รอยที่อยากจะลองใช้ทักษะใหม่แต่ไม่มีเป้าหมายโจมตีให้เลือกจึงได้แต่ถอดใจแล้วเอ่ยถามกับภูติแห่งฝันร้าย
“ภารกิจที่ 4 เริ่มต่อได้เลยไหม?”
“ภารกิจที่ 4 สามารถเริ่มได้เลย ผู้เข้าทดสอบ้าจะเข้าทดสอบเลยหรือไม่?”
“เริ่มเลย”
สภาพโดยรอบถูกเปลี่ยนไปเป็ทุ่งราบที่มีหญ้าเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา แต่ถ้ามองออกไปตรงหน้าเหมือนจะมีสิ่งปลูกสร้างที่คล้ายกับกระโจมขนาดใหญ่ตั้งอยู่หลายอันคล้าย ๆกับชุมชนขนาดเล็ก
ภารกิจที่ 4 ช่วยเหลือลูกหลานของชนเผ่าบาบาเรี่ยน
ความยากระดับ 1 ดาว
สถานที่ ทุ่งราบชนเผ่าบาบาเรี่ยน
ประเภทภารกิจ เคลื่อนย้ายเป้าหมายมาไว้ในที่ปลอดภัย
ระยะเวลาของภารกิจ ไม่จำกัดเวลา (ภารกิจล้มเหลวทันทีเมื่อลูกหลานของชนเผ่าบาบาเรี่ยนเสียชีวิตทั้งหมด)
อัตตราการเสียชีวิต 20 ครั้ง
อาวุธที่สามารถเลือกใช้ได้จากแท่นบูชา 1 ชนิด
รางวัลสำเร็จภารกิจ 1.อาชีพที่ 2 (ถ้าเหลือผู้รอดชีวิตมากกว่า 5 คนขึ้นไป)
2.รางวัลแบบสุ่ม (ถ้าเหลือผู้รอดชีวิตน้อยกว่า 2 คน)
(บททดสอบจะเริ่มทันทีเมื่อท่านเลือกอาวุธ)
(หมายเหตุ ภารกิจล้มเหลวผู้ทดสอบจะถูกส่งออกจากโลกแห่งฝันร้ายทันที บทลงโทษของการล้มเหลวจะไม่สามารถใช้พลังของโลกแห่งฝันร้ายได้ 3 วัน ยิ่งทำภารกิจล้มเหลวมากขึ้นบทลงโทษก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น)
รอยกลืนน้ำลายอึกใหญ่ทันทีที่เมื่ออ่านรายละเอียดภารกิจจบ เพราะระดับความยากมันเพิ่มขึ้นมาเป็ 1 ดาวแล้ว อัตตราการเสียชีวิตก็มีจำกัดครั้งอีกด้วย
“อย่าบอกนะว่าถ้าเราตายครบ 20 ครั้งแล้วตัวตนในโลกแห่งความเป็จริงจะตายไปด้วย”
“ถูกต้อง” ภูติแห่งฝันร้ายตอบกลับมาอย่างไม่ใส่ใจ
ถึงแม้การตายหลายครั้งที่ผ่านมาจะสร้างความชินชาให้กับรอย แต่พอรู้ว่าการตายของภารกิจนี้มีผลกับโลกแห่งความเป็จริงรอยก็รู้สึกเครียดขึ้นมาทันที
“แต่รางวัลครั้งนี้ก็ช่างล่อตาล่อใจซะจริงการที่ได้รับอาชีพที่ 2 มามันก็เหมือนกับว่าเพิ่มพลังความแข็งแกร่งให้กับเราเป็เท่าตัวเลย”
แท่นบูชาปรากฏอาวุธขึ้นมาให้รอยได้เลือกเหมือนกับภารกิจที่หนึ่งซึ่งเป็ตัวเลือกอาวุธของอาชีพผู้ใช้คำสาป
รอยยืนคิดอยู่สักพักว่าจะเลือกอาวุธระยะไกลหรือใกล้ดีเพราะไม่รู้ว่าศัตรูเป็ตัวอะไร ทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่นี้มันเดาไม่ออกเลยจริง ๆ
“แต่ถ้าคิดถึงความสะดวกในการใช้งาน เราน่าจะเลือกอาวุธที่เพิ่มพลังให้กับทักษะของเราที่มีตอนนี้ซิถึงจะดี”
