ตอนที่ 43 :คณบดีมอบของล้ำค่า
“ของดีหรือ”
ดวงตาของหลินอี้เป็นประกายของดีที่ออกมาจากปากของคณบดีเจิ้งจือชิวย่อมต้องเป็นสิ่งของที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เขาเดินออกไปจากห้อง
ก็เห็นเจิ้งจือชิวที่เดินเข้ามา พร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“ท่านคณบดี”
หลินอี้ยกมือขึ้นกล่าวคำนับดวงตาชำเลืองมองสองมือของเจิ้งจือชิว แต่ก็มีแต่ความว่างเปล่า
แต่เขาก็ทราบเช่นกันเจิ้งจือชิวคือผู้แข็งแกร่งในเส้นทางวรรณกรรม เยี่ยงนั้นจะต้องมีวิธีการลี้ลับเก็บซ่อนอยู่ภายในแขนเสื้อของเขาเป็นแน่
“เข้าไปในห้องของเจ้าแล้วค่อยพูดกัน”
เจิ้งจือชิวแสดงท่าทางว่าอยากจะเข้าไปในห้องของหลินอี้ด้วยท่าทีมีลับลมคมใน
.....
ห้องข้างเคียง
เฉินห้าวหลานที่มีรอยคล้ำใต้ตานอนหมอบอยู่ระหว่างช่องว่างตรงหน้าต่าง ลอบมองเจิ้งจือชิวที่เข้าไปในห้องของหลินอี้ก่อนจะกล่าวพึมพำว่า “ยังกล่าวอีกหรือว่ามิใช่บุตรนอกสมรสจะต้องมาเพื่อมอบสมบัติวรรณกรรมของสำนักศึกษาให้เป็นแน่...เหมือนว่าจะต้องหาหนทางล่อหลอกเอามาให้ได้ เพราะด้วยคุณสมบัติของหลินอี้การครอบครองสมบัติวรรณกรรมเอาไว้เป็นการทำให้สูญเสียโดยเปล่าประโยชน์”
หาว
เฉินห้าวหลานหาวออกมาอีกคราวโดยเร็วจากนั้นก็กล่าวว่า “ไม่ไหว ง่วงยิ่งน่ากลัวยิ่งว่าการแตกของเหวินกงจะทำลายจิตวิญญาณ หากไปหาท่านคณบดีเพื่อยืมสมบัติวรรณกรรมของสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นด้วยพู่กันหมาป่าน้ำเงินระยะเวลาหนึ่งเสียดีกว่ามิอย่างนั้นข้าจะต้องซ่อมแซมเหวินกงไปถึงเมื่อไหร่กัน”
ปัง
เฉินห้าวหลานเพิ่งจะคุยกับตนเองจบก็ทิ้งร่างล้มลงนอนบนเตียง และหลับสนิทในทันที
ภายในห้องของหลินอี้
หลินอี้มองไปทางเจิ้งจือชิวด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยถามด้วยยิ้มบาง ๆ “ท่านคณบดี นำของดีสิ่งใดมาให้ข้าอย่างนั้นหรือ”
เจิ้งจือชิวลูบเคราใต้คางเบา ๆหัวเราะน้อย ๆ แขนเสื้อกวาดผ่านบนโต๊ะ แสงสว่างทอประกายขึ้นมาชั่วครู่จากนั้นก็มีสมบัติทั้งสี่ของห้องวรรณกรรมถูกวางอยู่บนโต๊ะ
พู่กัน น้ำหมึก แท่นฝนหมึก กระดาษ
“เจ้าดู”
เจิ้งจือชิวมองไปทางหลินอี้ด้วยความจริงจังและกล่าวอย่างปลงใจว่า “หลินอี้ ข้าขอมอบสมบัติสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นของสำนักศึกษาผิงโจวให้แก่เจ้า”
“สมบัติของสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นหรือ”
สิ่งนี้น่ะรึ
หลินอี้มองอุปกรณ์การเขียนทั้งหมดนั้นก็สับสนเล็กน้อย จากที่ดูก็เหมือนจะมิมีตรงไหนที่ต่างจากสิ่งของทั่วไปเช่นกัน
