"ผู้ดูแลรองนะผู้ดูแลรอง ให้ดูแลสวนสัตว์อสูร ท่านจะแอบยักยอกไปบ้างเพียงเล็กน้อยก็แล้วไปเถิด ข้าเชื่อว่าคุณหนูใหญ่เห็นแก่ที่ท่านแก่ชราและร่างกายอ่อนแอ ต่อให้สัตว์อสูรจะสูญเสียไปสักสิบกว่าตัวคุณหนูใหญ่ก็คงไม่ถือสาเอาความกับท่าน ทว่าท่านกลับไร้มโนธรรมบังอาจถึงขั้นยักยอกสัตว์อสูรไปเกือบครึ่ง!"
เฉินฉางอันชี้นิ้วไปยังผู้ดูแลรองที่คุกเข่าอยู่กับพื้น ด้วยท่าทางเ็ปรวดร้าวพลางตวาดลั่น
"ปกติคุณหนูใหญ่ปฏิบัติต่อท่านอย่างไร? ท่านตอบแทนคุณหนูใหญ่เช่นนี้หรือ? ผู้ดูแลรองท่านจงมองหน้าข้าแล้วพูดมา!"
ผู้ดูแลรองเบิกตากว้างจ้องมองเฉินฉางอันด้วยความเหลือเชื่อ ในเวลานี้เขาถึงกับแยกไม่ออกว่าคนตรงหน้านี้คือมิตรหรือศัตรูกันแน่ ก่อนหน้านี้ทำดีกับเขาเพียงใด ยามนี้กลับอำมหิตต่อเขาเพียงนั้นนี่คือการแทงข้างหลังชัด ๆ
เป็การแทงข้างหลังต่อหน้าธารกำนัลไม่เหลือทางรอดให้เขาสักนิด ฆ่าคนปลิดดวงใจช่างเป็การฆ่าคนปลิดดวงใจโดยแท้!
"ข้า... ข้าไม่ได้ยักยอกสัตว์อสูรในสวนสัตว์อสูร และข้าก็ไม่รู้ด้วยว่าสัตว์อสูรเ่าั้หายไปที่ไหน"
ผู้ดูแลรองโขกศีรษะลงกับพื้น เขาพร่ำยอมรับผิดต่อจีเฟิ่งเหยียนบนบัลลังก์ไม่หยุด น้ำมูกน้ำตาไหลนองหน้า ไม่หลงเหลือท่าทางโอหังเหมือนในวันวานอีกต่อไป
"คุณหนูใหญ่โปรดให้ความเป็ธรรมแก่ข้าน้อยด้วย ข้าน้อยดูแลสวนสัตว์อสูรมาหลายปีไม่เคยเกิดเื่ผิดพลาดเลย ครั้งนี้สูญเสียสัตว์อสูรไปร้อยกว่าตัว ข้า..."
ในระหว่างที่พูดอยู่นั้น สมองของผู้ดูแลรองคล้ายจะฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้กะทันหัน เขานึกได้ในพริบตาจึงชี้นิ้วมาที่เฉินฉางอันเบื้องหน้าพร้อมตวาดลั่น
"คุณหนูใหญ่ ข้าน้อยรู้แล้วว่าสัตว์อสูรที่หายไปอยู่ที่ไหน เป็เพราะเ้าเฉินฉางอันนั่นเองที่ทำเื่ชั่วร้าย ไอ้เด็กนี่เพิ่งจะได้เป็ผู้ดูแลสามไม่นานสัตว์อสูรในสวนของข้าก็หายไปเกือบครึ่ง… เื่นี้หากไม่ใช่ฝีมืออำมหิตของเฉินฉางอันย่อมไม่มีทางเป็อื่นไปได้ คุณหนูใหญ่โปรดจับตัวเ้าเด็กนี่มาทรมานเพื่อเค้นความจริงด้วย ข้าน้อยเชื่อว่ามันต้องรู้ที่อยู่ของสัตว์อสูรเป็แน่!"
เมื่อเผชิญกับการกล่าวโทษของผู้ดูแลรองมุมปากของเฉินฉางอันกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เขาไม่คิดจะโต้แย้งแต่แววตาที่ฉายประกายผิดหวังและเ็ปกลับยิ่งทวีความชัดเจนมากขึ้น
จีเฟิ่งเหยียนบนบัลลังก์เห็นเฉินฉางอันนิ่งเงียบ จึงเอ่ยถามขึ้น
"เฉินฉางอันผู้ดูแลรองบอกว่าสัตว์อสูรหายไปเป็เพราะเ้า เ้ามีสิ่งใดจะพูดหรือไม่?"