รอยมองดูอยู่สักพักจนอาวุธชิ้นนั้นวนมาถึงตรงหน้า
“เอาชิ้นนี้เลยละกัน”
รอยเลือกไม้เท้าที่ด้ามจับเป็รูปทรงหัวกะโหลกสลักไว้
ไม้เท้ากระดูกต้องสาป
เพิ่มความเสียหายให้กับทักษะคำสาปทุกประเภท 1 ระดับ
“อาวุธชิ้นนี้ใช้ได้อยู่นะเพิ่มความเสียหายให้กับทักษะคำสาปถึง 1 ระดับแต่น่าเสียดายที่มันไม่มีตัวเลขหรือความแรงของทักษะมาคำนวณบอกเลย”
รอยยืนควงไม้เท้าเพราะคิดว่ามันน่าจะเอามาฟาดใส่ศัตรูได้ ในเมื่อรอยเลือกอาวุธแล้วภารกิจก็เริ่มต้นขึ้นทันที
ตรงแท่นบูชาแห่งฝันร้ายอยู่ ๆก็มีม่านพลังปรากฏขึ้นมาเป็โดมขนาดใหญ่ครอบคลุมทั่วทั้งบริเวณแท่นบูชาพร้อมกับคำอธิบายที่เขียนอยู่กลางอากาศ
พื้นที่ปลอดภัย
“นี่เราต้องพาคนมาตรงจุดนี้เหรอเนี่ย?”
เมื่อภารกิจเริ่มต้นขึ้นตัวเลขของเหล่าลูกหลานของชนเผ่าบาบาเรี่ยนก็ปรากฏขึ้นมาให้รอยได้เห็นเป็ภาพโฮโลแกรมซึ่งมีจำนวนตัวเลขของคนให้ช่วยเหลืออยู่ที่ 10 คน
“แค่ช่วยเหลือให้รอดมากกว่าครึ่งหนึ่งซินะถึงจะได้รางวัลอาชีพที่ 2”
รอยเดินไปข้างหน้าที่มีกระโจมน่าสงสัยตั้งอยู่ซึ่งพอเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆก็เห็นว่ามันเป็ชุมชนขนาดเล็กถ้านับกระโจมเหล่านี้ว่าเป็บ้านก็ดูเหมือนว่าจะมีหลายครอบครัวเลยที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่
“กลิ่นคาวเืเหรอวะเนี่ย?” รอยเอามือปิดจมูกทันทีที่เดินเข้ามาใกล้กระโจม
รอยมองไปรอบ ๆก็รู้เลยว่าที่แห่งนี้เพิ่งเกิดการต่อสู้ที่โหดร้ายน่าสยดสยองขึ้น ศพผู้คนมายมากนอนกองอยู่กับพื้นเกลื่อนกลาดเต็มไปหมดและไม่มีศพไหนเลยที่มีสภาพที่สมบูรณ์ รอยเกือบจะอ้วกออกมาเพราะนี่มันคือครั้งแรกเลยที่เขาเห็นศพคนตายอย่างใกล้ชิดขนาดนี้
รอยรีบเปิดประตูผู้ใช้คำสาปทันทีเพื่อทำให้จิตใจของเขาสงบมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะอยากอ้วกแค่ไหนก็ตามรอยเองก็ต้องอยู่ในสภาวะที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่ายังมีศัตรูหลงเหลืออยู่ในพื้นที่นี้อีกรึเปล่า ถึงรอยอยากจะเดินหนีออกให้ห่างจากศพเหล่านี้แค่ไหนก็ตามแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะต้องดูว่าศพเหล่านี้ถูกฆ่าตายด้วยสาเหตุอะไรกันแน่
“บ้าเอ้ย! กลิ่นคาวเืนี่มันชวนเวียนหัวจริง ๆ”