เพียงแต่เมื่อมองอย่างถี่ถ้วนพู่กันสีน้ำเงินด้ามนั้น จากความรู้สึกแล้วเหมือนจะไม่ธรรมดา
และตัวด้ามพู่กันก็เต็มไปด้วยลายเส้นมีพลังพรสวรรค์ล้นออกมาเป็นครั้งคราว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพิเศษของมันในทันที
ทั้งนี้ก้อนน้ำหมึกนั้นก็มิธรรมดาอย่างมากมันปะปนไปด้วยผงทอง ทอประกายแสงออกมาจาง ๆ ราวกับพลังพรสวรรค์กำลังร่ายรำ
แท่นฝนหมึกก็มิได้เรียบง่ายเช่นกัน ราวกับทำขึ้นมาจากกระดูกของสัตว์ด้านบนยังได้สลักอะไรบางอย่างเอาไว้ เหมือนกับรูปร่างของสัตว์ชนิดหนึ่ง
เหมือนกับ... หมาป่าหรือ
และสุดท้ายกระดาษหลายแผ่นที่วางอยู่ด้านหน้าของทั้งสามอย่างนั้นดูธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด แต่ความต่างของมันนั้นห่างชั้นกับกระดาษซวนจื่ออยู่เล็กน้อยเช่นกัน
สิ่งของเหล่านี้แรกเริ่มเดิมทีที่เห็นก็มั่นใจว่าเป็นของธรรมดามิได้วิเศษแต่จากที่สังเกตโดยละเอียด กลับพบว่ามิได้เรียบง่ายเลย
“นี่น่าจะเป็นสมบัติวรรณกรรมและมิใช่อุปกรณ์การเขียนที่ปัญญาชนทั่วไปใช้กัน...”
หลินอี้พอเข้าใจว่านี่คือสิ่งใดแล้ว
เพียงแต่เขาค่อนข้างตกใจสมบัติวรรณกรรมเพียงหนึ่งชิ้นก็น่าตกใจมากพอแล้ว คาดไม่ถึงว่าคณบดีเจิ้งจือชิวจะมอบสมบัติวรรณกรรมมาให้ถึงสี่ชิ้น
ให้เขาทั้งหมดเลยหรือ
“เป็นเยี่ยงไร เห็นแล้วใช่ไหม”
คณบดีเจิ้งจือชิวมองหลินอี้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มภายในแววตาดูพึงพอใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
“ขอรับ”
หลินอี้พยักหน้าและกล่าวว่า“นี่น่าจะเป็นสมบัติของเส้นทางวรรณกรรมใช่หรือไม่”
“มิผิดและยังมิใช่สมบัติวรรณกรรมระดับทั่วไปอีกด้วย...”
เจิ้งจือชิวลูบเคราและยิ้มน้อย ๆจากนั้นก็แนะนำมันให้แก่หลินอี้ “สมบัติวรรณกรรมก็มีแบ่งขั้นด้วยเรียกขานว่าจิตวิญญาณแห่งฟ้าดิน แก่นแท้ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ดังนั้นจึงมีการแบ่งขั้นของสมบัติวรรณกรรมเป็นชั้นฟ้า ชั้นพิภพชั้นตะวันและชั้นดวงเดือน”
“พู่กันด้ามนี้ เป็นสมบัติสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นของสำนักศึกษาผิงโจวมีนามว่าพู่กันหมาป่าน้ำเงิน”
เจิ้งจือชิวกล่าวอย่างจริงจัง“หลินอี้ ประวัติของพู่กันหมาป่าน้ำเงินนี้มิใช่น้อย ๆ หนึ่งร้อยกว่าปีที่แล้ว ได้มีราชาหมาป่าน้ำเงินหนึ่งตัวปรากฏตัวขึ้นที่จังหวัดหนานเซียงปีศาจตัวนี้ก่อเรื่องไปกว้างขวาง มันลงมือสังหารอย่างกระหายเลือดต่อมาราชบัณฑิตขั้นสามของจังหวัดหนานเซียงก็ออกมาจัดการและสังหารมันลงได้ในท้ายที่สุด”