เฉินฉางอันประสานมือคำนับ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
"ข้าน้อยไม่มีสิ่งใดจะพูดขอรับ ขอเพียงคุณหนูใหญ่มอบความตายให้แก่ข้าเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ก็พอ"
ทันทีที่คำนี้หลุดออกมาทุกคนในที่นั้นต่างตกตะลึง กลุ่มองครักษ์และข้ารับใช้ต่างมองเฉินฉางอันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
ทุกคนต่างรู้สึกเสียดายและคับแค้นใจแทนเขา
แม้แต่ผู้ดูแลรองที่กำลังหาเื่อยู่ก็ถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก เขารู้สึกราวกับทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดชกออกไปทว่าปะทะเข้ากับปุยฝ้ายทำให้รู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก
"ในเมื่อเ้าไม่มีสิ่งใดจะพูด เช่นนั้นก็..."
จีเฟิ่งเหยียนจ้องมองเฉินฉางอันอย่างลึกซึ้ง สายตานี้ทำให้เฉินฉางอันรู้สึกเย็นวูบที่แผ่นหลังเหงื่อไหลผุดพรายเต็มหน้าผา กระทั่งจังหวะการเต้นของหัวใจเทาเที่ยในกายยังเริ่มช้าลง
น่าหวาดหวั่น! ช่างน่าหวาดหวั่นเหลือเกิน!
สายตาของจีเฟิ่งเหยียนราวกับมีอาคมบางอย่าง บรรจุไว้ด้วยพลังที่สามารถทิ่มแทงเข้าถึงจิติญญาของเฉินฉางอันบีบคั้นให้เขาต้องพูดความจริงและสิ่งที่เกิดขึ้นออกมาโดยไม่รู้ตัว
ภายใต้สายตาคู่นี้ ความลับย่อมไม่มีทางดำรงอยู่ได้ราวกับว่าคุณหนูใหญ่คือร่างจุติของอาณัติแห่ง์อันรุ่งโรจน์ที่กดทับลงมาจากเก้าชั้นฟ้า
"สัตว์อสูรที่หายไปในสวนสัตว์อสูร"
เฉินฉางอันเอ่ยปากออกมาตามสัญชาตญาณ ในขณะที่เขากำลังจะพูดความลับของเคล็ดวิชาเทาเที่ยกลืนนภาออกมานั้นเอง
แผ่นทองแดงาในส่วนลึกของห้วงจิตสำนึก กลับะเิแสงสว่างจ้าบาดตาออกมา
ภายใต้แสงสว่างนั้นเมฆหมอกในใจพลันมลายหายไป จิติญญากลับมาแจ่มใสในทันที เมื่อได้สติเฉินฉางอันก็ใจนขวัญหนีดีฝ่อเขารีบกัดปลายลิ้นตนเองโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็นและอาศัยความเ็ปนั้นกระตุ้นสติก่อนจะรีบเปลี่ยนคำพูดทันที
"สัตว์อสูรที่หายไปในสวนสัตว์อสูรท่านบอกว่าเป็ฝีมือข้า เช่นนั้นผู้ดูแลรอง ข้าขอถามท่าน… สัตว์อสูรร้อยกว่าตัวนี้ ต่อให้ข้าเฉินฉางอันจะเป็คนขโมยไปแล้วข้าจะเอาไปซ่อนไว้ที่ใดเล่า? ซ่อนไว้ในสวนสมุนไพริญญาของข้าอย่างนั้นหรือ?"
"ท่านย่อมสามารถส่งคนไปค้นที่สวนของข้าได้ทุกเมื่อ หรือหากสงสัยว่าข้ากินสัตว์อสูรพวกนั้นเข้าไปท่านก็ลองมาลูบท้องข้าดูเถิด สัตว์อสูรร้อยกว่าตัวนั้นข้าจะมีปัญญากินหมดได้อย่างไรกัน?"
ใบหน้าชราของผู้ดูแลรองแดงก่ำด้วยความโกรธ แต่สิ่งที่เฉินฉางอันพูดล้วนเป็ความจริง เขาจึงไม่สามารถโต้แย้งได้เลยสักนิด
"อีกอย่างหากสงสัยว่าข้าแอบเอาสัตว์อสูรพวกนั้นไปขาย ท่านก็สามารถส่งคนไปตรวจสอบเส้นทางการเคลื่อนไหวของข้าใน่หลายวันนี้ดูได้ ว่าข้าเฉินฉางอันเคยออกไปพ้นเขตเทือกเขาเฟิ่งหวงบ้างหรือไม่"
คำพูดเพียงไม่กี่คำกลับปิดทางถอยของผู้ดูแลรองจนหมดสิ้น เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเห็นได้ชัดว่าสูญเสียกำลังใจจะต่อสู้ไปอย่างสิ้นเชิง
นับั้แ่พบว่าสัตว์อสูรหายไป ผู้ดูแลรองก็สงสัยเฉินฉางอันเป็อันดับแรกแต่จากการสืบสวนของเขาใน่หลายวันที่ผ่านมา ไอ้เด็กนี่ไม่มีโอกาสจะลงมือได้จริง ๆ และหากลองคิดในมุมกลับ ต่อให้สัตว์อสูรพวกนั้นถูกไอ้เด็กนี่ขโมยไปจริง มันจะเอาไปไว้ที่ไหนได้? นั่นล้วนแต่เป็สัตว์ร้ายที่มีร่างกายใหญ่โต ต่อให้จะกินจนพุงกางก็ย่อมไม่มีทางกินได้หมดอย่างแน่นอน!
