เซียนอมตะหวนคืน

    บทที่ 59 : มาตาย

    มาตาย
    ในช่วงเช้าของวันใหม่ เวลาเก้าโมงเกือบจะสิบโมงเช้า หวังเฉิน หยางชีหยูและเมิ่งฉิงซีได้นั่งรถยี่ห้อหรูคันหนึ่งของตระกูลเมิ่งไปยังสนามบินนานาชาติปักกิ่ง
    เหตุผลที่คนทั้งสามเดินทางไปยังสนามบิน ย่อมเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องการนั่งเครื่องกลับไปที่เจียงซี
    เมิ่งฝางหลงและพ่อกับแม่ของเมิ่งฉิงซีก็มาส่งถึงสนามบิน แววตาที่เมิ่งฝางหลงมองหวังเฉินแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง มันเต็มไปด้วยความเคารพอันลึกล้ำ ทั้งยังหวาดกลัว เขาไม่ได้กังวลว่าตระกูลเมิ่งจะถูกลบให้หายไปจากอีกสี่ตระกูลใหญ่อีกต่อไป
    เห็นได้ชัดว่าเขาเชื่อคำพูดของหวังเฉินที่บอกต่อเขาเมื่อคืนนี้ เขาเชื่อมั่นในพลังฝึกตนที่แข็งแกร่งของหวังเฉิน ผู้ที่ในสายตาของเขา มองเป็นผู้ฝึกตนระดับราชันย์เทวะ
    ราชันย์เทวะอายุน้อยขนาดนี้ อนาคตย่อมไม่อาจคาดเดาได้ เขารู้สึกภาคภูมิที่บุคคลเช่นนี้ จะกลายเป็นหลานเขยของเขาในอีกครึ่งปีต่อจากนี้
    หลังมาส่งถึงสนามบินนานาชาติปักกิ่ง เมิ่งฝางหลงกับพ่อและแม่ของเมิ่งฉิงซีก็กลับไป พวกหวังเฉินนั่งรอเครื่องออกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ก็ได้ขึ้นเครื่อง มุ่งหน้าสู่เจียงซี
    .................................................
    หลายชั่วโมงต่อมา หวังเฉินก็จัดการรดน้ำสวนผักที่ปลูกไว้ เขากลับมาถึงหมู่บ้านซานเหอพร้อมกับแม่ของเขาและเมิ่งฉิงซีเมื่อหนึ่งถึงสองชั่วโมงที่แล้ว
    แววตาของเขาตอนนี้ดูลึกล้ำมากกว่าเมื่อก่อน รัศมีรอบร่างไม่ธรรมดาสามัญ นี่แน่นอนเป็นเพราะว่าเมื่อคืน เขาได้กินเม็ดยาระดับหกสองเม็ดอย่างเม็ดยาเทวะที่เขาปรุงมันขึ้นมาเข้าไป
    หลังนั่งเข้าฌานดูดซับหลายชั่วโมงจนถึงเช้า พื้นฐานฝึกตนของเขาก็รุดหน้าขึ้นอย่างมาก ตอนนี้เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับราชันย์เทวะขั้นกลางคนหนึ่ง
    ‘อีกไม่ไกลแล้ว’ หวังเฉินคิดในใจ ขณะรดน้ำสวนผัก อีกไม่ไกลที่เขาหมายถึงคือการที่ระดับพื้นฐานฝึกตนของเขาจะไปถึงระดับจักรพรรดิ
    เมื่อไปถึงระดับจักรพรรดิ บวกกับแก่นอมตะที่เขามี เขาสามารถเปิดมิติเพื่อออกตามหาโลกแห่งเซียนได้ แต่การจะไปให้ถึงระดับจักรพรรดิก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะระดับจักรพรรดิมีทัณฑ์สวรรค์อยู่
    ผู้ใดก็ตามที่คิดจะฝ่าจากระดับราชันย์เทวะขั้นสมบูรณ์ไปยังระดับจักรพรรดิ จะต้องพบเจอกับทัณฑ์สวรรค์ทั้งสิ้น!