“ต้องทราบว่า ทุกสิ่งที่อยู่ในร่างปีศาจนั้นล้ำค่ายิ่งไปกว่านั้นราชาหมาป่าน้ำเงินตัวนี้เป็นเทพปีศาจชั้นข้ามชะตาขั้นสองไปแล้วครึ่งก้าวดังนั้นหลังจากที่ราชาหมาป่าน้ำเงินตาย ขนและหนังของมันนำมาสร้างเป็นพู่กันสี่ด้ามระดับของมันสูงถึงชั้นพิภพ”
“พู่กันหมาป่าน้ำเงินนี้ทั่วทั้งต้าเหยียนมีเพียงสี่ด้ามเท่านั้นด้วยความบังเอิญว่าในหมู่ราชบัณฑิตที่ร่วมสังหารราชาหมาป่าน้ำเงินนั้นมีบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสำนักศึกษาผิงโจวของพวกเราอยู่ด้วย จึงได้รับมาหนึ่งด้าม”
“แท่นฝนหมึกหมาป่าน้ำเงินก็ถูกสร้างขึ้นมาจากกระดูกของหมาป่าน้ำเงินเช่นกัน”
“เศษน้ำหมึกก้อนนี้ก็ถูกผสมด้วยจิตวิญญาณของราชาหมาป่าน้ำเงินเอาไว้ไม่น้อยเช่นกันแต่อย่างไรก็ตาม ผ่านมานานหลายปีก็จางหายไปไม่น้อยแต่คาดว่ายังสามารถใช้ได้อีกร้อยกว่าครั้ง”
“กระดาษซวนจื่อนี้ธรรมดาไปบ้างแต่ก็ด้วยพลังพรสวรรค์ที่แฝงอยู่นั้น ทำให้ดีกว่ากระดาษซวนจื่อทั่วไปเป็นของชั้นยอดในการสร้างภาพและอักษรประดิษฐ์”
เจิ้งจือชิวอธิบายออกมามากมายในคราวเดียวภายในน้ำเสียงนั้นแฝงความพึงพอใจอยู่เล็กน้อยเช่นกัน
หลินอี้ฟังอย่างตั้งใจสิ่งเหล่านี้คือจุดบอดด้านความรู้ของเขา
กล่าวโดยสรุปได้ว่า
สมบัติทั้งสี่ของห้องวรรณกรรมนอกจากกระดาษซวนจื่อแล้วอีกสามอย่างที่เหลือก็เกี่ยวข้องกับราชาหมาป่าน้ำเงินทิ้งสิ้น
เนื่องจากราชาหมาป่าสีน้ำเงินนี้ถือเป็นเทพปีศาจไปแล้วครึ่งก้าวดังนั้นเห็นได้ว่าสมบัติเหล่านี้จึงดูล้ำค่ายิ่งขึ้นไปอีก
“นึกไม่ถึงว่าสำนักศึกษาผิงโจวที่มิมีคุณสมบัติพอจะถูกบันทึกในรายชื่อของสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นนี้จะมีอดีตอันรุ่งโรจน์อยู่ด้วย”
หลินอี้ลอบตะลึงอยู่ภายในใจและอดที่จะมองสำนักศึกษาผิงโจวสูงขึ้นมาอีกหลายขั้นมิได้
“หลินอี้ สมบัติล้ำค่าเหล่านี้เดิมทีข้าตั้งใจจะส่งต่อให้กับเจ้าสำนักในอนาคตแต่ตอนนี้ข้าตัดสินใจแล้วว่าขอมอบมันให้กับเจ้า”
เจิ้งจือชิวยอมปล่อยด้วยใจที่อาวรณ์ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความชื่นชมหลินอี้
“นี่มันมีค่ามากเกินไป”
หลินอี้มิได้รับพู่กันหมาป่าน้ำเงินเอาไว้ในทันที
ทั้งนี้ทั่วทั้งต้าเหยียนก็มีเพียงสี่ด้ามนี่มันมีค่ามากเกินไป
มิมีผลงานมิรับรางวัล