"เรียนคุณหนูใหญ่ ตามคำบอกเล่าของข้ารับใช้ในสวนสมุนไพริญญา ตลอดห้าวันที่ผ่านมาเฉินฉางอันขังตัวเองอยู่ในห้องเพื่อหลอมโอสถเ้าค่ะ"
ลวี่จูเอ๋อร์ชำเลืองมองเฉินฉางอันครั้งหนึ่ง ก่อนจะเริ่มช่วยล้างมลทินให้เขา
"ใน่เวลานี้ข้าเองก็ไปที่สวนสมุนไพรอยู่หลายครั้ง เฉินฉางอันก็อยู่ที่นั่นตลอดเวลาจริง ๆ เ้าค่ะ"
เฉินฉางอันมองลวี่จูเอ๋อร์ด้วยความซาบซึ้งใจพลางลอบถอนหายใจออกมา คุณหนูใหญ่น่าหวาดหวั่นเกินไปแล้ว ยิ่งเขาแข็งแกร่งขึ้นเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าคุณหนูใหญ่น่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขั้นมีการโจมตีที่มุ่งเป้าไปที่จิติญญา
เมื่อครู่หากไม่ใช่เพราะแผ่นทองแดงาแสดงอานุภาพ เขาคงต้องถูกเปิดเผยความลับจนหมดสิ้นแน่นอน
"คุณหนูใหญ่ข้าน้อยไม่มีสิ่งใดจะพูดแล้ว แต่ข้าน้อยถูกใส่ความจริง ๆ นะขอรับ ถูกใส่ความจริง ๆ "
ผู้ดูแลรองรู้ดีว่าวันนี้เขาคงไม่สามารถล้างมลทินได้ จึงได้แต่โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างบ้าคลั่ง
"ต่อให้ตีข้าน้อยจนตาย ข้าน้อยก็ไม่ได้ยักยอกสัตว์อสูรถึงร้อยกว่าตัวนี้แน่นอน!"
ตามกฎของตระกูลจี การสูญเสียสัตว์อสูรไปเกือบครึ่งในคราวเดียวย่อมมีโทษถึงตาย
"คุณหนูใหญ่ ผู้ดูแลรองเขา… "
ผู้ดูแลใหญ่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ เขาเดินขึ้นหน้าไปประสานมือคำนับจีเฟิ่งเหยียนบนบัลลังก์
"ผู้ดูแลรองมีความผิด ทว่าขอคุณหนูใหญ่โปรดเห็นแก่ที่เขาแก่ชรามากแล้ว โปรดลงโทษสถานเบาด้วยเถิด!"
เื่ราวมาถึงขั้นนี้แล้วหากไม่ลงโทษย่อมไม่อาจปกครองคนหมู่มากได้ ไม่ว่าสัตว์อสูรเ่าั้จะหายไปเพราะเหตุใด ผู้ดูแลรองย่อมต้องมีส่วนรับผิดชอบ
ในเมื่อเขาเป็ผู้ดูแลสวนสัตว์อสูร ในทำนองเดียวกันหากสมุนไพรในสวนสูญหายไปเกินครึ่งเฉินฉางอันก็ย่อมไม่อาจพ้นผิดได้ แร่ธาตุที่ผู้ดูแลใหญ่สูงสุดรับผิดชอบอยู่ก็เป็เช่นเดียวกัน หากไม่มีกฎเกณฑ์ย่อมไม่สามารถสร้างระเบียบได้
ในเทือกเขาเฟิ่งหวงแห่งนี้ จีเฟิ่งเหยียนคือคนเดียวที่เป็กฎเกณฑ์
"สัตว์อสูรเหล่านี้แม้ไม่ได้ถูกเ้าขโมยไป ทว่าเ้าก็มีความผิดฐานบกพร่องต่อหน้าที่!"
