุตรตรีที่กำลังถูกม่านใสครอบกาย
เยว่เสวี่ยหลิงยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ถือกระบี่ไม้ไว้แน่น รอบกายนางหลายร่างถูกตัดขาดนอนแน่นิ่ง แสงสีเงินยังคงโอบล้อมร่างของนาง
“นั่น...คือเสี้ยวจันทราใช่หรือไม่”
เสียงหนึ่งดังขึ้นแ่เบา
สายตาหลายคู่จับจ้องบางสิ่งที่กำลังลอยวนรอบกายนาง
หลังการต่อสู้สิ้นสุดลง สนามรบค่อย ๆ จมกลับสู่ความเงียบ กลิ่นคาวเืลอยผ่านซากศพและอาวุธที่แตกหัก ขณะที่ควันสีเทาเอื่อยลอยขึ้นจากพื้นดิน
ชายชราผู้หนึ่งยืนพิงต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากแนวรบ มือกำดาบแน่นจนสั่นเล็กน้อย
สายตาของเขาไม่เคยละจากจันทร์เสี้ยวสีเงิน
"ศาสตราเทพที่ถูกผนึก..." เขาพึมพำ ขณะที่อีกคนหนึ่งค่อย ๆ หันกลับมา โลหิตยังหยดจากปลายกระบี่ "ข้าไม่เคยเห็นมัน แต่ข้าเคยได้ยินตำนาน"
หญิงสาวในอาภรณ์สีขาวยืนอยู่กลางสนามรบ โลหิตแต้มอยู่ตามชายแขนและชายอาภรณ์ นางมองจันทร์เสี้ยวที่ลอยอยู่ข้างกาย ก่อนค่อยๆ ยื่นมือออกไป ปลายนิ้วแตะลงบนแสงสีเงินนั้นอย่างแ่เบา เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย
ชายชราค่อย ๆ เดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าเยว่เทียนอวิ๋น ใบหน้าซีดขาวราวไร้สีเื เขายกนิ้วที่สั่นเทาชี้ไปยังจันทร์เสี้ยวสีเงิน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่ราวลมหายใจ
"พวกเขาจะมา"
"พวกเขาจะฆ่านาง"