รอยดูรายละเอียดของศพก็รู้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้เหมือนกับชนเผ่าพื้นเมืองที่เป็คนผิวคล้ำมีร่างกายที่สูงใหญ่กว่าผู้คนในโลกมนุษย์ทั่วไปมาก การแต่งกายก็แปลกประหลาดที่ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายก็นำผ้าหลากสีมาทำเป็กระโปรงสวมใส่ปิดบังส่วนล่างเอาไว้ แถมแต่ล่ะคนยังมีรอยสักที่แขนเป็ลวดลายสัญลักษณ์คล้ายกับเปลวเพลิงพันอยู่ทั่วแขนและหน้าอก คนที่มีรอยสักส่วนใหญ่จะเป็ผู้ชาย่วัยรุ่นขึ้นไป ส่วนาแของแต่ละคนนั้นดูเหมือนจะถูกสิ่งมีชีวิตบางอย่างกัดกินจนตาย
“จริงซิภารกิจให้เราช่วยเหลือลูกหลานของชนเผ่าบาบาเรี่ยน แต่มองดูศพทั่วบริเวณนี้แล้วไม่เห็นมีศพเด็กเลยสักคนแปลว่าเด็กพวกนั้นคงแอบอยู่ในที่หลบภัยหรือไม่ก็ถูกลักพาตัวไปแล้ว”
กึก!
เหมือนกับว่ามีเสียงอะไรบางอย่างอยู่ในกระโจมด้านหน้า
“เสียงอะไรหน่ะ?”
รอยกำไม้เท้ากระดูกต้องสาปไว้แน่นและเดินไปเปิดกระโจมที่เกิดเสียงน่าสงสัยด้วยท่าทีหวาดระแวง
บา บา! (ช่วยด้วย!...)
“หืม...เสียงคนเหรอ?”
พอรอยรู้ว่าเป็เสียงคนก็รีบเปิดเข้าไปทันที
กลายเป็ว่ายังมีผู้เฒ่าผมขาวหัวกระเซอะกระเซิงคนหนึ่งนอนจมกองเือยู่ที่พื้น ซึ่งตอนนี้ขาทั้งสองข้างของเขาถูกกัดจนเหลือเพียงแค่ต้นข้าเท่านั้น ข้าง ๆตัวผู้เฒ่ามีหมาป่าสีดำตัวใหญ่นอนตายด้วยหอกไม้คาปักหัวเหมือนกับถูกไฟเผาดำเป็ตอตะโก
รอยมองดูสภาพโดยรอบกระโจมที่เละเทะไปหมด ของตกแต่งเครื่องใช้ภายในก็ไม่ได้มีอะไรมากเป็เพียงแค่สิ่งประดิษฐ์ที่ทำขึ้นด้วยมือแบบลวก ๆ
“นี่มันยุคโบราณหรือไงกันนะข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆล้วนแล้วแต่เป็ของที่ทำขึ้นมาเองทั้งนั้นเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรก็ไม่มีเลยสักชิ้น”
ผู้เฒ่าที่เห็นรอยจ้องมองมาก็ทำท่าทางตื่นตระหนกและหวาดระแวงเพราะตัวผู้เฒ่าก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะสู้ต่อแล้ว คนแปลกหน้าที่เข้ามานี่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็มิตรหรือว่าศัตรูกันแน่ ผู้เฒ่าตอนนี้ทำได้แต่จ้องมองดูรอยเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
“คุณเข้าใจที่ผมพูดไหม?”
ผู้เฒ่าพยักหน้าอย่างช้า ๆเพื่อตอบรับ
รอยคิดในใจ ว่าผู้เฒ่าคนนี้เข้าใจด้วยเหรอดูยังไงสถานที่และผู้คนก็ไม่น่าจะอยู่ในโลกของเราเลยหนิ แล้วผู้เฒ่าคนนี้เข้าใจที่เราพูดได้ยังไงกันเพราะภาษาที่พูดออกไปก็เป็ภาษาประเทศTซึ่งดูยังไงก็ไม่น่าจะพูดภาษาเดียวกันแน่ ๆ
“เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่งั้นเหรอ?”