เจิ้งจือชิวกล่าว“ล้ำค่าก็ถือว่าค่อนข้างล้ำค่าแต่นี่ก็ถือว่าเป็นการใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเช่นกันเมื่อมีอุปกรณ์การเขียนเหล่านี้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญตนในเส้นทางวรรณกรรมของเจ้าเป็นอย่างยิ่งรับไว้เสีย”
หลินอี้รู้สึกประทับใจโดยแท้จริง
ปัญญาชนผู้หนึ่งที่มิมีสมบัติทั้งสี่ของห้องวรรณกรรมมันไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง
และอุปกรณ์การเขียนที่มีคุณภาพดีในระดับหนึ่งนั้นก็มีมูลค่าไม่น้อย ด้วยฐานะทางบ้านของเขา ย่อมมิมีทางซื้อได้เช่นกัน
“เยี่ยงนั้นศิษย์ก็ต้องรับไว้หรือ”
หลินอี้มองไปทางเจิ้งจือชิว
“ย่อมต้องรับไว้ ถือเป็นน้ำใจเล็กน้อยจากข้า”
เจิ้งจือชิวลูบเคราและยิ้มบางๆ
หลินอี้ยกมือขึ้นมาโค้งคำนับและกล่าวว่า“ศิษย์ขอขอบพระคุณสำหรับสมบัติที่ท่านคณบดีมอบให้มา”
แต่หลินอี้ก็ทราบเช่นกันการรับสมบัติทั้งสี่ของห้องวรรณกรรมนี้ไว้เขาได้ถูกผูกมัดกับสำนักศึกษาผิงโจวโดยสมบูรณ์แล้ว
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
เจิ้งจือชิวอารมณ์ดีอย่างยิ่งการที่หลินอี้รับเอาไว้ จิตใจก็ถือว่าถูกผูกติดกับสำนักศึกษาผิงโจวแล้วโดยสิ้นเชิง
“มา”
ต่อจากนั้นเจิ้งจือชิวก็นำกระดาษซวนจื่อมากางบนโต๊ะให้ดีวางแท่นฝนหมึกหมาป่าน้ำเงินให้เข้าที่ เริ่มฝนหมึกหันมองไปทางหลินอี้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มและกล่าวว่า“อย่างไรตอนนี้ก็มิได้มีธุระอันใด เยี่ยงนั้นสู้มาเขียนบทกวีกู่ก้องแดนพรสวรรค์ที่ประพันธ์เมื่อตอนอยู่ที่เมืองต้าซิง...ดีไหม”
เจิ้งจือชิวเข้าใจถึงมูลค่าของบทกวีกู่ก้องแดนพรสวรรค์เป็นอย่างดีมันสามารถฟื้นฟูเหวินกงของเขาได้ด้วยไม่แน่ว่าอาจทำให้ระดับขั้นก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นก็เป็นได้
ด้วยเหตุนี้
สมบัติของสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นแล้วอย่างไร
ต่อให้หลินอี้สั่งให้เขาเป็นเด็กรับใช้เขาก็มิมีทางแย้งออกมาด้วยเช่นกัน
“.....”
หลินอี้นิ่งเงียบลง
แท้จริงแล้ว
ไม่เพียงแต่มาเพื่อมอบสมบัติทั้งสี่ของห้องวรรณกรรมแต่มาเพื่อให้เขาประพันธ์บทกวี โดยอาศัยการมอบสมบัติเป็นข้ออ้าง
โชคดีที่บทกวีนี้ได้รับการเผยแพร่ออกไปนานแล้วมิจำเป็นที่เขาจะต้องนำบทกวีใหม่ออกมา
ใช้บทกวีมาแลกเปลี่ยนกับสมบัติวรรณกรรมทั้งสี่ ก็มิถือว่าเสียหายเช่นกัน
และการใช้คณบดีเจิ้งจือชิวมาฝนหมึกให้ด้วยตนเองก็ถือว่าลดแรงของเขาไปได้มากอีกด้วย
“ได้ขอรับ”
หลินอี้พยักหน้า และกล่าวว่า“เยี่ยงนั้นรบกวนท่านคณบดีฝนหมึกด้วยขอรับ”
“ยินดี”
เจิ้งจือชิวก็เร่งมือฝนน้ำหมึกขึ้นมาในพลัน