“ต้นไทรนั้น เป็นต้นไม้โบราณอยู่มาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นทวด สมัยก่อนตอนที่ยังไม่ตั้งเป็นมหาวิทยาลัย เดิมทีต้นไทรนี้ก็มีคนมาบูชาอยู่แล้ว ซึ่งในอดีตแม้คุณพ่อไม่เชื่อ แต่ก็ไม่อยากทำลายที่พึ่งของชาวบ้าน คุณพ่อเล่าว่าสมัยที่ตัดสินใจสร้างเป็นมหาวิทยาลัย ท่านเคยคิดทำลายต้นไทรนี้หลายครั้ง เพราะทำให้ทัศนีย์ภาพเสีย
แต่คุณป้ากฤษณาห้ามไว้ อ้างว่าหลวงพ่อไม่ให้ทำลาย ในอนาคตท่านจะมาแก้ให้ จนป่านนี้หลวงพ่อก็บอกเพียงแต่ว่ายังไม่ถึงเวลา” คะนิ้งมองหน้าอินทิราครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตามองที่ข้อมือของเพื่อน เธอแน่ใจว่าไม่มีใครบนโลกที่จะพยายามทำร้ายตัวเองได้ขนาดนั้นหากมีสติมากพอ
“เธอยังไม่ได้บอกฉันเลย ว่าเมื่อกี้เธอเป็นอะไร”
“ฉันไม่รู้ว่าเธอจะเชื่อไหม แต่เมื่อกี้ฉันไม่ได้เป็นคนทำ ฉันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าฉันทำอะไรลงไป” ทั้งคู่สบตากันอย่างหาความหมายไม่เจอ ก่อนคะนิ้งจะเลื่อนมือไปมัดสายสิญจน์ที่ถูกดึงใกล้หลุดเต็มที เธอมัดมันซ้ำถึงสองสามทบก่อนจะส่งยิ้มให้อินทิรา
“ไม่เป็นไรนะ ฉันเชื่อเธอ”
วันนี้บ้านหลวงไชยพิชิตยังคงมีเสียงดนตรีกึกก้องดังเช่นเดิมเหมือนทุกวัน หากแต่คุณเอื้องฟ้ารู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก ด้วยว่าที่ลูกสะใภ้ต้องเดินทางกลับ หีบผ้าและสัมภาระเล็กน้อยถูกจัดขึ้นรถม้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวสูงศักดิ์เดินเข้ามากราบลาคุณเอื้องฟ้าด้วยกิริยางดงามหมดจด
“ข้ากราบลานะเจ้าคะคุณป้า” เธอกล่าวลาด้วยสีหน้าราบเรียบ ผิดกับคนที่นั่งอยู่บนตั่ง ทำหน้าคล้ายร้องไห้เต็มที
“เข้ามาให้ป้ากอดที” หญิงชราอ้าแขนรับ ก่อนที่หญิงสาวจะเข้าไปสวมกอดตามคำขอของคุณเอื้องฟ้า
“เมื่อใดจักมาอีก ป้าคงอดคิดถึงเจ้ามิได้” เธอพูดก่อนจะคลายกอดออก แล้วปล่อยตัวร่างเล็กให้เป็นอิสระ หญิงที่อยู่ในชุดสูงศักดิ์รู้สึกเห็นใจ ไม่อยากจากไปเช่นเดียวกัน แต่ด้วยหน้าที่เธอไม่ควรอยู่ที่นี่นานเกิดไป
“ที่เรือนนี้ข้าได้รับการต้อนรับจากคุณป้า และคุณพี่เป็นอย่างดี ข้าจักมิมีวันลืม หากมีโอกาสข้าจักมาเยี่ยมคุณป้าอีกอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ หากแต่คุณป้าอย่าได้ร้องไห้เลยนะเจ้าคะ เป็นเช่นนี้ข้าจักเดินทางกลับอย่างสบายใจได้อย่างไร” ทันทีหญิงชราพยักหน้าแล้วเช็ดน้ำตา ก่อนจะส่งยิ้มให้
“พระพาย แม่ฝากน้องด้วยนะ ดูแลให้ดีจนถึงเรือน หากแต่ตัวเจ้าอยู่ว่าราชการต่อเลยใช่ฤาไม่” พระพายเข้ามากอดมารดาแน่น
“ลูกจะอยู่ช่วยราชการคุณพ่อให้เสร็จ แล้วจะรีบกลับมา” หญิงชราพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะลงไปส่งทั้งสองขึ้นรถม้าเดินเพื่อเดินทางเข้าพระนคร เมื่อขบวนเดินทางมาได้สักระยะ แก้วจันตาเรียกให้ทั้งขบวนหยุด พลางมองซ้ายแลขวาสองเท้าเล็กก้าวลงมาจากรถม้า มองไปรอบๆ ป่าด้วยความกังวลใจ
“ไยเจ้าจึงสั่งหยุดขบวนเล่า” พระพายลงมาถามแก้วจันตาด้วยความสงสัย พลางมองตามสายตาของแก้วจันตาไปรอบๆ เช่นเดียวกัน หากแต่ไม่นานนักร่างของกลิ่นจันทร์ได้โผล่ออกมาจากป่าข้างทาง เธอเดินเข้ามาพร้อมลงนั่งกราบลาแก้วจันตา ความอากัปกิริยานอบน้อม
“ข้าสั่งให้นางมารอที่นี่ ข้าอยากลานางเป็นครั้งสุดท้ายเจ้าค่ะคุณพี่” พระพายเหลือบมองดูแก้วจันตาที่ดีใจจนออกนอกหน้า เขาไม่เคยเห็นเจ้านายคนใดในพระนคร คบหาบ่าวไพร่เช่นเธอมาก่อน ชายหนุ่มคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วเลื่อนสายตามองกลิ่นจันทร์