ผู้เฒ่าก็อดสงสัยไม่ได้เหมือนกันว่าตัวเขาที่ไม่ได้เปล่งเสียงพูดอะไรออกไปแต่ทำไมเด็กหนุ่มคนนี้กลับสื่อสารกับเขารู้เื่ได้กัน การแต่งกายของเด็กหนุ่มคนนี้ก็ดูแปลกตาไม่เคยพบเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย ไหนจะร่างกายที่ดูอ่อนแอปวกเปียกไม่รู้ว่าเข้ามาในที่ราบแห่งนี้ได้ยังไงกัน
(เราถูกโจมตีจากชนเผ่าเบลมมีส์)
“เผ่าเบลมมีส์... คืออะไรวะนั่น?”
ผู้เฒ่าไอกระอักเืออกมา
รอยเห็นแบบนั้นจึงรีบถามในสิ่งที่เขาอยากจะรู้ทันทีเพราะผู้เฒ่าคนนี้ดูเหมือนจะทนพิษาแไม่ไหวแล้วจริง ๆ
“มีอะไรที่ผมพอจะช่วยคุณได้ไหม?”
ผู้เฒ่าเงยหน้าจ้องมองรอยพร้อมกับดึงแหวนหยกสีแดงออกมาจากนิ้วยื่นมาให้ด้วยความจนใจ
(ถึงฉันไม่รู้ว่าเธอเป็ใครก็ตามแต่ขอร้องละช่วยลูกหลานของเผ่าฉันด้วย พวกมันเอาตัวพวกเขาไปแล้ว)
แต่ทันทีที่ผู้เฒ่าพูดจบก็หมดลมหายใจไปทันที
คุณ!!
รอยรีบคว้ามือของผู้เฒ่าก่อนที่จะตกถึงพื้นแล้วหยิบแหวนออกมา แต่ก็ไม่มีคำอธิบายอะไรบอกว่ามันคือแหวนอะไรรอยจึงเก็บมันไว้ที่กระเป๋ากางเกงอย่างไม่ใส่ใจนักและเดินออกไปสำรวจกระโจมหลังอื่นต่อแต่ก็ไร้วี่แววของคนที่รอดชีวิต
“แล้วลูกหลานของพวกเขาถูกลักพาตัวไปที่ไหนล่ะ เวรแล้วไงถึงภารกิจจะบอกว่าไม่จำกัดเวลาแต่ถ้าเด็กพวกนั้นตายไปภารกิจก็ล้มเหลวทันทีจะมามัวชักช้าแบบนี้ไม่ได้แล้วซิ”
รอยค้นหาร่องรอยทั่วทั้งหมู่บ้านอย่างเร่งรีบและก็พบศพมากมายหลายร้อยศพถูกวางกองทิ้งรวมกันเอาไว้ตรงกลางหมู่บ้านที่เป็ลานโล่ง
รอยสังเกตเห็นพื้นดินที่มีรอยลากยาวคล้ายกับล้อรถมุ่งตรงไปทางออกอีกด้านหนึ่งของหมู่บ้านพร้อมกับรอยเท้าสิ่งมีชีวิตสี่ขาที่เดินตามหลังไป
“แต่เบาะแสก็ชี้ไปว่ามีกลุ่มคนเพิ่งออกเดินทางไป” รอยที่มองดูรอบ ๆแล้วไม่มีสัตว์อะไรเลยที่จะเป็พาหนะพาเขาออกเดินทางไปได้
“เอาวะ! มัวแต่ยืนคิดอยู่อย่างนี้ศัตรูก็ยิ่งห่างออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ” รอยวิ่งออกไปตามรอยล้อทันทีและพอออกจากหมู่บ้านก็ยิ่งเห็นชัดมากยิ่งขึ้นเพราะโดยรอบเป็ทุ่งหญ้าที่ถูกเหยียบจนล้มเป็ทางยาว
รอยวิ่งออกมาสุดกำลังจนได้มาเห็นกลุ่มคนผิวสีร่างกายกำยำขี่หมาป่าสีดำตัวใหญ่เป็พาหนะดูเหมือนว่าทุกคนจะมีธนูคันใหญ่เป็อาวุธสะพายไว้ที่หลัง
