หมื่นโอสถกลืนสวรรค์

    บทที่ 22 ศิลาบรรพกาล

    บทที่ 22 ศิลาบรรพกาล ผ่านไป 3 วันหลังจากที่ได้กลับมาที่จวนตระกูลหลิน มันน่าประหลาดใจเป็นอย่างมากตอนนี้เมื่อกลับมาที่จวนแห่งนี้เรียบร้อยแล้วหลินซานใช้ชีวิตอยู่ภายในเรือนของตนเองที่เป็นสถานที่ที่เขานั้นอาศัยอยู่ตั้งแต่ตัวของเขานั้นถือกำเนิดขึ้นมาภายในตระกูลแห่งนี้แต่ว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจนั่นคือท่านพ่อท่านแม่รวมไปถึงพี่หญิงของเขาหายไป จริงอยู่ไม่ใช่เพียงแค่ท่านพ่อท่านแม่และพี่หญิงของเขาที่หายตัวไปแต่ว่าคนภายในตระกูลหลินส่วนใหญ่ก็พากันหายไปหมดเหลืออยู่เพียงแค่หลินหย่งอู่เท่านั้นที่อยู่ตระกูล ตอนนี้ผ่านไป 3 วันแล้วก็ยังไม่เห็นว่าจะมีผู้ใดที่เดินทางกลับมาที่จวนเลยสักผู้มันเลยทำให้ตัวของเขานั้นประหลาดใจเป็นอย่างมาก มันราวกับว่าคนของตระกูลหลินพากันออกเดินทางไปที่ใดสักแห่งที่มันเป็นงานสำคัญ ตอนนี้จะให้ตัวของเขานั้นก้าวเท้าออกไปจากเรือนแล้วออกไปตามสื่อเกี่ยวกับเรื่องราวที่มันผิดแปลกนี้ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะว่าไม่รู้ว่าจะไปสืบหาข้อมูลจากที่ใด หลินซานพอได้แต่ฝึกฝนส่วนประกอบปราณทั้ง 4 ของร่างกายตนเองต่อไปเรื่อยๆการที่เขาใช้ชีวิตอยู่ภายในเรือนแห่งนี้ที่มีการปิดตายแล้วไม่มีผู้ใดเข้ามายุ่งเกี่ยวมันก็ทำให้เขานั้นมีสมาธิในการฝึกฝนส่วนประกอบการทั้ง 4 ภายในร่างกายของเขาให้มากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน โดยคนภายในตระกูลจะนำอาหารมาให้เขาทุก 3 เวลานั่นคือตอนเช้ากลางวันและเย็น นอกจากนั้นตัวของเขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากเรือนแห่งนี้เลยแม้แต่เพียงก้าวเดียวมันเลยทำให้ตัวของหลินซานรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องนี้เหตุใดตัวของหลินหย่งอู่มันถึงจะต้องกระทำเช่นนี้ด้วยเหตุใดมันถึงไม่ยอมให้พวกเขาออกไปด้านนอกเหมือนเมื่อก่อน รู้สึกประหลาดใจตั้งแต่มันคิดจะเก็บเขาไว้ภายในตระกูลแล้วโดยปกติคนไร้ค่าเช่นเขาที่ไม่มีแม้กระทั่งรากเหง้าปราณและยังขาพิการตัวของมันคงจะไม่มีเหตุผลที่จะต้องเก็บเขาเอาไว้เพราะว่าไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้ด้วยซ้ำภายในห้องสี่เหลี่ยมที่เป็นห้องนอนของหลินซาน เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ภายในห้องกำลังนั่งครุ่นคิดไม่ตกเกี่ยวกับเรื่องนี้ตัวของเขาพยายามจะหาคำตอบในปัญหาที่ตนเองนั้นกำลังสงสัยอยู่แต่ไม่ว่าจะนั่งครุ่นคิดอย่างขะมักเขม้นขนาดไหนก็ไม่สามารถหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เลยสักนิดหลินซานกำลังนั่งอยู่ภายในห้องเงียบๆเขาเลยเปิดบริเวณหน้าอกของเขาออกเผยให้เห็นอักขระสีทองที่มันกำลังเปล่งประกายแสงสว่างไสวอยู่ เขารู้สึกมาได้สักพักแล้วแต่ตอนที่เขานั่งอยู่แล้วกำลังคิดเขารู้สึกว่ากลางหน้าอกมันมีเปลวเพลิงที่กำลังแผดเผาอยู่ที่แท้มันก็เป็นสิ่งนี้เอง“ เจ้านี่เอง ” หลินซานล่วงรู้ว่าจะต้องกระทำอันใดดวงตาทั้งสองข้างพับปิดลงพร้อมกับเริ่มปลดปล่อยพลังงานออกมาจากร่างกายอักขระที่มันถูกสลักเอาไว้ตรงบริเวณหน้าอกก็เริ่มปลดปล่อยออกมา อักขระสีทองล้อมรอบร่างกายมันเป็นแสงสว่างไสวก่อนที่จะเป็นประกายแสงวูบใหญ่ขึ้นแล้วนำพาให้หลินซานเข้ามาสู่ตำหนักสวรรค์ทัศนียภาพที่งดงามมันยังคงเป็นเหมือนเดิมสถานที่แห่งนี้ไม่ได้แตกต่างอันใดไปจากตอนที่เขานั้นเข้ามาครั้งล่าสุดในสักนิด ด้านบนท้องนภาสีทองอร่ามมันประดับประดาไปด้วยก้อนเมฆหลากสีที่กำลังส่องแสงประกายสว่างไสวยกชูความงดงามของท้องนภา ละอองสีทองระยิบระยับได้ล่องลอยเข้ามาเกื้อหนุนร่างกายของเขาให้ลอยขึ้นจากพื้น ไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นตระหนกหรือน่าตกใจสำหรับเขาอีกแล้วเพราะว่าโดนมันกระทำเช่นนี้จนคุ้นชินไปเรียบร้อยแล้วและตอนนี้หลินซานก็รู้วิธีการใช้งานของมันเป็นอย่างดีเขาได้ตั้งสมาธิแล้วก็บังคับมันให้นำพาร่างของเขามุ่งตรงไปยังด้านหน้า เรือนไม้หลังเก่าที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของเขาเมื่อก้าวเข้าไปมันก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม ภายในสถานที่แห่งนี้มันยังคงเป็นเหมือนเดิมเหมือนครั้งก่อนที่เขาก้าวเข้ามาครั้งล่าสุด เตาหลอมโอสถหยกแสนปีที่เขาได้รับมาจากศิลาสีดำสนิทมันก็ยังคงตั้งอยู่ในที่เดิมของมันการที่เข้ามาในสถานที่แห่งนี้เขาไม่ได้สนใจอันใดเลยนอกจากจะมุ่งตรงไปยังศิลาหินสีดำสนิทที่มีขนาดใหญ่ด้านหน้า ศิลาสีดำสนิทที่อยู่ด้านหน้าของเขาผิวเรียบเนียนของมันยังไม่มีอักขระอันใดส่องประกายแสงสว่างไสวแต่ภายในใจของเขามันราวกับว่ากำลังตอบหรอกแล้วกำลังสื่อสารอยู่กับเจ้าศิลาหินด้านหน้าของเขาในตอนนี้หลินซานสัมผัสได้ว่ามันกำลังเรียกร้องให้เขากระทำบางอย่าง มือของเขายกขึ้นมาแล้วยื่นเข้าไปสัมผัสกับศิลาหินสูงใหญ่ด้านหน้า เมื่อมือของเขาเข้าไปสัมผัสกับมันสิ่งที่เขากำลังเฝ้ารอมันก็ได้ปรากฏอีกครั้ง ตัวของศิลาหินสีดำสนิทมันเริ่มเปล่งประกายออร่าของพลังปราณออกมาพร้อมกับมีตัวอักษรสีทองค่อยๆปรากฏขึ้นเป็นอักขระสีทองที่เป็นอักขระโบราณแต่ว่าหลินซานสามารถอ่านมันได้ด้วยสายตาของตนเองแล้วสามารถทำความเข้าใจกับมันได้อีกแล้วดวงตาทั้งสองข้างของเขากวาดมองตัวอักษรที่มันกำลังปรากฏอยู่ด้านบนผิวสีดำที่เคยเรียบเนียนของศิลาสีดำสนิทที่อยู่ด้านหน้าของเขา “ เจ้าจะต้องเอาชนะคู่ต่อสู้ 10 คน และทะลวงขึ้นสู่ระดับก่อกำเนิดพลัง ” หลินซานพึมพำข้อความที่เขานั้นได้อ่านออกมาจากตัวอักขระที่มันกำลังแสดงอยู่ด้านบนของตัวศิลาหินสีดำสนิทด้านหน้าของเขาหลังจากที่เขาได้อ่านจบลงเรียบร้อยแล้วมันก็มีบางอย่างที่ปรากฏขึ้นมาอีกเป็นตัวอักษรบรรทัดสุดท้ายที่มันเพิ่งจะปรากฏขึ้นมาหลังจากที่เขาได้ทำการอ่านพวกมันจนจบ ถ้ามีตัวอักขระใหม่ได้ปรากฏขึ้นมาดวงตาทั้งสองข้างก็กวาดมองตัวอักขระพวกนั้นแล้วก็อ่านพวกมัน “ นี่คือภารกิจของศิลาบรรพกาล จำเป็นต้องสำเร็จใน 10 วัน ”เมื่อข้อความเหล่านั้นได้แสดงให้ตัวของหลินซานไปอ่านอยู่สักพักพวกมันก็ค่อยๆจางหายไปอย่างช้าๆ อักขระสีทองที่กำลังแสดงอยู่ด้านหน้าค่อยๆจางหายไปเรื่อยๆมันทำให้หลินซานที่ยืนอยู่ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีกตอนนี้มันทำให้ตัวเขานั้นได้รู้แล้วว่าเจ้าสิลาขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าของเขามันคือสิ่งที่เรียกว่าศิลาบรรพกาล มือข้างขวาที่ยกขึ้นมาสัมผัสกับผิวของศิลาได้ลดต่ำลง ดวงตาทั้งสองข้างค่อยๆพับปิดลงอย่างช้าๆแล้วนึกคิดบางอย่างท่ามกลางความเงียบงันในขณะที่เขากำลังยืนอยู่ด้านหน้าศิลาบรรพกาลภายในหัวที่กำลังเต็มไปด้วยสมาธิมันมีความทรงจำบางอย่างหลั่งไหลเข้ามาอีกแล้ว หลินซานสัมผัสถึงความทรงจำเหล่านั้นได้ความทรงจำที่มันกำลังหลั่งไหลเข้ามาเมื่อกล่าวถึงชื่อศิลาบรรพกาลขึ้นมามันก็ทำให้ตัวเขาเริ่มนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ ต้นกำเนิดของของสิ่งนี้และสถานที่แห่งนี้ ความหมายของการมีชีวิตของจักรพรรดิทั้งสอง มันราวกับว่าตัวเขานั้นได้กลับไปอยู่ในจุดที่ตนเองนั้นได้สิ้นใจในชีวิตก่อนอีกครั้ง จักรพรรดิโอสถหลินซาน เทพสงครามหวงอี้ แม้ว่าพวกเขาทั้งสองจะเกิดอยู่ในคนละยุคสมัยกันแต่ว่าพวกเขาก็มีปณิธานในแบบเดียวกัน เป้าหมายของพวกเขาทั้งสองมันคือการที่จะได้ศึกษาเคล็ดบ่มเพาะที่มันมีชื่อว่าเคล็ดบ่มเพาะพิภพนิรันดร์ มันคือสิ่งที่อยู่ในจุดสูงสุดของเคล็ดบ่มเพาะทั้งหมด โดยตัวของเคล็ดบ่มเพาะพิภพนิรันดร์ภายในคนรุ่นหลังเช่นตัวของเขานั้นไม่สามารถล่วงรู้ได้แล้วว่ามันคือเคล็ดบ่มเพาะอันใด แต่ว่าตอนนี้หลังจากที่ได้หลอมรวมดวงจิตเข้าสู่ร่างกายทำให้เขานั้นล่วงรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าเคล็ดบ่มเพาะพิภพนิรันดร์ภายในอดีตมันถูกเล่าขานเกี่ยวกับเรื่องนี้มาปากต่อปากว่าเคล็ดบ่มเพาะพิภพนิรันดร์มันคือเคล็ดบ่มเพาะที่อยู่ในระดับสูงสุดของวิชาทั้งหมด