    พูดถึงทัณฑ์สวรรค์แล้ว มันก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่น้อยเลย เพราะถ้าหากข้ามผ่านมันไปไม่ได้ ก็มีแต่ต้องถูกทำลายโดยทัณฑ์สวรรค์เท่านั้น!
    ทำลายที่ว่าย่อมหมายถึงความตายอย่างไม่ต้องสงสัย!
    ในโลกแห่งเซียนเอง ก็มีผู้ฝึกตนมากมายต้องตายไปเพราะทัณฑ์สวรรค์ ไม่พูดไม่ได้ว่าทัณฑ์สวรรค์เป็นสิ่งที่น่ากลัว และมันก็จะน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงระดับเซียนอมตะ!
    “หวังเฉิน คุณป้าเรียกกินข้าว” เมิ่งฉิงซีในชุดเรียบง่ายพลันก้าวเดินออกจากบ้านมา
    “ใกล้เสร็จแล้ว” หวังเฉินตอบรับ ทำการรดน้ำผักส่วนสุดท้ายของสวน
    เมื่อรดน้ำเสร็จ เขาก็ตามเมิ่งฉิงซีเข้าไปกินข้าวในบ้าน ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบง่าย จนเวลาล่วงเลยสู่ช่วงค่ำคืน หลังแม่ของเขาและเมิ่งฉิงซีหลับ หวังเฉินแอบออกมาจากบ้านอย่างเงียบเชียบ เขาอยู่ในชุดสีดำ ใบหน้าราบเรียบ
    วันนี้เขาตั้งใจที่จะไปยังโลกเล็กอย่างโลกมหาชนเผ่า เป้าหมายของเขาคือการค้นหาสมุนไพรมาปรุงเม็ดยาระดับเจ็ด รวมถึงค้นหาสัตว์อสูรระดับหก ทั้งหมดก็เพื่อเขาจะได้แข็งแกร่งมากขึ้นไปกว่านี้ เพื่อไปให้ถึงยังระดับจักรพรรดิขั้นต้น
    สายลมที่หนาวเย็นเล็กน้อยของยามราตรีพัดโชยมาปะทะเข้ากับใบหน้าของหวังเฉิน มีกลิ่นของธรรมชาติชนบทลอยติดตามมา
    หมู่บ้านซานเหอในเวลาเช่นนี้ เงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง ปราศจากซึ่งแสงไฟ คาดว่าบ้านทุกหลังหลายครัวเรือนคงเข้านอนกันหมดแล้ว
    หวังเฉินก้าวเท้าอย่างไม่รีบร้อนไปยังภูเขาด้านหลัง แต่ไม่คาดฝันว่าก้าวมาได้ถึงครึ่งทาง หวังเฉินก็ต้องหยุดเท้าลง หมุนตัวกลับ จ้องมองลงไปทางหมู่บ้านซานเหอ คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย
    เนื่องจากสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของผู้ฝึกตน ซึ่งมีระดับไม่ต่ำทราม เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์ขั้นกลางคนหนึ่ง
    ‘กลิ่นอายเช่นนี้?’ หวังเฉินคล้ายจะเคยได้กลิ่นอายเช่นนี้จากที่ไหนมาก่อน ทันใดนั้นเขาก็นึกออก มันเป็นกลิ่นอายแบบเดียวกันกับกลิ่นอายของฟ่านผิง
    ‘ถ้าอย่างนั้น นี่ก็ต้องเป็นพ่อของมัน ที่มันเคยยกอ้างมา เจ้าสำนักพันศาสตรา ฟ่านเผิงฟง’ ความทรงจำของหวังเฉินค่อนข้างดีทีเดียว จากความคิดของเขา ฟ่านเผิงฟงคงจะสืบเสาะค้นหาเขาเพื่อมาแก้แค้นให้กับลูกชายอย่างแน่นอน
    เหนือท้องฟ้าหมู่บ้านซานเหอ ที่ไฟทุกหลังคาเรือนดับหมด ฟ่านเผิงฟงยืนอยู่กลางอากาศ ใบหน้าเหี้ยมเกรียม รัศมีพลังปราณสวรรค์ของเขาราวกับจะคลุ้มคลั่ง
    นับตั้งแต่วันที่ลูกชายของเขาตาย เขาก็ออกค้นหาตัวผู้ฆ่าเรื่อยมา จนเขาได้เบาะแสจากกล้องวงจรปิดของห้างที่ลูกชายของเขาตาย เขาพบว่าในช่วงนั้น พวกลูกชายของเขาได้เข้าไปในลานจอดรถตามหลังชายหญิงคู่หนึ่ง ซึ่งผู้ที่ฆ่าลูกชายของเขาน่าจะเป็นชายหญิงคู่นี้
    ฟ่านเผิงฟงไม่ลังเลที่จะจ้างนักสืบให้ค้นหา และนักสืบก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง จนนำให้เขามายืนอยู่ตรงนี้เวลานี้
    ฟ่านเผิงฟงพลันเตรียมที่จะกวาดผ่านจิตสัมผัสลงไปค้นหาหวังเฉินและเมิ่งฉิงซี ทว่าเป็นที่น่าเสียดาย ก่อนที่เขาจะได้ทำนั้น ร่างกายของเขาก็ค่อยๆ บวมขึ้น
    สีหน้าของฟ่านเผิงฟงเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขาพยายามใช้พลังปราณทั้งหมดภายในร่างกายเพื่อระงับการบวมขึ้นของร่างกายของเขา อย่างไรก็ดี พลังปราณทั้งหมดของเขาไม่อาจระงับอะไรได้ทั้งนั้น!
    “ขะ...ข้าจะมาตายอยู่ที่นี่รึ? ไม่จริง!” เสียงแผดร้องถูกส่งออกมาจากปากของฟ่านเผิงฟง ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับตัวเขา
    และเขาก็ไม่อาจเข้าใจได้อีกตลอดชีวิต เมื่อร่างกายของเขาบวมขึ้นจนแตกระเบิดออกกลายเป็นเศษเนื้อและละอองเลือด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในอากาศ ปรากฏเปลวเพลิงสีแดงสายหนึ่งขึ้นมาเผาทำลายเศษเนื้อและละอองเลือดจนมอดไหม้ไปในพริบตา!
    เชื่อเถอะว่าถ้าหากฟ่านเผิงฟงรู้ว่ามาที่นี่แล้วแล้วจะตาย เขาคงจะไม่มาอย่างแน่นอน กระทั่งการแก้แค้นให้พวกฟ่านผิง เขาก็คงจะไม่ไปคิดถึงมันอีก
    แต่ในโลกนี้ไม่มีคำว่า ‘ถ้า’ น่าเสียดายที่เจ้าสำนักพันศาสตรามาตายโง่ๆ อยู่ที่นี่
    ผู้ที่ลงมือฆ่า ย่อมเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหวังเฉิน เขาที่รับรู้ได้ถึงจิตสังหารจากฟ่านเผิงฟง ย่อมไม่ลังเลที่จะฆ่าอีกฝ่ายเพื่อตัดปัญหา
    หลังจากฆ่าฟ่านเผิงฟง พร้อมส่งเปลวเพลิงสีแดงไปเผาทำลายเศษเนื้อและละอองเลือด หวังเฉินก็ก้าวเดินต่อ เขาเดินขึ้นมาจนถึงบนยอดเขา
    เมื่อมาถึง เขาก็นำศิลาประตูมิติออกมา จากนั้นบดขยี้ทำลาย ประตูมิติหลากหลายสีสันได้ปรากฏ
    ตัวเขาในตอนนี้ยังมีศิลาประตูมิติให้ไปกลับโลกมหาชนเผ่าอีกสามสี่ครั้ง เท้าพลันก้าวออก คนหายลับเข้าไปภายในประตูมิติอย่างรวดเร็ว ไม่นาน ประตูมิติก็เลือนรางจางหายไป
    จบบทที่ 59

    คล้ายกับเรื่องเซียนอมตะหวนคืน ที่คุณอ่าน