จีเฟิ่งเหยียนบนบัลลังก์จ้องมองเฉินฉางอันอย่างลึกซึ้งครั้งหนึ่ง ก่อนจะหันมามองผู้ดูแลรองที่คุกเข่าอยู่นางขยับริมฝีปากแดงฉานเริ่มเอ่ยคำตัดสิน
"เห็นแก่ที่เ้าอายุมากแล้ว และทุ่มเททำงานให้ตระกูลจีมานานหลายปี โทษตายละเว้นได้แต่โทษเป็ไม่อาจหลีกเลี่ยง ยามนี้ข้าจะทำลายวรยุทธ์ของเ้าและปลดจากตำแหน่งผู้ดูแลรอง"
สิ้นคำพูดนางไม่เปิดโอกาสให้ผู้ดูแลรองได้เอ่ยปากขอความเมตตา จีเฟิ่งเหยียนสะบัดมือเรียวงามครั้งหนึ่งประกายไฟดวงเล็ก ๆ พุ่งออกจากปลายนิ้วแล้วมุดหายเข้าสู่ร่างกายของผู้ดูแลรองทันที
"อัก!"
ทันทีที่ประกายไฟเข้าสู่ร่างมันก็เผาทำลายเส้นชีพจรทั่วร่างกายจนหมดสิ้นในพริบตา ผู้ดูแลรองกระอักโลหิตออกมาคำโตล้มฟุบลงกับพื้นและสลบเหมือดไปทันที
ลวี่จูเอ๋อร์โบกมือครั้งหนึ่ง ก็มีผู้ติดตามก้าวเข้ามาหิ้วร่างที่ไร้สติของผู้ดูแลรองออกไป
ผู้ดูแลใหญ่มองเฉินฉางอันครั้งหนึ่ง ในใจเต็มไปด้วยความสลดหดหู่ นึกถึงวันวานเขาพร้อมด้วยผู้ดูแลรองและผู้ดูแลสามต่างมีอำนาจล้นมือในตระกูลจี สามารถข่มเหงข้ารับใช้ได้อย่างตามใจชอบช่างมีความสุขเหลือเกิน
‘ทว่านับั้แ่ไอ้เด็กนี่เติบโตขึ้น ผู้ดูแลรองและผู้ดูแลสามต่างก็ประสบเคราะห์กรรม คนหนึ่งตายคนหนึ่งพิการ ยามนี้ผู้เฒ่าทั้งสามคนจึงเหลือเพียงเขาคนเดียวปากสิ้นฟันหนาว*[1] หรือว่าตัวเขาเองก็ต้องประสบชะตากรรมตามรอยทั้งสองคนนั้นไปอย่างนั้นหรือ? นายน้อยจีอู๋เซี่ยงหากท่านยังไม่กลับมาเกรงว่าคงจะไม่ได้พบหน้าข้าอีกแล้ว’
"เฉินฉางอัน ครบกำหนดห้าวันแล้ว!"
ในขณะที่ผู้ดูแลใหญ่กำลังตกอยู่ในความเศร้าโศก บนตำหนักพลันมีเสียงที่เ็าดุจน้ำค้างแข็งของจีเฟิ่งเหยียนดังขึ้นมาอีกครั้ง
"ยามนี้เ้าบอกวิธีประสานฤทธิ์โอสถแก่ข้าได้แล้วกระมัง?"
ฮือฮา!
ทันทีที่คำนี้หลุดออกมา ผู้ดูแลใหญ่ที่เดิมทีหัวใจแตกสลายไปแล้วกลับสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้งราวกับได้เห็นแสงสุดท้ายก่อนมอดดับ
เขาเคยแอบสืบมาบ้างว่าบัวขาวเมฆาวารีและเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์นั้น อย่างหนึ่งเป็น้ำอย่างหนึ่งเป็ไฟ น้ำกับไฟไม่ลงรอยกัน ต่อให้เป็ปรมาจารย์หลอมโอสถก็ยังนึกวิธีประสานฤทธิ์โอสถไม่ออก แล้วเฉินฉางอันที่เป็เพียงข้ารับใช้ขอบเขตสามัญตัวเล็ก ๆ จะทำได้อย่างไร?
หากทำไม่ได้ย่อมเป็การหลอกลวงคุณหนูใหญ่ ซึ่งมีโทษถึงตายเช่นเดียวกัน
ท่ามกลางท่าทางที่ดูตื่นเต้นของผู้ดูแลใหญ่
เฉินฉางอันกลับก้าวขึ้นหน้าไปก้าวหนึ่งอย่างสงบนิ่ง เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ
"คุณหนูใหญ่ ข้าน้อยขอพูดตามตรง"
เขาประสานมือคำนับจีเฟิ่งเหยียนบนบัลลังก์ แล้วเอ่ยออกมาอย่างเรียบเฉย
"ข้าน้อย… ไม่รู้วิธีประสานฤทธิ์โอสถจริง ๆ ขอรับ!"
[1] ปากสิ้นฟันหนาว (唇亡齿寒) หมายถึง การที่ฝ่ายหนึ่งตกอยู่ในอันตราย อีกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกันก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย