เซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 41 :หญิงแพศยา

    ตอนที่ 41 :หญิงแพศยา

     

    “มีปีศาจได้อย่างไรกัน”

     

    หลินอี้ไม่เข้าใจสถานที่อย่างสำนักศึกษา จะมีปีศาจจิ้งจอกมาปรากฏตัวได้อย่างไร

     

    นี่คือโลกของมนุษย์

     

    มิใช่ภพมาร

     

    ตามที่เล่าขานกันมา

     

    ยามเมื่อมนุษย์และมารเกิดหายนะก็จะเกิดนักปราชญ์ขึ้นมา

     

    “ฮิฮิฮิ...”

     

    ปีศาจจิ้งจอกหัวเราะอย่างยั่วยวนเงาบนผนัง กลับกลายเป็นเงาดำขึ้นมาในพลัน และหายไปอย่างไร้ร่องรอย

     

    “ให้ข้าได้ปรนนิบัติคุณชายแต่โดยดีเสียเถิด...”

     

    ความหนาวเหน็บจู่โจมขึ้นมาในพลัน

     

    “แย่แล้ว”

     

    ด้วยประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของหลินอี้ภายในใจเกิดลางสังหรณ์ที่เลวร้ายขึ้นมา

     

    ปีศาจที่สามารถออกมาจากร่างได้ย่อมมิใช่สิ่งที่เขาจะสามารถต่อกรด้วยได้

     

    เขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

     

    ทันทีที่ขบกรามแน่นก็เร่งโคจรพลังห้าวหลานเจิ้งชี่ทั้งหมดในทันที

     

    ในชั่วพริบตานั้นเอง

     

    ร่างของหลินอี้เปล่งแสงสีทอง จนสว่างไปทั่วทั้งห้องแสงสีทองแผ่กระจายออกไปทางหน้าต่าง และส่องประกายความมืดมิดในค่ำคืนนี้

     

    “อ๊าก...”

     

    ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นมาในห้อง

     

    ปึง !

     

    ปึง !

     

    จากนั้นตู้โต๊ะและเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ภายในห้องต่างก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ ด้วยแรงที่มองไม่เห็นนี้

     

    “ทำไมถึงได้มีพลังห้าวหลานเจิ้งชี่ไม่...”

     

    เสียงยั่วยวนเบาลงไปเรื่อย ๆจนท้ายที่สุดก็ได้เงียบเสียงลงไปโดยสมบูรณ์

     

    ฮู่

     

    หลินอี้ถอนพลังห้าวหลานเจิ้งชี่ออกไปและหอบหายใจยกใหญ่

     

    เขามองไปทั่วทั้งห้องไร้เงาของปีศาจจิ้งจอกเก้าหางแล้ว สัมผัสที่เย็นยะเยือกนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นกัน

     

    “ห้าวหลานเจิ้งชี่คือดาวหายนะของมารและปีศาจเหมือนอย่างที่มีบันทึกไว้ในตำรามิมีผิด”

     

    หลินอี้ดีใจ เขาเพิ่งจะสงบสติอารมณ์ได้

     

    หากแสดงความขลาดกลัวออกไป เกรงว่าจะลืมเรื่องที่พลังห้าวหลานเจิ้งชี่สามารถสังหารและสร้างบาดแผลให้กับมารได้

     

    “เพียงแต่เหตุใดปีศาจจิ้งจอกเก้าหางจึงมาปรากฏตัวในสำนักศึกษาได้”

     

    หลินอี้คิดไม่ตก

     

    ภายในสำนักศึกษามีเจิ้งจือชิวและอาจารย์ท่านอื่นอยู่หากปีศาจเช่นนี้มาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขา มันก็มิมีที่ให้ซ่อนตัวด้วยซ้ำ

     

    เกรงว่าแม้แต่ประตูภูเขาก็จะข้ามเข้ามาไม่ได้เช่นกัน

     

    “พรุ่งนี้ต้องไปสอบถามอาจารย์เฉิน”

     

    หลินอี้รู้สึกว่าต้องบอกเรื่องนี้ให้เฉินจิ้นเป่ยได้ทราบอย่างไรก็ตามการปรากฏตัวของปีศาจในโลกมนุษย์ ก็มิใช่เรื่องเล็ก

     

    ปัญญาชนมักกล่าวว่าพลังเต๋าสายมารนั้นมิใช่สิ่งที่เข้ากันได้แท้จริงแล้วมันคือสายมารและพลังเต๋า

     

    .....