ผู้ใดที่สามารถฝึกฝนมันได้จะสามารถล่วงรู้ความจริงของโลกใบนี้ได้แล้วสามารถรวบรวมดินแดนจักรวรรดิทั้ง 12 ให้กลายเป็นหนึ่งได้อีกครั้งหลินซานดึงสติของตนเองกลับมาดวงตาทั้งสองข้างของเขาเปิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มันมีบางอย่างขวางกั้นอยู่มันเป็นเหมือนกับม่านหมอกบังตาที่ไม่สามารถทำให้ดวงจิตของเขาล่องลอยชมความทรงจำทั้งหมดได้ “ อันใดกันสิ่งที่ติดอยู่ในหัวแล้วสิ่งที่มันกำลังติดอยู่ภายในใจของข้าตอนนี้ ” หลินซานกำลังแสดงใบหน้าที่สับสนออกมา มือของเขายกขึ้นมาจับกุมบริเวณศีรษะแม้ว่าจะยังไม่รู้มากนักเกี่ยวกับเรื่องเคล็ดบ่มเพาะพิภพนิรันดร์ที่เป็นปณิธานของจักรพรรดิทั้งสอง แต่ว่ามันมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ตัวเขานั้นได้ล่วงรู้หลังจากที่ได้เข้าไปชมความทรงจำที่มันกำลังขาดหายอยู่ เด็กหนุ่มเงยใบหน้าของตนเองขึ้นแล้วจ้องมองไปที่ศิลาสีดำสนิทด้านหน้าของตนเอง“ นี่เป็นปณิธานอันมุ่งมั่นของจักรพรรดิทั้งสอง ” หลินซานล่วงรู้ได้ถึงต้นกำเนิดของสถานที่แห่งนี้และสิ่งที่เรียกว่าศิลาบรรพกาลที่อยู่ด้านหน้าของเขา เขาได้ล่วงรู้มาหลังจากที่สติของเขาได้หลุดเข้าไปในความทรงจำที่มันยังคงเลืองลางภายในหัวสมอง สิ่งนี้คือศิลาบรรพกาลและสถานที่แห่งนี้คือตำหนักสวรรค์มันก่อกำเนิดขึ้นมาจากปณิธานอันแรงกล้าและดวงจิตรวมไปถึงพลังที่หลงเหลืออยู่ของจักรพรรดิทั้ง 2 ที่หลอมรวมเข้าหากัน เส้นทางแห่งความมุ่งมั่นทั้ง 2 ที่ไหลเวียนมาบรรจบแม้ว่าจะอยู่กันคนละยุคสมัยแต่มันก็ก่อกำเนิดให้กลายเป็นปณิธานอันแรงกล้า ของสิ่งนี้มันเข้าอยู่ภายในร่างกายของเขาเพราะว่ามันตอบรับปณิธานในการมีชีวิตของเขาในตอนนั้นใบหน้าของหลินซานเริ่มเปลี่ยนไปทีละนิดทีละนิดความสับสนที่อยู่บนใบหน้าเริ่มจางหายไปเรื่อยๆ สติของเขานั้นกลับเข้ามาสู่ร่างกายของตนเองโดยสมบูรณ์ “ เข้าใจแล้ว~ จุดมุ่งหมายของการมีชีวิตสินะ ”“ เคล็ดบ่มเพาะพิภพนิรันดร์อย่างงั้นรึ? นั่นคือปณิธานของข้าสิ่งที่จะต้องทำให้สำเร็จในชีวิตนี้ ” ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าตอบสนองกับสัญชาตญาณภายในจิตใจมันได้ก่อกำเนิดกลายเป็นเป้าหมายขนาดใหญ่ที่ถูกสลักจารึกเอาไว้ภายในก้นบึ้งของจิตใจและไม่มีทางจางหาย ตัวของเขาไม่ได้อยู่เพื่อล้างแค้นอย่างเดียวอีกแล้วตอนนี้สิ่งที่ตัวของเขาได้ล่วงรู้มามันก่อกำเนิดเป็นเป้าหมายขนาดใหญ่จบตอน 

    คล้ายกับเรื่องหมื่นโอสถกลืนสวรรค์ ที่คุณอ่าน