“หมาป่าที่เห็นในกระโจมผู้เฒ่านั่นดูตัวเล็กไปเลยเมื่อเทียบกับฝูงหมาป่ากลุ่มนี้ แถมความกระหายเืที่ดูน่าขนลุกนี่อีกถึงอยู่ไกลกันขนาดนี้ก็ยังรู้สึกได้”
รอยวิ่งเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อย ๆเพราะจะดูให้แน่ชัดว่ามีกลุ่มเด็กอยู่ในนั้นหรือเปล่า แต่ดูจากร่องรอยที่รอยวิ่งตามมาก็เห็นว่าเป็คนกลุ่มนี้แน่ที่เพิ่งออกมาจากหมู่บ้าน
“นั่นไงมีกรงเหล็กขนาดใหญ่ถูกลากอยู่บนเกวียนที่อยู่หน้าขบวน” ถึงรอยจะมองเห็นได้ไม่ชัดว่าในกรงเหล็กมีกลุ่มเด็กอยู่เท่าไหร่แต่ที่แน่ ๆนั่นคือเป้าหมายที่รอยจะต้องพากลับไปที่ปลอดภัยให้ได้ และทันใดนั้นเองก็มีเสียงหอนดังขึ้นจากที่ไกล ๆ
บรู๊วว!
“เกิดอะไรขึ้นหนะ?”
อยู่ ๆฝูงหมาป่าสีดำก็วิ่งกระจายตัวออกมาล้อมกรอบรอยพร้อมกับขู่คำราม ขนาดตัวของพวกมันใหญ่เทียบเท่ากับม้า รอยรับรู้ได้ถึงจิตสังหารที่รุนแรงจากพวกมันจนไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว รอยคิดอยู่ในใจว่าอยู่ห่างจากพวกมันตั้งหลายร้อยเมตรแต่ทำไมมันถึงรู้ละว่าเราตามพวกมันมา
แฮ่!
อยู่ ๆพวกมันก็หยุดเดินแล้วแหวกทางให้กับหมาป่าตัวสีแดงที่มีคนขี่หลังเดินเข้ามาใกล้ ดูเหมือนเ้าหมาป่าสีแดงตัวนี้น่าจะเป็จ่าฝูงของพวกมัน รอยจ้องมองมันด้วยท่าทีระมัดระวังพร้อมกับกำไม้เท้าหัวกะโหลกแน่นยิ่งขึ้น
โซ่ิญญา! กะโหลกิญญา!
รอยใช้ทักษะต่อเนื่องทันทีที่หมาป่าสีแดงเข้ามาใกล้ โซ่ิญญาโผล่ขึ้นมาจากพื้นตรงจุดที่หมาป่าสีแดงยืนอยู่ แต่หมาป่าสีแดงดูเหมือนจะมีประสาทััที่ว่องไวหลบโซ่ิญญาที่โผล่จากพื้นได้อย่างฉับพลัน แต่หัวกะโหลกิญญา 4 หัวก็พุ่งตามหมาป่าสีแดงไปอย่างติด ๆเหมือนกับเป็เงาตามตัว ชายที่ขี่หลังหมาป่าสีแดงอยู่ก็ะโหลบออกมาเพราะมีหัวกะโหลกิญญา 1 หัวตามติดเขาเหมือนกัน ทั้งคู่วิ่งแยกออกจากกันเหมือนกับว่ารู้ใจกันเป็อย่างดี ชายคนนั้นหยิบธนูออกมาจากหลังง้างยิงลูกศรเข้าที่ขาของรอยสองดอกซ้อนด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ
อ๊ากก!
รอยร้องออกมาอย่างเ็ปเมื่อโดนลูกธนูทั้งสองยิงเข้าที่ขา ความรุนแรงของลูกธนูตัดขาทั้งสองของรอยจนขาด หมาป่าจ่าฝูงที่วิ่งหลบหัวกะโหลกิญญาก็อ้อมหลบกระโจนเข้ามากัดหัวรอยจนขาดออกจากร่าง
ผู้ทดสอบเหลือ 19 ชีวิต