     

    “เมื่อครู่เหมือนมีคลื่นพลังพรสวรรค์ที่บริสุทธิ์อย่างมากกำลังเคลื่อนไหวอยู่”

     

    ลานเล็กในหอตำรา

     

    เฉินห้าวหลานทิ้งพู่กันในมือเกาหัวไปมา รู้สึกสงสัยขึ้นมา

     

    ยามที่เขาก้มหน้าลง เตรียมลงมือประพันธ์บทกวีและบทความต่อกลับพบว่ามีลำแสงสีทองลากผ่านบทความ

     

    ร่องรอยน้ำหมึกบนนั้น ถูกลบออกไปในชั่วพริบตา

     

    “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”

     

    พรูด !

     

    เฉินห้าวหลานที่เพิ่งจะเอ่ยปากขึ้นมากลับกระอักเลือดออกมา สีหน้าซีดเผือด และกล่าวด้วยความสับสนว่า“เหวินกงของข้าแตกอีกแล้ว”

     

    “หญิงแพศยา...”

     

    กึก !

     

    ตึง !

     

    สองตาของเฉินห้าวหลานค่อย ๆ ปิดลงและล้มลงไปนอนกองกับพื้น

     

    .....

     

    ในขณะเดียวกัน

     

    นอกเขตจินโจวใจกลางคฤหาสน์ที่เสื่อมโทรม ผู้เฒ่าร่างกายผ่ายผอมผู้หนึ่งทันใดนั้นก็ได้ลืมตาขึ้นมา

     

    พรูด !

     

    เลือดสด ๆ ถูกพ่นออกมาคำโตแววตาของผู้เฒ่าเต็มไปด้วยความเดือดดาลและไม่พอใจ

     

    “ห้าวหลานเจิ้งชี่คาดไม่ถึงว่าจะเป็นห้าวหลานเจิ้งชี่ที่ทำลายอาคมของข้า ทำลายแผนการใหญ่ของข้า...ตาย สมควรตายยิ่งนัก”

     

    ผู้เฒ่านั่งขัดสมาธิเร่งพลังบนใบหน้าเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง

     

    “สำนักศึกษาผิงโจวสำนักศึกษาชั้นต่ำที่ไม่แม้แต่จะมีรายชื่ออยู่ในสถานศักดิ์สิทธิ์ คือหม้อใหญ่ที่ดีที่สุดสำหรับการสำเร็จระดับหยางเสิ่นขั้นสามของข้าเดิมทีบัณฑิตและอาจารย์เหล่านั้นคือสิ่งบูชาเพื่อการบำเพ็ญตนของข้าทั้งสิ้นตอนนี้ทลาย ทลายไปหมดแล้ว...”

     

    “อ๊าก”

     

    ผู้เฒ่าแหงนหน้ากู่ร้องในแววตาเต็มไปด้วยความขุ่นมัว

     

    แผนใหญ่ที่เขาวางเอาไว้ จะเดินหมากตัวแรกกับเฉินห้าวหลานศิษย์เอกของสำนักศึกษาผิงโจวโดยจะใช้อาคมล่อลวงจิตใจของเขา

     

    จากนั้นก็จะยืมบทกวีพรสวรรค์ที่โดดเด่นของเฉินห้าวหลานเข้ามาช่วยด้วยวิชาเรียกจิ้งจอกนี้ก็จะสามารถดูดกลืนวิญญาณของบัณฑิตทั่วทั้งสำนักศึกษาผิงโจวมาได้โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้รู้ตัว

     

    ช่วยให้เขาบรรลุระดับหยางเสิ่น

     

    เมื่อถึงยามนั้นเขาไม่เพียงแต่จะรักษาบาดแผลให้หายสนิทได้ ทั้งยังได้ทะลวงสูงขึ้นอีกไปหลายขั้น

     

    แต่ทั้งหมดกลับพังทลายลงแล้ว

     

    “ค่ำวันพรุ่งนี้ ข้าจะไปด้วยตนเองจะต้องเอาชีวิตสุนัขเยี่ยงเจ้ามาให้ได้”

     

    ดวงตาของผู้เฒ่าหยวนเสิ่นทอประกายจิตสังหารแรงกล้าหลับตาลง เร่งพลังบริสุทธิ์ให้ไหลเวียนไปทั่วร่างกายซ่อมแซมบาดแผลที่เกิดกับตนเอง...

     

    .....

     

    เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

     

    กุ๊กกุ๊ก

     

    เสียงไก่ขันของสำนักศึกษาผิงโจวดังขึ้นมาใจที่หวาดหวั่นของหลินอี้ก็ได้ผ่อนคลายลง

     

    “เสียงไก่ขันดังแล้ว แสงสว่างมาแทนที่ความมืดทั้งมารและปีศาจย่อมไม่สามารถเคลื่อนไหวใต้แสงสว่างได้...”

     

    หลินอี้นอนไม่หลับตลอดทั้งคืนก็เพื่อรอเสียงไก่ขันของสำนักศึกษา

     

    เพราะเวลานี้ ก็เป็นตัวแทนว่าเหตุการณ์วิกฤตของเขาได้รับการแก้ไขโดยสมบูรณ์เพราะมารและปีศาจมิสามารถปรากฏตัวได้แล้ว

     

    เจอแสงสว่างย่อมตายไป

     

    จากนั้นหลินอี้ก็เดินออกไปจากห้องและพบว่าไฟของหอตำราในลานยังติดอยู่ จึงรีบวิ่งไปทางนั้น

     

    ในสถานการณ์ปกติ

     

    ยามนี้ไฟควรจะดับลงไปแล้ว นอกเสียจาก...เกิดเรื่องกับเฉินห้าวหลาน

     

    เมื่อวานหลังจากที่เขาได้ประสบกับปีศาจจิ้งจอกมีความเป็นไปได้ว่าเฉินห้าวหลานอาจจะมิรอดเช่นกัน

     

    ทันทีที่หลินอี้เข้าไปในหอตำราก็พบเฉินห้าวหลานที่นอนอยู่บนพื้น มุมปากยังมีเลือดติด คิ้วจึงขมวดขึ้นมาในพลัน

     

    “ศิษย์พี่ห้าวหลาน ตื่นขึ้นมา”

     

    หลินอี้ตบใบหน้าของเฉินห้าวหลาน

     

    “ซูเม่ยเอ๋อร์ อย่าไป อย่าไป...”

     

    เฉินห้าวหลานหลับตาปากก็ตะโกนบอกซูเม่ยเอ๋อร์อย่าไป ทันทีที่คว้าเสื้อของหลินอี้ได้ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาในพลัน

     

    เฉินห้าวหลานชะงักนิ่งไป จากนั้นก็ปล่อยมือออกทันทีผุดลุกและถอยหลังไปหลายก้าว จากนั้นก็มองไปทางหลินอี้ด้วยคิ้วที่ขมวดนิ่ว“เจ้าทำอันใด ทำไมเข้ามาอยู่ในหอตำราได้ ข้าบอกแล้วว่าห้ามรบกวนข้า”

     

    หลินอี้มิได้ตอบ แต่เอ่ยถามว่า“เมื่อครู่ท่านเรียกว่าอะไร ซูเม่ยเอ๋อร์หรือ”

     

    ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางเมื่อคืนตัวนั้นเรียกตัวเองว่าซูเม่ยเอ๋อร์

     

    “เจ้ายังเล็ก เจ้าไม่เข้าใจอย่าเอ่ยถามมากความ”

     

    เฉินห้าวหลานหลบสายตาสื่อความหมายว่าจงใจหลีกเลี่ยงคำถามนี้

     

    “ดี”

     

    หลินอี้จ้องมองเฉินห้าวหลานอย่างค้นหามิได้ถามต่อ กลับเก็บเอาไว้ในใจ

     

    เห็นได้ชัดว่าเฉินห้าวหลานรู้จักกับปีศาจจิ้งจอกซูเม่ยเอ๋อร์แต่เขากลับจงใจปกปิดมัน จะต้องมีเรื่องอันใดหลบซ่อนอยู่เป็นแน่

     

    “อือ เจ้าออกไปเถอะ”

     

    ในตอนนั้นเฉินห้าวหลานถึงได้โล่งอกจากนั้นก็เอ่ยถามหลินอี้ว่า “เอาเป็นว่า ข้าเห็นว่าเจ้าค่อนข้างฉลาดประจวบกับที่ข้านั้นขาดเด็กรับใช้พอดิบพอดี เป็นเด็กรับใช้ของข้าในอนาคตเจ้าก็จะได้รับพลังพรสวรรค์จากข้าส่วนหนึ่งด้วย ใครในสำนักมารังแกเจ้าข้าก็จะทราบได้ในทันทีเช่นกัน”

     

    เขามองด้วยดวงตาที่มีรอยคล้ำมองหลินอี้ด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ และกล่าวว่า “ถึงแม้เจ้าจะเป็นบุตรนอกสมรสของท่านคณบดีแต่ท่านคณบดีก็คงมิสามารถดูแลเจ้าได้ อย่างไรท่านคณบดีก็ต้องกลัวลมปากของผู้อื่น”

     

    “???”   (;¬_¬)

     

    หลินอี้หันมองเฉินห้าวหลานอย่างตกตะลึงและรู้สึกพูดไม่ออกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

     

    ผู้คนสามารถหลงตัวเองได้

     

    แต่คนที่หลงตัวเองเฉกเช่นเฉินห้าวหลานนี้เขาก็เพิ่งเคยพบเจอเป็นคราวแรกเช่นกัน

     

    “มิจำเป็น”

     

    หลินอี้ส่ายหน้าลุกขึ้นยืนเตรียมจะออกไป

     

    “มิเป็นไรเจ้าเก็บไปใคร่ครวญก่อนก็ได้เช่นกัน”

     

    เฉินห้าวหลานมิได้รีบร้อนและยังเอ่ยโน้มน้าว “กล่าวตามตรง เจ้าคงมิเข้าใจบรรยากาศของพวกปัญญาชนในสำนักศึกษาผิงโจวที่นี่การแข่งขันสูงมาก เจ้าพักอยู่ที่เรือนนี้ทันทีที่บัณฑิตผู้อื่นในสำนักศึกษาทราบเข้า เกรงว่าชีวิตของเจ้าจะมิสงบสุขอีกต่อไป”

     

    “แต่ว่าตราบใดที่เจ้าเป็นเด็กรับใช้ของข้าก็ถือว่าเจ้ามีภูเขาให้พึ่งพิง เมื่อมาอาศัยอยู่ในเรือนของศิษย์สายตรงพวกเขาก็มิกล้าคัดค้านอันใดเช่นกัน”

     

    หลินอี้หยุดฝีเท้าหันหน้ามองไปทางเฉินห้าวหลาน ส่ายหน้า และทำเพียงเดินออกไปจากหอตำรา

     

    “เฮ้อ ถึงได้บอกว่าสายตาของปัญญาชนนั้นสำคัญอย่างมากเช่นกัน โอกาสมาถึงมือแล้ว แต่มิยอมคว้าเอาไว้”

     

    เฉินห้าวหลานถอนหายใจจัดชุดบัณฑิตให้เข้าที่ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนและอ้าปากหาวและเตรียมจะกลับเข้าเรือนนอน

     

    ตึง ตึง ตึง !

     

    แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงคนเคาะประตู

     

    เฉินห้าวหลานยืนอยู่ในหอตำราและกล่าวกับหลินอี้ที่กำลังเดินออกไปจากหอตำราว่า “หลินอี้เจ้าเดินไปแล้วเปิดประตู หากเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง ก็ให้พวกเขากลับไปในสถานการณ์นี้ ข้าไม่พบแขกคนใดทั้งสิ้น”

     

    คล้ายกับเรื่องเซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน